- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 169 ใช่—ยัยเด็กนั่นแหละ เจ้าออกมา!
บทที่ 169 ใช่—ยัยเด็กนั่นแหละ เจ้าออกมา!
บทที่ 169 ใช่—ยัยเด็กนั่นแหละ เจ้าออกมา!
สามวันก่อน
ร้านหม้อไฟ ‘ซีหยางหยาง’
มุมหนึ่งของร้านมีแขกพเนจรไม่กี่คนกำลังนั่งล้อมหม้อไฟ พวกเขาสั่งเนื้อแกะห้าจานร้อนฉ่า จิ้มซอสงาขาว กินกันจนเหงื่อท่วมหน้าผาก แต่มือก็หยุดคีบมิได้—ไม่คล้ายเหล่ามือสังหารที่ทำให้ผู้คนขวัญผวาเลยแม้แต่น้อย
ใช่แล้ว—ทั้งหมดนั้นคือ ‘มนุษย์สังหาร’ แห่งหอละอองฝน
“มิทราบเพราะเหตุใด สาขาแคว้นอวิ๋นจึงออกบัญชาวายุฝนโหมกระหน่ำ—คิดจะกวาดล้างอันใดกันแน่?”
ชายศีรษะเงาวับ คิ้วเกลี้ยง ใบหน้าเถื่อนดุ กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
ในหอละอองฝน มือสังหารเหล่านี้ไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ แต่คำสั่ง ‘วายุฝนโหมกระหน่ำ’ เช่นนี้มักจะมาจากหอใหญ่โดยตรง
“ได้ยินว่าธิดามารฟ้าของเรา ครานี้ก็จะมาเยือนแคว้นอวิ๋นด้วย”
มือสังหารผู้หนึ่งซึ่งร่างทั้งร่างพันไว้ด้วยผ้าพันแผลสีดำสนิท เอ่ยด้วยน้ำเสียงแตกพร่า
“แม้แต่นางก็เคลื่อนไหวรึ… เห็นทีทางหอคงมีแผนการใหญ่”
เหล่ามนุษย์สังหารต่างสบตากัน เผยแววตาตื่นเต้นเล็กน้อย
ธิดามารสวรรค์แห่งหอละอองฝน—อัจฉริยะมือสังหารผู้โด่งดัง เคยลอบสังหารยอดฝีมือในทำเนียบมังกรซ่อนเร้นมาแล้วถึงสามราย รูปโฉมเปลี่ยนแปลงนับพัน และเพลงกระบี่ของนางนั่นแปลกพิสดารยากหยั่งถึง เป็นที่หวาดหวั่นของผู้คนทั่วหล้า
“ดูท่า… ครั้งนี้พวกเราคงต้องร่วมมือกัน”
แววตาของมนุษย์สังหารไร้คิ้วพลันทอประกายล้ำลึก มือสังหารหลายคนสบตากันแล้วต่างพยักหน้า ราวกับยำเกรงต่อมือสังหารศีรษะโล้นผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง
“หัวหน้าโล้น ข้าขอคารวะท่านหนึ่งจอก”
“หม้อไฟร้านนี้รสชาติไม่เลวจริง ๆ ไม่รู้ในแคว้นอวิ๋นมีสาขาหรือไม่?”
“งานเสร็จเมื่อใด ข้าจะกลับมากินเนื้อแกะให้หนำใจอีกสักสองจาน!”
กำลังคุยกันเพลินๆ อยู่นั่นเอง จู่ๆ มือสังหารที่ปิดปากเงียบมาตลอดก็หรี่ตาลง แววตาพลันลึกล้ำขึ้น
“ดูโน่น—นั่นใคร?”
คนทั้งโต๊ะชะงักงัน มือสังหารผู้นี้มีชื่อเรียกในยุทธภพ—ยามที่ดวงตาเขาเพ่งมองผู้ใด ชะตาผู้นั้นย่อมถึงฆาตสถานเดียว
“หลี่โม่?”
มือสังหารทุกคนเมื่อย่างเท้าเข้าสู่เมืองใด สิ่งแรกที่ทำย่อมคือการไปยังหอคลังสังหาร แลกเปลี่ยนข่าวสารและดูใบประกาศค่าหัว ภาพร่างของหลี่โม่ก็ปรากฏอยู่บนบัญชีค่าหัวเช่นกัน—มูลค่าก็มิใช่น้อย แม้พลังฝีมือยังอยู่เพียงขั้นปราณญาณเทพ แต่เกรงว่าเป็นเพราะฐานะศิษย์สายตรงแห่งสำนักชิงเยวียน จึงยังไม่มีผู้ใดกล้าลองดี
“มันก็จะไปร่วมงานชุมนุมจอมยุทธ์แคว้นอวิ๋นด้วยรึ?”
“เช่นนั้นเราก็ลุยกันสักงานเถิด”
“แต่ออกจากแคว้นจื่อหยางก่อนค่อยลงมือ—ที่นี่ใกล้สำนักชิงเยวียนเกินไป”
ว่ากันแล้วก็ลงมือทันที หลังจากกินเนื้อแกะไปอีกหลายจาน ก็อาศัยวิชาสะกดรอยติดตามขบวนรถม้าของสำนักชิงเยวียนมาโดยตลอด—จนถึงยามโพล้เพล้ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้อาวุโสคุ้มกันขบวน จึงพรวดออกมาขวางกลางทาง
“ภูผานี้ข้าเป็นผู้เบิกไพร พฤกษานี้ข้าเป็นผู้ปลูก!”
“พวกเราเป็นมือสังหาร เจ้าจะตะโกนวาจาเหลวไหลไปเพื่ออะไร?”
“แค่ก...เช่นนี้มันดูน่าเกรงขามกว่า...”
มิจำเป็นต้องกล่าวเลย แต่งกายประหลาด อาวุธแปลกตา ยืนเรียงหน้ากระดานอยู่กลางทาง มิหนำซ้ำยังแผ่กลิ่นอายสังหารอยู่หลายส่วน
“ถ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง ก็จงส่งตัวหลี่โม่ออกมาซะ ที่เหลือพวกข้าจะไว้ชีวิต” มีดสั้นในมือชายตาหรี่ฉายแววกร้าว เขาก้าวออกมาประกาศคำขาด
“ข้า?” หลี่โม่เพิ่งก้าวลงจากรถพลันชะงัก—
เขานึกว่าเป็นเหล่าโจรป่าดักปล้นเสียอีก มิคาดคิดว่าพอลงจากรถม้าก็ถูกเอ่ยถึงทันที
“หึ! พวกเจ้าอย่าคิดฝืนคำสั่ง” มือสังหารผู้เคยเป็นโจรมาก่อนยิ้มเย้ยหยันขึ้น
“เห็นกันหรือไม่—พวกข้าล้วนแต่เป็นมนุษย์สังหารแห่งหอละอองฝน เด็กยังร้องไห้กลัวกันทั่วหล้า!”
“นี่คือ ‘อินทรีโล้นโลหิต’—ฆ่าหนึ่งคนถอนผมหนึ่งเส้น หลังหัวล้านเกลี้ยงจึงถอนขนคิ้วแทน เห็นหัวกับคิ้วเช่นนี้—พวกเจ้ายังมิหวาดกลัวอีกรึ!”
“ซ้ายมือของข้า— ‘ดวงตาดับชีพ’ ผู้ใดที่ถูกเขาหรี่ตาใส่ คืนนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นเดือน!”
“ยิ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังข้า ยิ่งเป็นตัวอันตราย —ว่ากันว่าผู้ตายจะถูกกลืนวิญญาณไปประทับบนร่าง หากคลายผ้าพันแผลออกเมื่อใด ก็คือเวลาที่ภูตผีหมื่นตนออกท่องราตรี!”
“แล้วก็ข้า—มังกรเหินหน้าหยก…” มือสังหารที่อวดนามตนเองว่ามังกรเหินหน้าหยกพล่ามคุยโวมิหยุด
เหล่าศิษย์สำนักชิงเยวียนต่างทำหน้างงงวย
“แต่ละคนอยู่ระดับใดกัน?”
“ล้วนระดับปราณญาณเทพ สูงสุดก็ราวขั้นสาม”
“แล้วพวกเขาจะผยองไปเพื่ออันใดกัน?”
“เด็กยังร้องไห้รึ? พวกมันไม่รู้หรือไงว่าอาจารย์ของศิษย์น้องหลี่เป็นใคร!”
ทุกคนถึงกับรู้สึกว่าตัวตลกเหล่านี้ออกมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเสียมากกว่า—ทว่าพอแผ่ญาณตรวจรอบทิศ ก็ไร้วี่แววกผู้ซุ่มโจมตี พวกเขาจึงยังมิได้รีบร้อนลงมือ
“ฮะๆ ข้ารู้ดีว่าการให้พวกเจ้าส่งคนออกมา ย่อมต้องมิพอใจในใจเป็นแน่” มังกรเหินหน้าหยกเชิดคางพูดอย่างอหังการ
“งั้นเอาเช่นนี้ ข้าขอท้าดวลตัวต่อตัว ต้องทำให้พวกเจ้ารู้เสียบ้างว่าข้าแกร่งเพียงใด!” สายตาเขากวาดหาคู่ต่อสู้ในหมู่ศิษย์ของสำนัก
ว่ากันว่า—บางคนถือกำเนิดมาก็เป็นศูนย์กลางของเวทีโดยแท้
ตัวอย่างเช่น…ยัยก้อนน้ำแข็ง
เขาชี้นิ้วออกไป “ใช่—ยัยเด็กนั่นแหละ เจ้าออกมา! มาให้ข้าลิ้มรสเลือดเสียหน่อย!”
อิ๋งปิง “…”
หลี่โม่ “…?”
เจียงชูหลง “พี่หลี่ ทำไมต้องปิดตาข้าด้วยเล่า?”
หลี่โม่ทอดเสียงยาว “เด็กไม่ควรมอง—ฉากต่อไปค่อนข้างจะโหดร้าย”
แม้แต่โอวหยางที่กำลังหัวเสียยังกลืนน้ำลาย—เห็นทีพวกลิงทะโมนเหล่านี้คงมิได้เลวร้ายถึงขั้นนั้นหรอก…กระมัง
ศิษย์สำนักชิงเยวียนต่างแหงนหน้ามองฟ้า “เอ้า…ข้าคอยเป็นยามให้ก็แล้วกัน”
…
ว่าแล้วเรื่องก็จบอย่างง่ายดายยิ่ง—มือสังหารทั้งหมดบาดแผลเต็มตัว ถูกสยบลงในพริบตา
“มัดไว้ก่อน” เสิ่นอวิ๋นเฟย ศิษย์พี่ผู้อาวุโสที่สุดเอ่ยนำ
“เรื่องนี้ข้าชำนาญ” โอวหยางอาสาตัว ก้าวไปจัดการมัดเชือกเสร็จสรรพ
ครู่เดียวนั้นเอง—
เหล่ามือสังหารถูกมัดด้วยท่าพันธนาการกระดองเต่า ดูอ่อนแอ น่าเวทนา และน่าอัปยศยิ่ง
หลี่โม่เลิกคิ้ว “ศิษย์พี่ ท่านชำนาญยิ่งนัก”
โอหยางเกาหัวแค่นยิ้ม “แฮะๆ ศิลปะย่อมเกิดจากชีวิตจริง…ของแท้ต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำเองมิใช่หรือ”
หลี่โม่ “…”
“จะจัดการอย่างไรดี?”
“มือสังหารพวกนี้อ้างตนว่าสังหารผู้คนมานับไม่ถ้วนมิใช่รึ ข้าดูแล้วก็มิใช่คนดีอะไร สังหารเพื่อกำจัดภัยให้ชาวบ้านเสียดีกว่า”
“อืม พวกมารชั่ว ฆ่าทิ้งเสียก็ดี”
“แต่พวกมันมุ่งมาหาข้าเพราะเหตุใด?”
เหล่ามือสังหารมองดูท่าพันธนาการกระดองเต่าบนร่างของตน—แล้วหวนนึกถึงประสบการณ์ที่ถูกนางนางมารตนนั้นทารุณเมื่อครู่—ตกลงแล้วผู้ใดกันแน่ที่เป็นมารขั่ว?
หลี่โม่หรี่ตา เรียกใช้เนตรทิพย์ลิขิตฟ้า—ตัวอักษรลับผุดขึ้นในใจเขาทีละบรรทัด
【ชื่อ: จางตัน】
【อายุ: 41】
【รากฐานกระดูก: หนังคางคก】
【ขอบเขต: ปราณญาณเทพสองประตู】
【คำประเมิน: เมื่อสิบปีก่อน ในการทดสอบไร้สิ้นสุด อาศัยจมูกไวปลอมเป็นศพ จึงรอดมาถึงได้คนสุดท้าย เพราะผิวหนังอัปลักษณ์เป็นหลุมบ่อ จึงได้พันผ้าไว้ทั่วร่าง】
【เหตุการณ์ล่าสุด: ได้รับคำสั่ง ‘วายุฝนโหมกระหน่ำ’ จากหอละอองฝน ให้มุ่งหน้าไปยังแคว้นอวิ๋น】
“…หนังคางคกงั้นหรือ?” หลี่โม่พึมพำ แต่นั่นมิใช่สาระ
ที่สะดุดใจคือคำสั่งวายุฝนโหมกระหน่ำ—หมายความว่าหอละอองฝนมีแผนการบางอย่างต่อแคว้นอวิ๋นเช่นนั้นรึ?
มิใช่ว่าชอบสอดรู้สอดเห็น แต่พวกเขาเองก็กำลังจะไปพำนักที่แคว้นนี้ หากเกิดกลียุค ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นการถูกลูกหลง
คิดได้ดังนี้ หลี่โม่จึงเอ่ยเสียงเรียบ
“เช่นนั้น—จับกุมไว้ก่อน คุมตัวแยกสอบ สืบสวนเรื่องราวให้กระจ่างแจ้งดีหรือไม่?”