- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 173 ผู้แทนแห่งสำนักวิหคเหินสวรรค์, งานชุมนุมจอมยุทธ์แคว้นอวิ๋นเปิดม่าน
บทที่ 173 ผู้แทนแห่งสำนักวิหคเหินสวรรค์, งานชุมนุมจอมยุทธ์แคว้นอวิ๋นเปิดม่าน
บทที่ 173 ผู้แทนแห่งสำนักวิหคเหินสวรรค์, งานชุมนุมจอมยุทธ์แคว้นอวิ๋นเปิดม่าน
ความอึกทึกครึกโครมบนถนนใหญ่พลันเงียบลงฉับพลัน
ไป๋จิงหง—อัจฉริยะแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้น ศิษย์สายตรงแห่งเมืองกระบี่หงเหวิน ต่อให้พบขุนนางผู้ทรงศักดิ์ก็หาจำเป็นต้องคำนับไม่ ทว่าบัดนี้กลับทรุดเข่าลงกลางถนนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หรือว่าผู้มาถึงจะเป็นเจ้าสำนักเมืองกระบี่หงเหวินเอง?
ผู้คนหันมองตามเสียงคาดเดา กลับเห็นเพียงบุรุษหนึ่งและสตรีสองนางยืนอยู่—เด็กหนุ่มมีท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นสบายตา ด้านข้างมีสาวน้อยสวมอาภรณ์ไม่พอดีตัวนัก และมีผ้าผืนหนึ่งผูกปิดดวงตาอยู่ ใบหน้ายังอ่อนวัยแต่เปี่ยมไปด้วยไอวิญญาณ
อีกผู้หนึ่ง งดงามเยียบเย็นราวกับบัวเหมันต์บนภูผาหิมะ ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวล้วนแฝงไว้ด้วยบารมีสูงศักดิ์
“พวกเขาเป็นใครกันแน่?”
“ดูอ่อนวัยกว่าไป๋จิงหงเสียอีก”
“หรือว่าสตรีนางนั้นมีชาติกำเนิดสูงส่ง จนไป๋จิงหงถึงกับต้องคุกเข่า?”
“นางดูจะงดงามยิ่งกว่าเหล่าเทพธิดาในทำเนียบร้อยบุปผาเสียอีก...”
เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้คนในยุทธภพสนใจอยู่สามสิ่ง—ศาสตราวุธ วิทยายุทธ์ และยอดหญิงงาม
ยัยก้อนน้ำแข็งยืนสูงสง่าช่วยดึงสายตาไปได้ทั้งหมด จนหลี่โม่พ้นจากเป้าครหาไปครึ่งค่อน
หลังจากที่ไป๋จิงหงหายมึนงงแล้ว เขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ—เผลอทำตามสัญชาตญาณไปเสียแล้ว จะลุกขึ้นก็ขัดเขิน จะคุกเข่าต่อก็ใช่ที
“เสี่ยวไป๋ เมื่อวานเจ้ายังอวดอ้างว่ากระดูกกระบี่แข็งกล้า อยากประลองกับวีรชนทั่วหล้า เหตุใดพอออกประตูมาก็ลงไปคุกเข่าเสียแล้วเล่า?”
ชายอาภรณ์สีครามแซ่อู๋มุมปากยกขึ้น เผยรอยยิ้มหยอกเย้าศิษย์น้อง
“หรือว่านางแข็งแกร่งปานนั้น?” คนแซ่เฉาหรี่ตาลง เปี่ยมล้นไปด้วยจิตต่อสู้
ในฐานะผู้บรรลุขอบเขตปราณญาณเทพ ย่อมไวต่อ ‘เจตจำนงกระบี่’ เป็นพิเศษ
แม้จะกล่าวหยอกล้อกัน แต่ทั้งอู๋และเฉา ซึ่งต่างเป็นศิษย์สายตรงเมืองกระบี่หงเหวินก็แลเห็นชัด—อิ๋งปิงมีกลิ่นอายลี้ลับบางอย่าง จนทำให้จิตใจของพวกเขาสั่นสะท้านได้
“กระบี่ของนางย่อมร้ายกาจ…แต่พวกท่านไม่มีทางเข้าใจหรอก!” ไป๋จิงหงส่ายหน้า
ในห้วงคำนึง เขาเห็นภาพในมิติหงส์โลหิต—ร่างหนึ่งยกค้อนดั่งเทพอสูร ฟาดเพียงทีเดียวสะเทือนจนแดนลับทะลุทะลวง—เขากำลังยิ้ม และเดินก้าวข้ามาใกล้…
“เป็นเพียงการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ อย่าได้ถือเป็นเรื่องใหญ่เลย” หลี่โม่เห็นท่าทีลำบากใจก็เข้าไปพยุงขึ้น
“ข้ารู้ว่าสหายไป๋เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ แต่มิจำเป็นต้องคุกเข่าเมื่อพบกันหรอกกระมัง?”
“แค่ก! ข้าคนนี้ก็โผงผางไปบ้าง…แต่พี่หลี่กล่าวถูกต้องแล้ว” ไป๋จิงหงเก้อเขินลุกขึ้นยืน
“จริงสิ ข้ามีจดหมายฉบับหนึ่งจะส่งให้เจ้า” หลี่โม่เอ่ยเสียงต่ำ
“เกี่ยวพันความมั่นคงของแคว้นอวิ๋น ฝากเจ้าพิจารณาแล้วมอบให้ผู้ใหญ่ของสำนัก จึงจะเหมาะที่สุด”
เขาหยิบจดหมายออกมา ข้างในเป็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวของหอละอองฝน—เห็นได้ชัดว่าพวกนั้นคิดการณ์ใหญ่ เขาจึงยินดีจรดปลายพู่กันเพื่อเปลี่ยนชะตาคนเป็นจำนวนมาก
เรื่องเช่นนี้ ต่อให้ไม่มีผลตอบแทนจากการลงทุน เขาก็ย่อมทำ
“วางใจเถิดพี่หลี่!” ไป๋จิงหงรับไว้อย่างเคร่งขรึม
ฝ่ายศิษย์พี่ทั้งสอง—เฉาและอู๋กลับขมวดคิ้ว
ในสายตาเมืองกระบี่หงเหวินแล้ว สํานักชิงเยวียนเป็นเพียงแค่สำนักระดับกลาง จะยกย่องให้เกินงามก็มิควร
เมื่อหลี่โม่กับคณะสำนักชิงเยวียนจากไปแล้ว ศิษย์พี่อู๋ก็เอ่ยตำหนิทันที
“เจ้าเด็กน้อย การกระทำเมื่อครู่ทำให้เสียเกียรติของสำนักยิ่งนัก”
ศิษย์พี่เฉาพยักหน้าเสริม “สำนักเราทุ่มเทสร้างชื่อมาไม่น้อย—ชื่อเปรียบดั่งเงาไม้ อย่าให้มันหม่นหมองเสียก่อนงานชุมนุมจะเปิดม่าน”
ยิ่งสำนักมีบารมีมากเท่าใด อำนาจในการควบคุมพื้นที่ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น นอกจากผู้อาวุโสผู้เกรียงไกร ชื่อเสียงของคนรุ่นใหม่ก็คือหน้าตาและอนาคตของสำนัก
เพื่อสถาปนาบารมีให้แก่พวกเขา—แต่ละคนต่างออกกวาดล้างคนชั่วเพื่อสั่งสมผลงาน ซ้ำยังว่าจ้างนักเล่านิทานให้เล่าขานชื่อเสียงไม่ขาดสาย จึงเกิดกระแสของ ‘สามวีรบุรุษแห่งเมืองหงเหวิน’ ครึกโครมไปทั้งเมือง
“พวกท่านยังไม่เข้าใจ” ไป๋จิงหงยิ้มเย็น—ให้ตายเถิด มิเห็นรึว่าพี่หลี่ของข้าถึงกับหยิบค้อนออกมาแล้ว?
ว่าแล้วเขาก็หันหลังนำจดหมายไปส่ง
…
นครอวิ๋นในปัจจุบันคึกคักด้วยคลื่นคนดุจกระแสสมุทรทะยานขึ้นฝั่ง ทุกเมื่อเชื่อวันล้วนมีวีรชนวัยเยาว์หมายจะสร้างชื่อเป็นเกียรติประวัติทิ้งเอาไว้—อาชีพนักเล่านิทานพลันกลายเป็นที่นิยมขึ้นมาในครานี้เอง
และข่าวที่สะเทือนที่สุดเห็นทีจะไม่พ้นเรื่องของ ‘คุณชายไป๋’ ผู้คุกเข่าต่อหน้าธารกำนัล—บ้างก็ว่าเป็นการขอบคุณผู้มีพระคุณ บ้างก็ว่าเป็นเพราะโรคไขข้อกำเริบ ที่น่าเชื่อถือที่สุดก็คือ—บอกว่าทั้งสามคนนั้นเป็นอัจฉริยะจากสำนักที่ซ่อนเร้น
ผู้คนพากันสืบเสาะหาชาติกำเนิดของคนทั้งสาม ด้วยเหตุนี้เอง—หนังสือภาพเรื่อง ‘จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า’ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น!
ใบหน้าตัวละครเหมือนหลี่โม่กับอิ๋งปิงอย่างกับแกะ ไม่รู้ว่าพ่อค้ามือทองคนใดช่างรู้ใจเหล่าสาธุชนเสียเหลือเกิน…
…
สำนักเมืองกระบี่หงเหวิน
คฤหาสน์ผู้อาวุโสฝ่ายกิจการภายนอก
ผู้อาวุโสเจิงรูปร่างผอมสง่า นั่งจิบชาคิ้วขมวดแน่น สามวีรบุรุษยืนอยู่กึ่งกลางห้องโถง
“ท่านผู้อาวุโสเจิง ข้ามีของสิ่งหนึ่งที่อยากให้ท่านดู...”
“เรื่องอื่นพักไว้ก่อน” ผู้อาวุโสเจิงตัดบทเสียงเข้ม
“เหตุใดวันนี้เจ้าถึงได้ทำเรื่องน่าอับอายแก่สำนักต่อหน้าธารกำนัลเช่นนั้น?”
“ข้า…”
“ข้าไม่อยากฟังคำแก้ตัว” ผู้อาวุโสเจิงกล่าวขัดด้วยใบหน้าเย็นชา
จากอาภรณ์อันหรูหราที่เขาดูแลอย่างเป็นระเบียบไร้ที่ติ ก็สามารบอกได้ว่าเป็นคนที่มีนิสัยรักชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง
“อู๋ฉู่ซู, เฉามู่, ไป๋จิงหง”
“ในระหว่างการประลองเพื่อทดสอบกระบี่ พวกเจ้าต้องท้าประลองกับศิษย์แห่งสำนักชิงเยวียนทั้งสามคนนั้นให้ได้”
อู๋ฉู่ซูและเฉามู่ต่างรับคำอย่างมั่นใจ—ส่วนไป๋จิงหงยิ้มขื่นก่อนรีบเอ่ยว่า…
“เช่นนั้นข้า...ขอท้าประลองกับเด็กสาวที่คาดผ้าปิดตาคนนั้นนะขอรับ”
“เด็กสาวที่คาดผ้าปิดตา?”
เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตูด้วยความสงสัย ผู้อาวุโสเจิงรีบลุกทำความเคารพทันที
“ท่านผู้แทน! ท่านมาได้อย่างไรกัน”
ปลายเท้าเนียนละมุนย่างเข้าสู่ห้องโถง กระดิ่งทองบนข้อเท้าส่งเสียงระรินแผ่วเบา ที่เอวคาดจานหยกไว้ใบหนึ่ง ใบหน้านางเรียบสงบ ดวงตาดุจห้วงน้ำลึก ราวกับมีเส้นสายนับไม่ถ้วนไขว้กันอยู่ภายใน—นางคือ ‘ผู้แทนแห่งสำนักวิหคเหินสวรรค์’
นางทอดสายตามองไป๋จิงหง “ศิษย์สำนักชิงเยวียนที่เจ้ากล่าว—มีลักษณะเช่นใร?”
…
ยิ่งเมื่อวันแห่งงานชุมนุมจอมยุทธ์แคว้นอวิ๋นใกล้เข้ามา นครอวิ๋นก็ยิ่งคึกคักขึ้นเรื่อยๆ เสินอวิ๋นเฟย, สวีจื่อฉิง และคนอื่นๆ ต่างรู้สึกถึงแรงกดดัน ทุกวันพวกเขาล้วนฝึกฝนวรยุทธ์อย่างหนัก
หลี่โม่ก็เช่นกัน—ยามกลางวันจับคู่ฝึกกับอิ๋งปิง กลางคืนจะชี้แนะองค์หญิงน้อย จากนั้นก็จะเพ่งพินิจภาพปราณญาณเทพในทุกคราที่ว่าง
ยามฟ้าสาง หลี่โม่เก็บกระบี่ยืนนิ่งกลางลาน
หลังจากใช้ความเข้าใจในวิถียุทธ์ไปเป็นจำนวนมาก ‘กระบี่เก้าเดียวดาย’ ของเขาก็ได้มาถึงเกณฑ์ของขั้นเชี่ยวชาญแล้ว
【คัมภีร์เก้ากระบี่เดียวดาย—พิชิตหมื่นหล้าปราบทั่วทั้งนภา ท่านรู้ตัวแล้วว่ามิควรขังตัวเองเพียงในหอ—จงชี้กระบี่สู่หมู่วีรชน ใช้คมกระบี่ของผู้อื่นเป็นหินลับความแข็งแกร่ง หล่อหลอมความคมกล้าให้สะท้านโลกาเบื้องนี้!】