เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 187 จิตกระบี่กระจ่างแจ้ง…ด้วยแสงจันทร์ของเจ้า

บทที่ 187 จิตกระบี่กระจ่างแจ้ง…ด้วยแสงจันทร์ของเจ้า

บทที่ 187 จิตกระบี่กระจ่างแจ้ง…ด้วยแสงจันทร์ของเจ้า


ประกายเแสงเจิดจ้าพลันส่องออกมาจากหอกระบี่ บดบังแม้กระทั่งแสงอาทิตย์

ดุจดังเจตจำนงแห่งเซียนที่จุติลงมา—บันไดเมฆาเบื้องล่างถูกอาบไล้ด้วยแสงสีทองอร่าม กลายเป็นเส้นทางสู่สรวงสวรรค์อย่างแท้จริง

อิ๋งปิงเงยหน้ามองแท่นกระบี่ยักษ์ที่ตั้งตระหง่าน ดวงตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย—แน่นอนว่านางมิได้ถูกพลังของบันไดเมฆาขับไล่ หรือรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลใดๆ เพียงแต่กำลังครุ่นคิด...ว่านางสมควรขึ้นไปหรือไม่?

ในเมื่อยังมิสามารถทำให้ ‘จิตกระบี่กระจ่างแจ้ง’ ขึ้นไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด?

แต่หากต้องการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชา ‘กระบี่เทวะเมฆา’ และเดินบนเส้นทางสายนี้—อนาคตของนาง…ก็จำต้องเดินอย่างเดียวดาย

“นางเป็นอันใดไป?”

“บันไดเมฆานี่ แม้แต่ข้ายังเดินไปได้ครึ่งทาง เหตุใดนางจึงไม่กล้าขึ้นไป?”

“มิน่าใช่...ตอนอยู่บนเวทีประลอง ไม่มีผู้ใดรับกระบี่ของนางได้เกินสามกระบวนท่า จะมาขลาดกลัวสิ่งนี้ได้อย่างไร”

“ต้องมีเรื่องผิดปกติเป็นแน่” เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่

สตรีใบหน้าธรรมดา…หรือก็คืออินเหมียนเหมียน หันมามองด้วยความสนใจ—เหล่าผู้อาวุโสเองก็ขมวดคิ้วสงสัย ด้วยพรสวรรค์ของเด็กสาวผู้นี้ บันไดเมฆาก็มิต่างอะไรกับทางเดินธรรมดา แค่เดินผ่านไปก็สิ้นเรื่อง แต่เหตุใดนางถึง...แสดงท่าทีลังเลใจ?

ภาพนับไม่ถ้วนฉายวาบผ่านดวงตาที่พร่าเลือนของอิ๋งปิง ด้านหนึ่งคืออำนาจอันไร้เทียมทาน...แต่แลกมาด้วยความโดดเดี่ยวอันเยียบเย็น

อีกด้านหนึ่งคือชีวิตใหม่ ที่เปี่ยมล้นไปด้วยสีสันและความอบอุ่น ทั้งสองสิ่งหยั่งรากลึกลงในใจจนมิอาจลบเลือน—สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้จิตใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง

“ยัยก้อนน้ำแข็ง”

ทันใดนั้น..เสียงหนึ่งก็แทรกผ่านความวุ่นวายเข้ามาในหูนาง

อิ๋งปิงเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงเด็กหนุ่มที่กำลังทำสีหน้าลำบากใจไม่แพ้กัน—ศิษย์น้องหลี่รู้สึกขื่นขมในใจ แรงกดดันไร้สภาพที่ถาโถมเข้ามามิหยุดหย่อนนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย แต่กลับโจมตีจิตใจและเจตจำนงโดยตรง!

มันเกินไปแล้ว! ตอนที่เขาเดินบนบันไดสู่สวรรค์…ยังมิเคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน!

เป็นไปได้หรือไม่ว่าบันไดเมฆานี้หล่อหลอมขึ้นจากเจตจำนงกระบี่ ซึ่งตัวเขาไม่ถูกกับวิถีแห่งกระบี่?—ก็ไม่น่าใช่...ดูอย่างจงเจิ้นเยว่ที่ไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านกระบี่โดดเด่นอะไร ก็ยังก้าวขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

ช่างน่าประหลาดนัก…

เขาไม่อาจค้นหาต้นตอที่แท้จริงได้—ไม่เพียงแต่จิตเจตจำนงจะต้องรับมือกับแรงกดดัน ภายนอกยังต้องตีหน้าเรียบเฉยอีก...

ดูท่าคงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น...

ในเมื่อศิษย์น้องหลี่คืออัจฉริยะ หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก เขาก็คิดหาวิธีที่ ‘น่าจะ’ เป็นไปได้ขึ้นมาหนึ่งวิธี

ยินดีด้วย ความเข้าใจในวิถีแห่งยุทธ์สิบปีถูกถ่ายทอดเสร็จสิ้น】

【ปีที่หนึ่ง: ท่านเข้าใจหลักการหลอมรวมและสั่นพ้องของจิตแห่งเจตจำนง—ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาบำเพ็ญคู่】

...

【ปีที่สิบ: ท่านตระหนักรู้ถึงกุญแจสำคัญ…หากจิตเจตจำนงทั้งสองเข้ากันไม่ได้ ก็ไม่มีทางสำเร็จวิชา ‘เสียงหงส์บรรเลงสวรรค์’ ขั้นที่สอง】

เขามองไปยังอิ๋งปิงแล้วเอ่ยขึ้น

“วิชาเสียงหงส์บรรเลงสวรรค์ขั้นที่สอง...เจ้ายังจำได้หรือไม่?”

“เสียงหงส์...บรรเลงสวรรค์?” ดวงตาอันสงบนิ่งของอิ๋งปิงปรากฏแววสับสน แต่ก็ยังพยักหน้าเบาๆ

“ถ้าเช่นนั้นก็มานี่” หลี่โม่ยื่นมือออกไปทางนาง

อิ๋งปิง “?”

วิชาเสียงหงส์บรรเลงสวรรค์คือวิชาบำเพ็ญคู่...จะมาใช้ที่นี่น่ะหรือ?

ขณะที่นางกำลังสับสนลังเล ความอบอุ่นก็พลันแล่นสู่ฝ่ามือเรียวบาง

หลี่โม่ซึ่งแบกองค์หญิงน้อยเจียงไว้บนหลัง รีบคว้ามือของยัยก้อนน้ำแข็งเอาไว้!—สัมผัสนั้นทั้งอบอุ่นและหนักแน่น

พลันนั้นเอง…อิ๋งปิงก็พบว่าความว้าวุ่นในใจพลันมลายหายสิ้น…ราวกับมิเคยเกิดขึ้นมาก่อน

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เหตุใดจิตเจตจำนงของนางจึงกลับมาสงบนิ่งได้อีกครั้ง?

ทั้งสองคนเคยใกล้ชิดกันมากกว่านี้ แค่จับมือไม่น่าจะส่งผลได้...นี่มันผิดปกติ!

อิ๋งปิงเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาที่คุ้นเคยคู่นั้น...แต่กลับดูคุ้นเคยยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ในดวงตาของเขา…สะท้อนเพียงภาพของนาง—ราวกับมีเงาจันทร์กระจ่างทอประกายอ่อนโยนอยู่ภายใน

ด้วยสัญชาตญาณ นางโคจรเคล็ดวิชาเสียงหงส์บรรเลงสวรรค์ขั้นที่สองในทันที...วิชาสุดยอดที่สามารถหลอมรวมเจตจำนง และเชื่อมประสานจิตวิญญาณซึ่งกันและกัน

พลันโอสถจันทราในกายของเขา…ก็ส่องสว่างเข้ามาในเส้นชีพจรของนาง

นี่คือ ‘ไท่อิน’ ไม่ผิดแน่—แต่แสงจันทร์นวลตานี้กลับไร้ซึ่งความเยียบเย็นและความเงียบเหงา มันมอบเพียงความสงบและอ่อนโยนดุจสายน้ำให้แก่โลกหล้า...

เป็น ‘ไท่อิน’ ในมุมมองของเขาสินะ? ช่างแตกต่างจากที่นางเคยสัมผัสอย่างสิ้นเชิง…ทั้งแปลกใหม่ และคุ้นเคยในเวลาเดียวกัน

“เฮ้อ...ไปกันเถอะ” หลี่โม่ถอนหายใจอย่างโล่งอก

หลังโคจรวิชา เขาก็เห็นต้นไม้เทพสัมฤทธิ์และไท่อินในดวงตาของอิ๋งปิงเช่นกัน—เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไร เพียงรู้สึกว่าหลังจากจิตเจตจำนงของทั้งสองหลอมรวมกัน แรงกดดันมหาศาลที่กดทับร่างก็หายวับไปทันที

ดังนั้น…หลี่โม่ที่แบกองค์หญิงน้อยเจียงไว้บนหลัง ก็เดินไปพลางจูงมือยัยก้อนน้ำแข็งที่ยังคงงุนงง

พวกเขาเหยียบเมฆาขึ้นสู่เบื้องบน ทิ้งความสับสนวุ่นวายไว้เบื้องหลัง ก้าวเดินได้อย่างมั่นคง

...

“???”

“เดี๋ยวนะ สรุปว่าที่อิ๋งปิงไม่ยอมเดิน...คือรอให้ศิษย์น้องหลี่มาจูงมือหรอกเรอะ?”

“ทุกท่าน ข้าว่าชุมนุมยุทธ์ครั้งนี้ไม่น่าสนใจแล้ว ข้าขอตัวลา ฮือๆๆ”

“อย่าเพิ่งไปสิสหาย...”

“นี่มัน ‘เจียงเฉิน’ กับ ‘หลิวอู๋เอียน’ ชัดๆ! เสียดายที่ศิษย์น้องหลี่ไม่มีท่ามุมปากกระตุกแบบในต้นฉบับ”

หลังจากเงียบไปชั่วครู่ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง

บนแท่นพิธี เหล่าผู้อาวุโสต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก—พูดอะไรไม่ออก

“หากข้าตาไม่ฝาด พวกเขากำลัง...” ผู้อาวุโสเจิงพึมพำ

“ถูกต้อง นั่นคือการบำเพ็ญคู่”

“อืม...และยังเป็นวิชาบำเพ็ญคู่ในระดับที่สูงส่งมากอีกด้วย” ผู้อาวุโสอีกคนกระตุกมุมปาก

ทุกคน “...”

พวกเราคนแก่ต้องมาดูอะไรแบบนี้ด้วยหรือ?

สมัยก่อนตอนขึ้นหอกระบี่ เหล่าอัจฉริยะต่างขับเคี่ยวกันเอาเป็นเอาตาย—แม้จะไม่ต่อสู้กันซึ่งหน้า แต่ก็ไม่มีใครยอมใคร แล้วเด็กสองคนนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน!?

“ไม่เห็นหัวพวกเราเลยรึ!”

“ข้าไม่ใช่คนหรือไงหา! ข้าไม่ใช่คนหรืออย่างไร!”

“ท่านผู้อาวุโสเจิง! ท่านเป็นผู้จัดงาน ท่านต้องจัดการอะไรสักอย่างแล้ว!”

ดังนั้น ผู้อาวุโสเจิงจึงตบโต๊ะดัง พลางประกาศด้วยสีหน้าตื่นเต้น!

“ฮ่าฮ่า...ดี! ดีมาก! ในที่สุดเจียงเฉินก็ได้แสดงความกล้าหาญเยี่ยงบุรุษแล้ว!”

“?????”

...

บนบันไดเมฆา 

ทั้งสองยังคงก้าวต่อไป อิ๋งปิงปล่อยให้เขาจูงมือเดินฝ่าหมู่เมฆา

นางมองเห็นฝูงชนเบื้องล่างอยู่ใต้ฝ่าเท้า ทิวทัศน์มิต่างจากครั้งที่นางยังอยู่ตำหนักกุ้ย...เพียงแต่ครานี้ นางไม่ได้รู้สึกเดียวดายอีกต่อไปแล้ว เพราะในจิตเจตจำนงของเด็กหนุ่ม นางสามารถมองเห็นดวงจันทร์อีกดวงหนึ่ง….ที่ไม่เหมือนใคร

นางผู้มี ‘กายาจันทราหงส์ไท่อิน’ ย่อมรู้สึกถึงความลี้ลับของไท่อินได้อย่างเฉียบคม—เมื่อมีวิชาบำเพ็ญคู่เป็นสื่อกลาง นางจึงมองเห็นในสิ่งที่เขาเห็น ความสับสนในใจมากมายพลันถูกแสงสว่างปัดเป่า ความเข้าใจกระจ่างแจ้งจึงบังเกิด

จิตข้ากระจ่างใสดุจคันฉ่องแล้ว—แม้นเงาจะสะท้อนสิ่งใด แต่ตัวคันฉ่องก็ยังคงใสกระจ่าง

ยอดหอกระบี่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

“ในที่สุดก็ใกล้จะถึงแล้ว” หลี่โม่ได้กลิ่นหอมปริศนาลอยมา

หินที่ถ่วงในใจก็ถูกยกออก ภาพลักษณ์เซียนกระบี่หลี่ของเขายังไม่พังทลาย! ต้องขอบคุณยัยก้อนน้ำแข็งจริงๆ...

“พี่หลี่...พี่หลี่โม่”

“หืม?”

“พี่อิ๋ง...ดูเหมือนนางจะบรรลุจิตกระบี่แล้วเจ้าค่ะ”

“หืม??”

หลี่โม่ชะงักงัน จิตเจตจำนงที่หลอมรวมกันอยู่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง—เมื่อหันกลับไป ก็สบตากันพอดี มุมปากของอิ๋งปิงปรากฏรอยยิ้มจางๆ...เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจอย่างแท้จริง

กิ๊ง—

เสียงกระบี่กังวานดังขึ้นจากที่ใดสักแห่ง มันก้องไปทั่วฟ้าดิน เสมือนจริงและราวกับภาพฝัน สั่นสะเทือนไปทั่วบันไดเมฆา

ครานี้ไม่ใช่ศิษย์น้องหลี่ที่แอบใส่ลูกเล่นพิเศษ...กระบี่นับพันนับหมื่นพร้อมใจกันส่งเสียงกังวานราวกับจะทะยานออกจากฝัก แม้แต่หอกระบี่ขนาดมหึมาก็ยังสั่นสะเทือนเบาๆ

ในห้วงที่จิตเจตจำนงของเขากับอิ๋งปิงหลอมรวมเป็นหนึ่ง เขาก็รู้สึกได้เช่นกัน...

เสียงเพรียกหาอันว่างเปล่าดังมาจากยอดหอกระบี่…หลี่โม่มิได้สนใจจะทำความเข้าใจมัน

เขาสนใจเพียงเสียงแผ่วเบาของยัยก้อนน้ำแข็งที่เอ่ยขึ้นข้างหู

“ขอบคุณ...สำหรับแสงจันทร์ของเจ้า”

จบบทที่ บทที่ 187 จิตกระบี่กระจ่างแจ้ง…ด้วยแสงจันทร์ของเจ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว