เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 175 จะเริ่มหรือยังเจ้าคะ?…จบแล้ว!

บทที่ 175 จะเริ่มหรือยังเจ้าคะ?…จบแล้ว!

บทที่ 175 จะเริ่มหรือยังเจ้าคะ?…จบแล้ว!


สำนักเมืองกระบี่หงเหวินตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างสองเทือกเขา มีหอคอยสูงตั้งตระหง่านราวกับกระบี่ยักษ์ค้ำฟ้า—ในยามที่พระอาทิตย์ขึ้น แสงอาทิตย์ส่องกระทบหอกระบี่ ทำให้เกิดเงาขนาดมหึมาทอดยาวไปทั่วหน้าสำนัก ภายใต้เงาขนาดใหญ่ มีแท่นประลองสิบแท่นตั้งเรียงรายอยู่

เมื่อผู้อาวุโสแห่งเมืองกระบี่หงเหวินกล่าวจบ บรรยากาศกลับเงียบสงบลงในทันใด

“มีวีรชนท่านใดจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้พวกเราหรือไม่?”

“เมื่อครู่ยังอวดศักดากันนัก หายไปไหนกันหมดแล้ว?”

การขึ้นไปบนเวทียามนี้ในยามนี้ ย่อมหมายถึงจะต้องยืนหยัดให้ได้ตลอดสามวัน ความยากย่อมสุดพรรณนา ผู้ที่กล้าก้าวขึ้นไป จักต้องมั่นใจในวรยุทธ์ของตนอย่างล้นพ้น

“ข้าขอประเดิมเอง”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากท่ามกลางฝูงชน หลี่โม่หันตามเสียงไป—เห็นชายผู้หนึ่งสวมเกราะที่มีลวดลายอสูร ใบหน้าองอาจถือหอกยาวไว้ในมือ มีทหารองครักษ์หลายสิบนายอยู่รายรอบ ทำให้บรรยากาศดูเคร่งขรึมและสง่าผ่าเผย

รอยกระบี่หงเหวิน หาได้จำกัดเพียงผู้บำเพ็ญกระบี่เท่านั้นที่จะทำความเข้าใจได้ เพียงแต่ในแคว้นอวิ๋นผู้คนยกย่องวิถีกระบี่ จึงปรากฏจอมกระบี่อยู่ดาษดื่นไปทั่วใต้หล้า

“นั่นคือคุณชายจงแห่งจวนโหว”

“คุณชายจงองอาจยิ่งนัก! สง่างามดุจท่านแม่ทัพเสียจริง”

เสียงสรรเสริญพรักพร้อม—หลี่โม่อดไม่ได้ที่จะใช้เนตรทิพย์ลิขิตฟ้ามองไปที่เขา

“อืม” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย

【ชื่อ: จงเจิ้นเยว่】

【อายุ: 22】

【รากกระดูก: กายเหล็กม้าศึก】

【ระดับ: ปราณญาณเทพขั้นห้า】

【ชะตาสวรรค์: น้ำเงินปนม่วง】

【ประเมิน: บุตรชายของอ๋องเจิ้นหนาน ได้เข้าร่วมกองทัพตั้งแต่เด็ก เป็นบุรุษเหล็กกล้าโดยแท้】

【เหตุการณ์ล่าสุด: ระหว่างเดินทางสู่แคว้นอวิ๋น ถูกธิดามารสวรรค์แห่งหอละอองฝน ‘อิ๋นเหมียนเหมียน’ ล่อลวง—แม้นกระทั่งนางไม่ได้ใช้วิชาลวงจิตใดๆ ก็ถึงกับปักใจจะรับนางเป็นภรรยา…โดยมิรู้ตัวเลยว่าตนได้ช่วยหอละอองฝนในการแย่งชิงรอยกระบี่หงเหวิน หลังจากนั้นจึงถูกบิดาลงโทษอย่างหนัก】

หลี่โม่ถอนใจ—ชายชาติตระกูลเหล็กกล้าผู้ร่ำรวยและใสซื่อ กลับได้พบกับหญิงสาวที่ร้ายกาจที่สุดอย่างนั้นหรือ?

เขาครุ่นคิด—ฝ่ายโน้นมิได้วางพิษ มิได้ใช้มายาฤทธิ์ใด และตัวนางก็หาใช่สมาชิกหอละอองฝนโดยตรง เมืองกระบี่หงเหวินมิใช่สำนักชิงเยวียนที่จะเชื่อทุกคำที่เขาพูด

“ค่อย ๆ เดินไปตามหมากก็แล้วกัน” หลี่โม่ส่ายศีรษะ

เวลานี้สิ่งที่เขาตั้งใจมีเพียงสองประการ

หนึ่ง—อาศัยเวทีทดสอบกระบี่นี้ ขัดเกลา ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ ให้ก้าวสู่อีกระดับ

สอง—คือช่วยให้ยัยก้อนน้ำแข็งและองค์หญิงน้อยได้รับชมรอยกระบี่หงเหวิน

หอละอองฝนมีแผนการแย่งชิงรอยกระบี่ แต่จนบัดนี้ เขากลับไม่เห็นมือสังหารจากหอละอองฝนในเนตรทิพย์ลิขิตฟ้าเลย—ทว่าตราบใด ‘งานชุมนุมจอมยุทธ์แคว้นอวิ๋น’ ดำเนินต่อไป พวกนั้นย่อมต้องลงมือย่างแน่นอน

“ยัยก้อนน้ำแข็ง…” ยังมิทันได้เอ่ยจบ—นางก็ก้าวขึ้นเวทีไปเสียแล้ว เสียงฮือฮาพลันดังกระหึ่ม

“นั่นจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า—’หลิวอู๋เอียน’ มิใช่หรือ?!”

“ใช่เลย! เหมือนกันราวกับถอดพิมพ์!”

“พวกเอ็งก็อ่าน ‘จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า’ หรือ?”

“ภาพในสมุดวาดนั่น…อ้างอิงจากคนจริงนี่เอง!”

“ฮือ ๆ ข้าอยากเป็นหมาน้อยของท่านพี่หญิงอู๋เอียน—”

“องค์จักรพรรดินีผู้ไร้เทียมทาน!”

“เราจักชูธงถวายพระนาง หากผู้ใดกล้าเป็นศัตรู!”

ในลานประลองเกิดความวุ่นวายยิ่งกว่าตอนที่จงเจิ้นเยว่ขึ้นเวที—ในสถานการณ์เช่นนี้ ดูคล้ายเป็นงานพบปะแฟนคลับมากกว่างานประลองเสียอีก

อิ๋งปิงขมวดคิ้วเล็กน้อย—นางมิได้คาดคิดเลยว่าสมุดภาพนั้นจะได้รับความนิยมถึงเพียงนี้… และที่สำคัญ—นางมิได้ชื่อหลิวอู๋เอียน!

แต่เพียงแค่นางขมวดคิ้วขึ้น—เสียงโห่ร้องกลับโหมกระหน่ำ

หลี่โม่หันไปกระซิบโอวหยาง “สรุป…ท่านวาด ‘หลิวอู๋เอียน’ โดยอ้างอิงจาก ‘อิ๋งปิง’ สินะ?”

โอวหยางยักไหล่ “ข้าจนปัญญาแล้วจริงๆ ศิษย์น้องหญิงโดดเด่นมาก…เพราะข้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ว่าใครจะเหมาะกับบุคลิกขององค์จักรพรรดินีมากไปกว่านาง”

“จริงสิ—‘เจียงเฉิน’ ก็วาดโดยอิงจากศิษย์น้องหลี่เนี่ยแหละ… ศิลปะมาจากชีวิตจริง เรื่องนี้เจ้าสอนข้าได้ดีไม่น้อยเลย” โอวหยางว่าอย่างภูมิใจ

เมื่อเห็นเสียงโห่ร้องกึกก้องที่อยู่เบื้องหน้า ต้นแบบของ ‘เจียงเฉิน’ เอง—ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ เพระอยู่ดีๆ เขาก็กลายเป็น ‘หนุ่มฮอต’ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ว้าว! นั่นเจียงเฉินใช่หรือไม่?”

“เขาดูอ่อนโยนและหล่อเหลาจริงๆ ต้องเป็นคนดีมากแน่ๆ”

“อ๊ะ งั้น『จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า』ก็อิงจากพวกเขาเป็นต้นแบบน่ะสิ?”

“ฮือๆๆ ข้าอยากจะมีลูกกับพี่ชายเจียงเฉิน”

รอบลานประลองหาได้มีแต่เหล่าจอมยุทธ์ไม่—ทั้งชาวเมือง ขุนนาง ราชการ นักเล่าเรื่อง ต่างพากันมามุงดูจนแน่นขนัด บรรยากาศจริงจังของพิธี ‘ทดสอบกระบี่ทั่วหล้า’ พลันปลิวหายเป็นไปในพริบตา

บนแท่นพิธี

“ฝ่ายกิจการภายนอกทำอะไรกันอยู่!” ผู้อาวุโสเจิงตบโต๊ะดัง ‘ปัง!’ ผลไม้บนถาดกระเด็นลอยก่อนจะร่วงกราว

“ผู้อาวุโส ข้าน้อยก็จนใจ”

“ข้าได้ว่าจ้างนักเล่านิทานตเป็นร้อย ผลัดเวรโหมกระแสสามยอดฝีมือจนคอแห้ง—ราคาสมุนไพรชุ่มคอยังถูกปั่นขึ้นจนสูงลิ่ว” เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการภายนอกทำหน้าเหยเก

“ตอนนี้ที่ร้านขายหนังสือหลายแห่ง มีคนไปต่อแถวยาวทุกวัน และยังมีคนที่ยอมจ่ายถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงิน เพื่อจะดูตอนล่าสุดของ ‘จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า’”

“ในด้านการสร้างกระแส—วิธีการของเราล้าหลังเกินไปขอรับ!”

“ล้าหลังก็ช่าง” ผู้อาวุโสเจิงฮึดฮัด พลันสายตาก็เหลือบไปยังอู๋ฉู่ซู เฉามู่ และไป๋จิงหงที่อยู่ตรงหน้า

“นั่นเป็นแค่กลอุบายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วฝีมือต่างหากที่สำคัญ”

“พวกเจ้าทั้งสามเมื่อถึงเวลา ก็จงแสดงฝีมือออกมาให้เต็มที่!”

“ขอรับ!” ทั้งสามประสานมือรับคำ ส่วนไป๋จิงหงได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ

พอเหล่าศิษย์ลงจากระเบียง ผู้อาวุโสเจิงก็หรี่ตาหันไปถามเจ้าหน้าที่ต่อว่า

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหน้าร้านหนังสือเขาต่อแถวกันยาว?”

“เอ่อ…ข้าแค่ผ่านไปดู…แล้วก็…”

“เป็นเจ้าหน้าที่เมืองกระบี่ เจ้ายังมิละอายใจอีกหรือ—นำมันมานี่!”

“หา? แต่ข้ายังอ่านไม่จบ…”

ท้ายที่สุดก็ต้องวาง ‘ภาพชุด’ ลงในมือผู้อาวุโสอย่างว่าง่าย

ทันทีที่ได้มา—ผู้อาวุโสเจิงผู้เคร่งในวินัยและรักศักดิ์ศรีออย่างยิ่ง กลับเปิดอ่านอย่างเมามัน ราวคนเพิ่งพบโอสถวิเศษ

“ฮะๆ เอาตอนใหม่มา… ฮะๆๆ…”

บนเวที

ในที่สุดแท่นประลองทั้งสิบแท่นก็มีคนยืนเต็มแล้ว—กฎของการทดสอบกระบี่นั้นเรียบง่าย

ข้อแรก—หนึ่งคน ขึ้นได้ไม่เกินสองครา

ข้อสอง—หากผู้ใดที่มีระดับขอบเขตสูงกว่าอีกฝ่าย จะต้องกดข่มพลังของตนให้เท่ากับผู้ที่ขอบเขตต่ำกว่าด้วย

เพราะนี่คือการประลองเพื่อมิตรภาพและแลกเปลี่ยนฝีมือ หาใช่การประลองว่าใครมีระดับการฝึกฝนสูงกว่ากันไม่

ยามนี้—ผู้ครองเวทีเก้าคนอยู่ใน ‘ระดับปราณญาณเทพ’ มีเพียง ‘องค์หญิงน้อย’ ที่ยังอยู่แค่ชั้นปราณภายใน

เป็นธรรมดา—ผู้ที่ต้องการขึ้นเวทีเพื่อสร้างชื่อเสียงหลายคนต่างจับตามองไปที่นาง

“เด็กคนนี้มาจากบ้านใดกัน?”

“ดูเหมือนจะเป็นขอทานน้อยนะ—เมื่อคืนข้ายังเห็นนางย่องไปให้อาหารแมวจรอยู่เลย”

“นี่! เจ้าเด็กน้อย รีบลงจากเวทีซะ เดี๋ยวเจ้าจะตกใจจนร้องไห้เอาได้”

ผู้ฝึกกระบี่ในระดับโอสถลึกลับคนหนึ่ง พุ่งตัวขึ้นเวที—เป็นการแสดงเจตนาท้าประลอง

เจียงชูหลงกอด ‘กระบี่กิ่งท้อหยก’ อย่างงุนงง มิรู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากก่อนหันไปมองยังเวทีข้างๆ

บนเวทีนั้น หลี่โม่เพียงยิ้มบาง พลางยกนิ้วโป้งจากชายแขนเสื้อให้กำลังใจ

ความมั่นใจขององค์หญิงน้อยพรั่งพรูขึ้น

“จะเริ่ม…หรือยังเจ้าคะ?” นางเอ่ยเบาๆ

“อืม—เริ่มได้แล้ว”

ฉัวะ—

มิรู้ว่ากระบี่กิ่งท้อหยกพุ่งมาจากทิศทางไหน—และมิรู้ว่าจะไปสิ้นสุด ณ ตรงที่ใด

แต่มันมุ่งมั่นที่จะไม่หวนคืน และพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ

เพลงกระบี่ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิอันผันผวน

ไม่นานนัก... การประลองก็จบลงอย่างรวดเร็ว

จบบทที่ บทที่ 175 จะเริ่มหรือยังเจ้าคะ?…จบแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว