เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 178 เจ้าหนุ่มนี่มันตัวประหลาดอันใดกัน?

บทที่ 178 เจ้าหนุ่มนี่มันตัวประหลาดอันใดกัน?

บทที่ 178 เจ้าหนุ่มนี่มันตัวประหลาดอันใดกัน?


“ก็ท่านเป็นคนเลือกเองนี่” ไป๋จิงหงแบมือพลางยิ้มหยัน

ขนาดหลี่โม่แค่ถือกระบี่อยู่แท้ๆ แต่เขากลับเหงื่อท่วมกายแล้วหรือ?

ด้านเฉามู่ที่กำลังโคจรลมปราณอยู่มิไกล ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมามอง—ความหมายชัดเจน ว่าไม่ขอเปลี่ยนตัว

“หึ พวกเจ้าคิดว่าข้ากลัวจริงๆ รึ? เดิมทีข้าก็ไม่คิดจะเปลี่ยนคนอยู่แล้ว” อู๋ฉู่ซูแค่นเสียงเย็นชา

“การทดสอบกระบี่มีตั้งสามวัน เขาขึ้นเวทีตั้งแต่วันแรก เกรงว่าจะสิ้นเรี่ยวแรงก่อนที่จะได้ประมือกับข้าเสียด้วยซ้ำ”

จริงอยู่ที่เคล็ดกระบี่ของหลี่โม่นั้นน่าทึ่ง แต่ตัวเขาเองก็คงจะพอรับมือได้บ้าง—ทว่าอิ๋งปิงหรือเจียงชูหลงนั้น น่าหนักใจยิ่งกว่ามาก...

บนเวที 

หลี่โม่สัมผัสได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมายังตน เขาจึงผ่อนลมอย่างสะใจ

‘เฮ้อ! ชื่นใจยิ่งนัก’

ก่อนหน้านี้เขายังนึกเสียดายอยู่เล็กน้อย ที่ทุ่มพลังความเข้าใจในวิถียุทธ์ไปกับ 'คัมภีร์เก้ากระบี่เดียวดาย' เพราะเกรงว่าจะได้มิคุ้มเสีย

แต่ในยามนี้เขากลับรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาในทันที—พลันคิดได้ว่าชีวิตคนเรา หากไม่ได้ทำในสิ่งที่ใจปรารถนา แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า?

อีกอย่าง…เขาก็มิได้มีศัตรูคู่แค้นที่ต้องโค่นให้ได้ ทั้งยังไม่มีภารกิจกอบกู้โลกให้ต้องแบกรับ หลี่โม่จึงรีบประกาศก้องอีกครั้ง

“ยังมีจอมยุทธ์ท่านใดต้องการขึ้นมาประลองฝีมือกับข้าอีกหรือไม่?”

“เงินรางวัลที่ข้ากล่าวไปเมื่อครู่ จะยังคงมีผลไปจนครบสามวัน!”

ลานประลองพลันคึกคักขึ้นมาในทันใด ผู้คนส่วนใหญ่มาที่นี่ก็เพื่อศึกษาจากผู้อื่น หรือเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้างอยู่แล้ว—ส่วนคุณสมบัติในการหยั่งรู้รอยกระบี่หงเหวินนั้น เดิมทีก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขามากนัก

การได้ขึ้นเวทีประลองกับหลี่โม่ ไม่เพียงได้เงินรางวัล แต่ยังสามารถค้นพบจุดอ่อนของตนเองได้อีก—แบบนี้มีหรือจะไม่ดี?

“ข้าเอง! ข้าขอก่อน!”

“คุณชายหลี่ ท่านช่างเหมือนกับคุณชายเจียงเฉินในสมุดภาพไม่มีผิด! ทั้งเมตตาและเป็นคนดีที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น”

“ใครว่ากัน? ตัวละครในสมุดภาพฝีมือมิสูงส่งถึงเพียงนี้หรอก”

“จบเรื่องนี้ อันดับในทำเนียบมังกรซ่อนเร้นคงได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เป็นแน่”

หน้าเวทีของหลี่โม่มีผู้คนเข้าแถวเป็นแนวยาว ที่แม้แต่จงเจิ้นเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองมาบ่อยครั้ง

เห็นได้ชัดว่าเขาสนใจหลี่โม่เป็นอย่างมาก เพียงแต่กฎไม่อนุญาตให้ผู้ที่อยู่บนเวทีประลองอื่น ข้ามมาประลองกันเอง—ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาจะลงไปตอนนี้ คงต้องต่อแถวยาวเหยียดอยู่อีกนานเป็นแน่

อาจารย์หลี่น้อยนั้นเชี่ยวชาญด้านการสอนอย่างแท้จริง

เมื่อเห็นจุดอ่อน เขาก็จะชี้แนะให้คู่ต่อสู้ฟังทีละขั้น พลางรื้อโครงสร้างวิชาของอีกฝ่าย แล้วผสานเข้ากับเคล็ดกระบี่ของตนไปพร้อมกัน—ตอนนี้เพียงใช้วิชากระบี่ เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนเองได้ถึงสองสามขั้นแล้ว

อีกฟากหนึ่งที่ไม่ไกลนัก ไป๋จิงหงกำลังคิดหนักอยู่—ยื่นคอก็โดนฟัน หดคอก็โดนฟันเช่นกัน

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนก้าวขึ้นไปบนเวที

“ข้าน้อยไป๋จิงหง” เขาประสานมือคารวะ พลางกดระดับพลังของตนลงเหลือเพียงขอบเขตปราณภายใน

วัตถุประสงค์ของการทดสอบกระบี่ทั่วหล้านี้ คือการคัดเลือกอัจฉริยะด้านกระบี่อย่างแท้จริง—ยิ่งมีความสามารถด้านการต่อสู้สูงเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจรอยกระบี่หงเหวินได้ดีเท่านั้น เขาจึงต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด

“เชิญชี้แนะ”

“มิ...มิกล้าเจ้าค่ะ” เจียงชูหลงส่ายหน้าเป็นพัลวัน

เมื่อมีคนปฏิบัติต่อนางอย่างสุภาพ นางก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย—พลางแอบมองพี่หลี่ที่อยู่ไม่ไกล จึงเลียนแบบท่าทีของเขามา

“เชิญ...เชิญท่าน...ลงมือก่อนได้เลยเจ้าค่ะ”

“ได้” ไป๋จิงหงไม่กล้าดูแคลนนางแม้แต่น้อย เขารวบรวมสมาธิอย่างเต็มที่—ชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ!

เขายกมือขึ้น โคจรปราณภายในเพื่อกระตุ้น 'กายากระบี่แห่งแสง' ปราณกระบี่ถาโถมราวคลื่นยักษ์—ใช่แล้ว เป็นปราณกระบี่แห่งเมืองหงเหวินอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกัน มันยังแฝงไว้ด้วยความเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วน นี่คือกระบวนท่าที่ศิษย์พี่ใหญ่ของเขา ใช้เวลาสามปีบำเพ็ญเพียรอยู่หน้ารอยกระบี่จึงจะเข้าใจได้

ผู้ชมด้านล่างต่างส่งเสียงฮือฮา เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าคลื่นกระบี่อันไพศาล ร่างกายที่บอบบางของเจียงชูหลงก็ดูเปราะบางและเล็กจ้อยเสียเหลือเกิน...

คลื่นกระบี่ถาโถมเข้าใส่ สีหน้าของเจียงชูหลงกลับจริงจังขึ้นอย่างน่าประหลาด—นางมิได้หลบหลีก แต่กลับเผชิญหน้ากับคลื่นปราณกระบี่ ที่พร้อมจะฉีกร่างของนางให้แหลกกระจุยอยู่อย่างเด็ดเดี่ยว

ร่างบางของนางพลิ้วไหวราวใบหญ้าต้องลม ประดุจปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายอย่างอิสระในมหานที ปล่อยให้คลื่นปราณกระบี่ซัดสาด แต่ก็มิอาจทำอันตรายแก่นางได้เลย—ราวกับหญ้าป่าที่ดูอ่อนแอ แต่กลับเหนียวแน่นแข็งแกร่งต้านลมได้

เพี๊ยะ—!

เสียงแผ่วเบาดังขึ้น กิ่งท้อในมือนางสะบัดไปที่หลังมือของไป๋จิงหง—กระบี่เลื่องชื่อร่วงหล่นสู่พื้นเสียงดัง

เคร้ง—!

ไป๋จิงหงยืนนิ่งงันอย่างงุนงง—เขาไม่เคยคิดว่าปราณกระบี่ของตนจะถูกทำลายลงด้วยวิธีเช่นนี้ มันเกินกว่าความเข้าใจของเขาไปมาก!

ความรู้สึกสิ้นหวังพลันเข้าเกาะกุมจิตใจ เขาเคยคิดว่านอกจากศิษย์พี่ใหญ่แล้ว คงไม่มีผู้ใดในรุ่นเดียวกันที่มีพรสวรรค์ด้านกระบี่สูงส่งไปกว่าเขา

“ท่าน...ท่านไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ?”

“ขออภัย... จริงๆ…ท่าน... ท่านไม่ได้อ่อนแอเลย...”

“เป็นเพราะ...เป็นเพราะท่านอาจารย์...สอนมาข้ามาดีต่างหากเจ้าค่ะ...” เจียงชูหลงเอ่ยขอโทษอย่างตะกุกตะกัก มิรู้ว่าจะปลอบใจเขาอย่างไรดี

ไป๋จิงหง “...”

เขารู้สึกสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม…

...

ผู้คนเบื้องล่างต่างตกตะลึง—หนึ่งในสามอัจฉริยะแห่งเมืองกระบี่หงเหวิน…หนึ่งในผู้มีชื่อบนทำเนียบมังกรซ่อนเร้น กลับพ่ายแพ้ด้วยวิธีเช่นนี้หรือ!?

เหล่าผู้อาวุโสขมวดคิ้วมุ่น หากให้พวกตนกดระดับพลังเหลือเพียงขอบเขตปราณภายใน...ก็คงจะทำเช่นเด็กสาวผู้นี้มิได้

และก่อนหน้านี้…เฉามู่ก็เพิ่งพ่ายแพ้ไป

เมื่อเผชิญหน้ากับเคล็ดกระบี่อันศักดิ์สิทธิ์นั่น เขาทนได้ไม่ถึงสามกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ พรสวรรค์อันน่าตกตะลึงนี้ยากจะอธิบายได้—และผลงานของอิ๋งปิง…ก็ยังเหนือกว่าเด็กสาวคนนี้ไปอีกขั้น! หากไม่ใช่เพราะพวกตนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ คงคิดว่าตนได้หลุดออกจากโลกเดิมไปแล้ว

“มีบันทึกหรือไม่ว่า…ตอนที่จักรพรรดิอู่เสด็จมาเยือนเมืองกระบี่ พระองค์เคยแสดงความสามารถอันน่าทึ่งเช่นนี้หรือไม่?”

“หากพระองค์มิได้ซ่อนฝีมือไว้…ก็เกรงว่าจะไม่”

“รอให้พวกเขาทั้งสามบรรลุปราณญาณเทพขั้นที่ห้าหรือหก ทำเนียบมังกรซ่อนเร้นคงได้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่เป็นแน่”

“การที่พวกเขาจะได้มาหยั่งรู้รอยกระบี่ ถือเป็นโชคดีของพวกเราโดยแท้”

บัดนี้ แทบไม่มีใครกล้าขึ้นไปท้าทายอิ๋งปิงกับเจียงชูหลงอีกแล้ว

จะขึ้นไปเพราะเหตุใดกัน? ขนาดอัจฉริยะในทำเนียบมังกรซ่อนเร้นยังพ่ายแพ้ ขึ้นไปให้พวกนางไล่ตีเล่นรึ?

ในทางกลับกัน เวทีของศิษย์น้องหลี่กลับยังคงคึกคักขึ้น

“เจ้าเด็กคนนี้…จะว่าอย่างไรดี ช่างประหลาดโดยแท้” ผู้อาวุโสเจิงวางสมุดภาพ ‘จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า’ ลง

“จะว่าแข็งแกร่ง…ก็ดูเหมือนจะมีเพียงเคล็ดกระบี่ที่ยอดเยี่ยม” เหล่าผูาวุโสต่างพยักหน้า พวกเขาก็รู้สึกเช่นกัน

หากจะเปรียบเทียบ…ก็ไม่ต่างจากศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ ที่แก้โจทย์ยากๆ ได้โดยใช้สูตรพื้นฐานจนถึงขีดสุดเพียงเท่านั้น

ไม่มีทั้งพลังกระบี่ กระบวนท่า หรือแม้แต่เจตจำนงกระบี่—จึงน่าประหลาดใจที่เขาใช้เพียงแค่ 'เทคนิค' ที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง

และไม่ว่าจะเป็นพลังกระบี่ กระบวนท่า หรือเจตจำนงกระบี่ แม้ไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง แต่เมื่อถึงระดับหนึ่ง…ก็ย่อมต้องมีติดตัวอยู่บ้าง แต่เขากลับไม่มีมันเลย…

เจ้าหนุ่มนี่มันเป็นตัวประหลาดอันใดกัน?

...

บนเวที

[ยินดีกับเจ้าของระบบ! ท่านลงทุนกับ ‘หวงตงไหล’ สำเร็จ ช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เขากลับไปยังอำเภอและพลาดโอกาสสำคัญไป]

[ผลตอบแทนการลงทุน: โอสถแห่งความมั่งคั่งและว่างเปล่า]

เมื่อครู่ ศิษย์น้องหลี่ได้รั้งตัวหวงตงไหลไว้ และโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนใจขึ้นมาท้าทายตนบนเวที ทั้งสองประลองกันอย่างดุเดือด

“ข้าน้อยยอมแพ้”

หลี่โม่ยื่นตั๋วทองคำให้

“ละอายใจยิ่งนัก” หวงตงไหลมองตั๋วทองคำอย่างเขินอาย

แต่ก็ยังตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจ ว่าไม่มีกลไกติดตามหรือมียาพิษติดอยู่—ก่อนค่อยๆ เก็บเข้าอกเสื้ออย่างระมัดระวัง

หลี่โม่ “...”

เขาเห็นขวดและกระป๋องมากมายในอกเสื้อของหวงตงไหล ส่วนใหญ่เห็นได้ชัดว่ามิใช่ยารักษาบาดแผล แถมยังมีขวดปูนขาวอีกขวดหนึ่ง

เมื่อครู่ตอนที่ประมือกัน เขาเห็นหวงตงไหลยื่นมือไปหมายจะคว้าปูนขาวตามสัญชาตญาณ แต่ก็ยั้งมือไว้ได้ทัน—แม้จะบรรลุขอบเขตปราณญาณเทพแล้ว แต่ก็ยังคิดจะใช้ปูนขาว นี่มันปฏิกิริยาที่ฝังลึกในกระดูกแล้วมิใช่หรือ?

หลังจากหวงตงไหลเดินจากไป หลี่โม่ก็ถอนหายใจเบาๆ

เมื่อครู่เขาได้ประลองกับผู้คนไปแล้วอย่างน้อยแปดสิบกว่าคน พร้อมกันนั้นก็ได้ใช้พลังความเข้าใจในวิถียุทธ์เสริมเข้าไปด้วย

เหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น...

คัมภีร์เก้ากระบี่เดียวดาย จะมิใช่เพียงเคล็ดกระบี่ธรรมดา—แต่จะยังสามารถใช้เพื่อทะลวงระดับพลังได้อีกด้วย

เพราะหากใช้ร่วมกับ 'คัมภีร์โอสดวงดารารอบทิศ' ตนก็จะมีโอสถลึกลับเพิ่มขึ้นอีกเม็ดหนึ่งมิใช่หรือ?

ไม่รู้ว่าเมื่อถึงตอนนั้น มันจะยังนับเป็นโอสถลึกลับได้หรือไม่...

ทันใดนั้น—ร่างหนึ่งก็ทะยานขึ้นมาบนเวที

“ข้า…อู๋ฉู่ซู ขอคำชี้แนะด้วย”

คืออู๋ฉู่ซูในชุดครามนั่นเอง—เขามิอาจรอต่อไปได้อีกแล้ว

เขาพบว่าเมื่อเวลาผ่านไป พลังปราณของหลี่โม่ก็ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด มิได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย!

แน่นอนว่าพลังปราณของคนย่อมมีขีดจำกัด จึงทำให้เขาอนุมานได้ว่า—ความเร็วในการฟื้นฟูของอีกฝ่ายนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!

มิหนำซ้ำ ในขณะที่พลังปราณของเขาไม่ลดลง เคล็ดกระบี่กลับยิ่งลึกล้ำสุดหยั่งถึง และร้ายกาจขึ้นทุกขณะ!

หากไม่รีบขึ้นไปตอนนี้ เกรงว่าจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 178 เจ้าหนุ่มนี่มันตัวประหลาดอันใดกัน?

คัดลอกลิงก์แล้ว