เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 177 จอมกระบี่ผู้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทุกสารทิศ!

บทที่ 177 จอมกระบี่ผู้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทุกสารทิศ!

บทที่ 177 จอมกระบี่ผู้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทุกสารทิศ!


“เอ่อ…ที่บอกว่าถ้าชนะจะได้ทองหมื่นตำลึง นี่เรื่องจริงหรือไม่?” เขาชะงักมือที่กำลังจะยกทวนใหญ่ ก่อนจะเกาศีรษะอย่างกระอักกระอ่วน

“แน่นอน” หลี่โม่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอันถ่อมตน

“เรื่องเงินไม่ต้องกังวล ทองหมื่นตำลึงข้ามีจ่าย”

“ดี! เช่นนั้นรางวัลนี้ ข้าขอรับเอาไว้เอง!” ชายร่างกำยำมีสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น

เขาเพิ่งบรรลุปราณญาณเทพขั้นหนึ่งประตูเช่นกัน—ศิษย์สำนักกังโต่วเหมินฝึกฝนวิชาสายกายา ที่ขึ้นชื่อเรื่องการพัฒนาได้อย่างเชื่องช้า แต่ร่างกายก็จะแข็งแกร่งทนทานอย่างยิ่ง เป็นที่เลื่องลือในด้านการต่อสู้ไปทั่วหล้า

“ข้าจะดูชั้นเชิงของเขาก่อน” อู๋ฉู่ซูจ้องมองเด็กหนุ่มผู้ชักกระบี่ออกมาพร้อมรอยยิ้ม

เดิมทีเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับศิษย์จากสำนักระดับกลางเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อมีหยกงามอยู่เบื้องหน้า เขาก็มิอาจเมินเฉยได้อีกต่อไป จึงตั้งใจจะเฝ้าสังเกตกระบวนท่าของหลี่โม่ให้ดี

ในที่สุดเวทีประลองแห่งนี้ก็เริ่มเข้าสู่บรรยากาศการต่อสู้อย่างแท้จริง เหล่าชาวยุทธและผู้มุงดูที่รักสนุก ต่างก็หันเหความสนใจมาที่เวทีของหลี่โม่

“ในหนังสือภาพ—ตอนที่เจียงเฉินตกอยู่ในอันตราย ก็เป็นหลิ่วอู๋เอียนที่มาช่วยทุกที”

“เจ้าหนุ่มคนนี้หน้าตาก็ไม่เลว แต่มิรู้ว่าจะฝีมือสักกี่มากน้อยกันเชียว”

“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล พี่หลี่ยังถือกระบี่อยู่ในมือ”

“เขาถือกระบี่…แล้วมีปัญหาอันใดรึ?”

“สหาย—พวกเจ้าคงมิเคยไปมิติหงส์โลหิตกันสินะ”

หลังจากคนทั้งสองบนเวทีประสานมือคารวะกันแล้ว หลี่โม่ค่อยๆ ชักกระบี่เพลิงสีชาดออกมา

ร่างมนุษย์น้อยในตันเถียนส่องประกายเรืองรอง อักขระเทวะเปล่งแสง

เขาเพียงแค่กระตุ้นจิตรับรู้ของตนเองเท่านั้น ส่วนกระบวนท่าอื่นๆ ล้วนยังมิได้ใช้—รอบกายเขาพลันมีวงแสงจางๆ ลอยเลือนรางอยู่รอบตัว

กระบี่เพลิงสีชาดสั่นไหวเล็กน้อย ร่างของหลี่โม่ราวกับคนเมาที่ถือกิ่งไม้ เขาแทงกระบี่ออกไปอย่างไร้รูปแบบ ชวนให้ผู้คนมากมายต้องขมวดคิ้ว

'เจ้าหนุ่มก็หน้าตาดีถึงเพียงนี้ แต่เคล็ดกระบี่กลับไร้ระเบียบเกินไปแล้ว—หากมิใช่ว่าใช้ ‘อาวุธลี้ลับ’ อยู่ เกรงว่าจะมองเขาเป็นผู้ฝึกกระบี่มิได้เลย

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดในใจของคนส่วนหนึ่งเท่านั้น… แต่ที่นี่คือเมืองกระบี่หงเหวิน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีกระบี่ในอดีต ย่อมมีผู้ที่มีสายตาแหลมคมอยู่ไม่น้อย

“หากเป็นข้าที่ต้องเผชิญหน้ากับกระบี่นี้...” อู๋ฉู่ซูรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกประหลาด เขาเริ่มนำภาพตนเองเข้าไปแทนที่

“มีกลิ่นอายคล้ายกับตอนที่ข้าเพ่งพินิจไข่มุกสะท้อนเงาอยู่หลายส่วน...” หวงตงไหลผู้มีใบหน้าธรรมดาสามัญ กำลังลูบลูกแก้วในอกเสื้อ—แววตาฉายความสงสัยไม่แน่นอน

จงเจิ้นเยว่และเหล่าผู้อาวุโสบนแท่นสูงต่างก็มีสายตาที่เคร่งขรึมขึ้น แต่ความรู้สึกของพวกเขา—มิมีผู้ใดเทียบได้กับชายร่างกำยำตรงหน้าหลี่โม่เลย

ตอนนี้เขารู้สึกเพียงว่ามึนงงไปหมด เพราะกระบี่ที่ดูเหมือนจะสับสนและเรียบง่ายเกินไปนั้น…กลับชี้ไปที่ช่องโหว่ของเขาอย่างพอดี!—กระทั่งตัวเขาเองก่อนหน้านี้ ก็ยังมิทราบว่ากระบวนท่าตั้งต้นของตนมีช่องโหว่ตั้งแต่เมื่อใด

เรื่องที่พิสดารยิ่งกว่าก็คือ…แม้เขาจะเปลี่ยนกระบวนท่า แต่กระบี่นั้นก็มุ่งไปยังช่องโหว่ที่เพิ่งปรากฏใหม่ของเขาทันที

“ช่างมัน...ข้าไม่สนแล้ว!” ชายร่างกำยำตัดสินใจอย่างไม่ลังเล—มีช่องโหว่ก็ช่างมันปะไร! แค่ใช้พลังทำลายความพิสดารทั้งหมดก็สิ้นเรื่อง!

ทวนใหญ่บิดหมุน พลังปราณรวมตัวกัน นำพาจิตสังหารอันเข้มข้นแทงออกไป—นี่คือหนึ่งในกระบวนท่าจากวิชายุทธ์ขั้นสูงของสำนักกังโต่วเหมิน ที่เขาฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นพันครั้งทุกวัน—รวดเร็วรุนแรง แม้ลูกเล่นไม่มาก แต่กระชับอัดแน่น นี่คือสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากพี่เทียนฉี

เพราะหลังจากที่พี่ใหญ่เทียนฉีกลับมาจากมิติหงส์โลหิต เขาก็ได้ถ่ายทอดความเข้าใจอันลึกซึ้ง—ที่ได้จากการเพ่งพินิจค้อนที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดให้แก่เขาด้วย

ทุกคนอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา…เป็นเคล็ดทวนที่ดุดันยิ่งนัก!

“ไม่เลว! มีพลังของสายฟ้ากำจัดมารอยู่หลายส่วน ทั้งยังหลอมรวมกับวิชาศาสตราสังหารของสำนักกังโต่วเหมินอีก” เสียงของเด็กหนุ่มทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย

พลันเคล็ดกระบี่กลับยิ่งพิสดาร—กระบี่เพลิงสีชาดเคลื่อนไหวราวกับไม่มีร่องรอย พุ่งจี้ไปยังจุดที่อ่อนแอที่สุดของทวนใหญ่อย่างรวดเร็ว

เคร้ง—!

พลังทวนที่หนักหน่วงรวดเร็วพลันหยุดชะงักลง—ราวกับเมฆดำที่สั่งสมมวลมาเนิ่นนาน แต่สุดท้ายฝนกลับไม่ตก

ตามที่ตกลงกันไว้ว่าจะประลองกันพอเป็นพิธี…และเมื่อกระบวนท่าถูกทำลายแล้ว หลี่โม่จึงมิได้ไล่ตามโจมตีต่อ

“เจ้ามีช่องโหว่เจ็ดแห่ง”

“ขออีกรอบ!” ชายร่างกำยำปรับลมหายใจ พลันสีหน้าก็จริงจังขึ้น

เขากวัดแกว่งอาวุธเข้าใส่อีกครั้ง แต่ก็ลดพลังลงเช่นกัน จดจ่ออยู่กับกระบวนท่าและวิชายุทธ์แทน

“เคล็ดทวนของเจ้า มีพลังแต่ไร้น้ำหนัก”

“สายฟ้ากำจัดมารที่แท้จริง ถึงแม้จะดูรวดเร็ว แต่ก็ยังคงเป็นวิถีแห่งความหนักหน่วงและเชื่องช้าอยู่” เด็กหนุ่มถือกระบี่ในท่วงท่าสบายๆ

ทุกครั้งที่ออกกระบี่ ก็ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของอีกฝ่าย—แม้ยังคงเป็นกระบี่ที่ไร้รูปแบบ…แต่กลับถูกเขาร่ายรำออกมาได้อย่างองอาจเหนือสามัญ

ผู้คนที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างตกอยู่ในภวังค์—นี่ไหนเลยจะเป็นการประลอง…เห็นได้ชัดว่าเป็นการชี้แนะ

เมื่อครู่…พวกเขารู้สึกว่าเคล็ดกระบี่ของเด็กหนุ่มนั้นธรรมดาเกินไป ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเส้นทางกระบี่นี้ คือการ ‘หวนคืนสู่สามัญ’—สายตาของพวกเขายังไม่ถึงขั้น จึงมิอาจเข้าใจความลึกล้ำนั้นได้

หากนับในงานชุมนุมแห่งนี้ ระดับฝีมือของชายร่างกำยำ ก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางแล้ว—ทว่าเมื่อมาอยู่เบื้องหน้าหลี่โม่…กลับไม่มีพลังที่จะต่อกรได้เลยแม้แต่น้อย

“ท่านพี่หลี่...เก่ง...เก่งจริงๆ เจ้าค่ะ” เจียงชูหลงกอดกิ่งท้อ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว

หัวใจสำคัญของเคล็ดกระบี่นี้ แม้แต่นางก็ยังอดทึ่งมิได้ คล้ายกับความรู้สึกที่ท่านอาจารย์ชี้แนะเคล็ดวิชากระบี่วัชพืชให้...

“ไท่อิน…” อิ๋งปิงมองดูร่างเงาที่กวัดแกว่งกระบี่ของเด็กหนุ่ม แววตานางเผลอเหม่อลอยอยู่เล็กน้อย

เคล็ดกระบี่นี้นางรู้จักดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้นางเหม่อลอย…คือกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่อยู่ในนั้น

ในปราณญาณเทพของเขา เหตุใดถึงได้มีพลังของไท่อินอยู่ด้วย?

ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมานาน นางรู้จักเขาเป็นอย่างดี ยกเว้นก็แต่เรื่องรูปลักษณ์เทพที่เขาเพ่งพินิจ—หรือว่าระบบจะชั่งน้ำหนักถึงเรื่องนี้ จึงได้ตัดสินว่าพลังต่อสู้ของนางอยู่ต่ำกว่าหลี่โม่?

แต่เช่นนี้ก็ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่!

เหตุใดหลี่โม่ถึงสามารถเพ่งพินิจไท่อินได้เล่า?!

บนแท่นพิธี

“นั่นมัน…ศาสตร์กระบี่หมากล้อมของสำนักกระบี่เทียนซานรึ?”

“มิใช่ ศาสตร์กระบี่หมากล้อมข้าผู้เฒ่าเคยสัมผัสมาแล้ว มิใช่เช่นนี้แน่นอน”

“หรือเขากำลังเดินอยู่บนเส้นทางมรรควิถีแห่งเซียน?”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น.....”

ครั้งนี้เหล่าผู้อาวุโสมิได้ทุบโต๊ะหรือลุกขึ้นยืน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนโต๊ะใหม่มาแล้วก็ตาม…

นอกเหนือจากความประหลาดใจแล้ว ส่วนใหญ่กลับเป็นความรู้สึกซับซ้อนเกี่ยวกับหลักการแห่งวิถีกระบี่—ผู้อาวุโสในที่นี้…มีผู้ใดบ้างที่มิเคยเป็นอัจฉริยะ หรือมีผู้ใดบ้างที่มิเคยมีความสามารถเป็นเลิศ

ทว่าเส้นทางสายนี้ ยิ่งเป็นอัจฉริยะก็ยิ่งสิ้นหวัง…ยิ่งรู้มาก…ก็ยิ่งรู้ว่าตนเองนั้นช่างโง่เขลาเพียงใด—คำว่า ‘เซียน’ ถึงแม้จะฟังดูเลื่อนลอย แต่ในเก้าฟ้าสิบพิภพก็เคยมีผู้สำเร็จอยู่จริง

แต่ในเส้นทางมรรควิถีแห่งเซียนนั้น…มิเคยมีผู้ใดไปได้จนสุดเส้นทางมาก่อน

“ว่าแต่…”

“หืม?”

“สำนักชิงเยวียนนี่ไปไหว้บรรพชนแล้วได้ของวิเศษมาหรืออย่างไร…เหตุใดจึงเจริญก้าวหน้าไวนัก?”

...

การประลอง หรืออาจจะเรียกว่าการชี้แนะบนเวที บัดนี้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว—ชายร่างกำยำเก็บทวนใหญ่กลับ ประสานมือคารวะอย่างจริงจัง

“ขอบคุณที่ชี้แนะ ข้าได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง!”

“เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ข้าก็มิได้ขาดทุนอันใด” หลี่โม่ประสานกระบี่ไว้ในอ้อมแขนก่อนยิ้มอย่างถ่อมตน

ขณะที่ชี้แนะ—เขาก็ได้หลอมรวมกระบวนท่าของอีกฝ่ายเข้าไปในเก้ากระบี่เดียวดาย ก่อนแปรเปลี่ยนมันเป็นของของตนเช่นกัน

'อืม...ขั้นตอนนี้ก็ใช้ความเข้าใจในวิถียุทธ์ไปไม่น้อย…เมื่อหลอมรวมไปถึงระดับหนึ่ง ก็จะถึงจุดที่เข้าใจอย่างท่องแท้ได้

‘แต่ผู้ใดได้ประโยชน์มากกว่ากัน…ยังยากที่จะกล่าวได้จริงๆ'

“รับไปเถิด” หลี่โม่หยิบตั๋วทองคำใบหนึ่งออกมาตามสัญญา

“มิได้ๆ ข้าได้รับการสั่งสอนแล้ว หากยังรับ...”

“เรื่องที่กล่าวไปแล้ว ข้าย่อมต้องทำ เงินเพียงเท่านี้มิได้นับเป็นอันใดสำหรับข้าหรอก”

“คือ.....” ชายร่างกำยำมองดูรอยยิ้มของเด็กหนุ่ม—กิริยาท่าทีของเขา ทำให้หวนนึกถึงคำบรรยายที่ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวถึงคนผู้หนึ่งเอาไว้

'หน้าตาหล่อเหลาองอาจ มองเงินทองดุจกองดิน ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย...'

“หรือว่าท่าน…คือผู้ที่อยู่ในมิติหงส์โลหิต...!”

“ชู่!… ตอนนี้ข้าอยากเป็นจอมกระบี่”

“พี่ใหญ่! โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย!”

ไม่ไกลออกไป…

อู๋ฉู่ซูเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก เขามองไปยังไป๋จิงหงและเฉามู่อีกครั้ง

จบบทที่ บทที่ 177 จอมกระบี่ผู้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทุกสารทิศ!

คัดลอกลิงก์แล้ว