เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 167 จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า

บทที่ 167 จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า

บทที่ 167 จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า


ณ ประตูทางเข้าศาลาชิวสุ่ย

รถม้าที่เทียมด้วยอสูรอาชาจอดอยู่เรียงราย ศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งของหลายยอดเขามารวมตัวกันพร้อมหน้าแล้ว

ในความเป็นจริง ผู้ที่ถึงขั้นปราณญาณเทพแล้วย่อมเดินทางเองได้ไวกว่ารถม้า แต่การเดินทางตากแดดตากลมตลอดทางนั้น… ย่อมหม่นหมองเสียสง่าราศี มิสมกับงาน “ชุมนุมจอมยุทธ์” ซึ่งเป็นที่ที่ผู้คนต่างรักษาความเรียบร้อยงามตาเป็นสำคัญ

หลี่โม่ก้าวออกจากศาลาชิวสุ่ยด้วยท่วงท่าสบาย ๆ พลางยกมือทักโอวหยาง คนคุ้นเคยเพียงรายเดียวในหมู่ศิษย์พี่ศิษย์น้อง

“ศิษย์พี่โอวหยาง แบกสัมภาระเสียคับคาราวานเชียว?”

“มิติเก็บของราคาแพง เราจะเอาที่ไหนไปซื้อกันเล่า” โอวหยางทอดถอนใจ

“อ้าว แล้วเงินที่ได้จากช่วงก่อน ๆ นั่นล่ะ หมดแล้วหรือ?”

“เจ้าก็รู้ว่าธุรกิจเล็กๆ ของข้า…จริงๆ แล้วก็มิได้กำไรเท่าไหร่”

“ท่านลองหาร้านหนังสือ แล้วพิมพ์ขายจำนวนมากดูสิ ระดับฝีมือการวาดภาพของศิษย์พี่โอวหยาง น่าจะขายดีเทน้ำเทท่าเลยกระมัง”

“ข้าน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่กฎหมายของต้าอวี้คงไม่ยินยอมให้...”

“ศิษย์พี่ก็ไม่จำเป็นต้องวาด ‘แนวนั้น’ เสมอไปนี่?”

“โอ้ว? ศิษย์น้องหลี่เห็นควรอย่างไร บอกข้ามาที!”

ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันไประหว่างขึ้นรถม้า—หลี่โม่ก็ยินดีจะถ่ายทอด ‘ประสบการณ์การตลาดฉบับลับ’ ให้ เพราะเมื่อโอวหยางยิ่งรวย เขายิ่งได้ผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น

ในอีกฟาก รถม้าคันอื่นก็มีการทักทายกันอื้ออึง

“ศิษย์พี่เสินอวิ๋นเฟย คราวก่อนที่ท่านได้ไปเมืองกระบี่หงเหวิน ท่านก็คว้าที่นั่งบนลานทดสอบกระบี่ได้ ครานี้ก็คงมิพลาด”

“ไหนเลยที่ข้าจะกล้าคุย… กลับเป็นศิษย์น้องหญิงสวีจื่อฉิง—ปิดด่านมาหลายปี เพลงกระบี่คงสุกงอมไม่น้อย”

“เกรงว่าในครั้งนี้ เหล่ายอดคนจากทำเนียบมังกรซ่อนเร้นคงเข้าร่วม ‘การทดสอบกระบี่ทั่วหล้า’ เพียงพวกเราได้เห็นฝีมือของเหล่าอัจฉริยะ ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวแล้ว”

พลันนั้นเอง เสียงคุยกันก็ค่อย ๆ แผ่วลง—เพราะสาวน้อยผู้โอบกระบี่น้ำค้างสวรรค์ค่อย ๆ เดินเข้ามา

เมื่อเหล่าศิษย์ทั้งหลายได้เผชิญหน้ากับอิ๋งปิง กลับตึงเครียดยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับเจ้าสำนักเสียอีก—เพราะถึงแม้เจ้าสำนักระดับพลังจะสูงส่ง แต่ก็หาใช่คนรุ่นราวคราวเดียวกันกับพวกเขา

เมื่อครู่พวกเขายังเอ่ยถึง ‘ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น’ —หากแต่เมื่อนางก้าวเข้ามา ความคิดหนึ่งก็พลันผุดขึ้น…

ทำเนียบนั่น…ก็เป็นสิ่งเล็กน้อยแค่นี้เอง

เมื่ออิ๋งปิงขึ้นรถ คาราวานก็เคลื่อนตัวช้า ๆ ออกจากสำนัก

ระหว่างทาง หลี่โม่แยกตัวออกไปยัง ‘ร้านหม้อไฟ’ ของตนก่อน

ฝ่ายเจียงชูหลง พอรู้ว่าจะได้ออกท่องยุทธจักรกับพี่หลี่ ก็ปลาบปลื้มเสียจนสมองว่างเปล่า คว้าตะกร้าใบเก่งพาดขึ้นบ่า—แม้แต่เสื้อผ้าก็มิคิดจะเปลี่ยน

ครั้นสองคนกำลังจะก้าวออกจากร้าน หลี่โม่รู้สึกถึงชายเสื้อที่ถูกนิ้วเล็ก ๆ บีบแน่น—หันกลับไป… ก็เห็นเจียงชูหลงยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่

เขาลูบท้ายทอย—แล้วจึงเห็นเหมยหยุนยืนหน้าเข้มอยู่ข้างเตา แววตาสื่อชัดว่า ‘เห็นข้าเป็นอากาศหรือไร!?’

“ช่วงนี้ร้านไปได้ดีหรือไม่ขอรับ?” หลี่โม่ยิ้มเจื่อนถาม

“ก็พอควร—กำไรเดือนละยี่สิบตำลึง” เหมยหยุนยังคงขมวดคิ้ว

หลี่โม่หันดูคนแน่นร้าน—กำไรช่างน้อยเกินคาด

“เจ้ากำหนดสูตรไว้ให้ใช้แต่วัตถุดิบชั้นเลิศ ไหนจะภาษีต่าง ๆ อีก” เหมยหยุนส่ายหน้า ก่อนถอนใจเบา ๆ

“แท้จริง…ข้าไม่อยากให้ชูหลงตามเจ้าไปแคว้นอวิ๋น”

ช่วงนี้ ความก้าวหน้าทางกระบี่ของสาวน้อยพุ่งพรวดยิ่งกว่าที่นางคาด—ในอดีตนายหญิงเองก็เป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง ทั้งยังอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีกระบี่อย่าง ‘สำนักกระบี่เทียนซาน’ แต่นางก็รู้ตัวว่ายังมิสามารถเทียบได้กับองค์หญิงน้อย

หากองค๋หญิงไปถึงเมืองกระบี่หงเหวิน ต่อให้ไม่อยากเด่น ก็ยากที่จะกลบแสง

“ก้าวเข้ายุทธจักรแล้ว—ก็ยากที่จะพ้นอำนาจกระแส’”

“แต่เมื่อมีผู้คน—ก็ย่อมมี ‘ยุทธจักร’” หลี่โม่เอ่ยโดยไม่ทันคิด

เหมยหยุนชั่งคำนี้อยู่ครู่หนึ่ง แววตาหรี่ลง หันไปมองเจียงชูหลงที่เม้มริมฝีปากแน่น—แม้มีผ้าผูกอยู่ ก็ยังเห็นแวววิงวอนในดวงตาสีเทาจาง

“น้าเหมย…”

นางนิ่งไปชั่วครู่—คล้ายเหมยหยุนเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงได้แต่ทอดถอนใจ…

“จะไปก็ไปเถิด…แต่ต้องสัญญากับข้าสักหลายข้อก่อน”

นางสั่งกำชับอยู่นาน กว่าจะยอมปล่อยตัวเด็กทั้งสองให้ออกเดินทางได้

ยามย่ำค่ำ

รถม้าแล่นเอื่อยไปบนถนนหลวงที่กว้างขวาง ภายในเกี้ยวม้าตกแต่งอย่างเรียบหรู และสามารถตัดเสียงอึกทึกจากภายนอกได้ ภายในจึงยิ่งเงียบสงัดกว่าปกติ

หลี่โม่วางถ้วยชา สายตาพลันพบกับโฉมงามผู้เยือก็เย็นนั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งใกล้กัน มีเจียงชูหลงกอดเข่าซุกตัวไว้ กลัวจะทำอะไรเปรอะเปื้อนของดีในรถเข้า—

เอิ่ม…ส่วนโอวหยางที่กำลังวาดเขียนอยู่นั้น เขาถือว่าจะมองข้ามไป

“นี่… ยัยก้อนน้ำแข็ง ข้าขอคุยเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?” หลี่โม่เอ่ยขึ้น

“ว่ามา” นางเหลือบตา คิ้วเรียวงามขยับเล็กน้อย

เจียงชูหลงเอียงคออย่างงุนงง แปลกใจว่าตั้งแต่ขึ้นรถมา พี่หลี่กับพี่สาวเย็นชาคนนี้แทบไม่ได้พูดคุยกันเลย

หลี่โม่ทำหน้าจำใจ

“ต่อไปเวลาเราประลองกระบี่กัน ช่วยยกเลิกการ ‘ตีเขตหวงห้าม’ ออกไปได้หรือไม่”

ทันใดนั้น นิ้วเรียวของยัยก้อนน้ำแข็งงอขึ้นอย่างเผลอตัว ความซู่ซ่าที่ก้นกบเหมือนจะแล่นกลับมาอีกระลอก

“ข้าลืมไปหมดแล้ว ไยจะต้องโทษเจ้าด้วย”

หลี่โม่ “….”

พูดอย่างนี้ บั้นท้ายของข้าคงจะมีความเห็นต่าง—ปากบอกลืม แต่ความอาฆาตในใจคงไม่ลืมเป็นแน่

โอวหยางโพล่งขัดจังหวะ “จริงสิ ศิษย์น้องหลี่—”

“หือ?” หลี่โม่เงยหน้า นึกได้ว่าในรถม้ายังมีคนอื่นอยู่

โอวหยางกอดกระดานวาดรูป เผยสีหน้าเป็นทุกข์

“เจ้าก็รู้ ข้าถนัดแค่วาดภาพ เรื่องเล่านี่ข้าไม่ไหวจริง ๆ”

คำแนะนำของหลี่โม่คือการให้ทำสมุดภาพแทนตำรา เพราะบ้านเมืองนี้ คนอ่านออกเขียนได้ยังมีไม่มาก ภาพเล่าเรื่องย่อมเข้าถึงชาวบ้านกว่า—เรียกว่าการโจมตีแบบลดมิติ!

“เรื่องเล่าหรือ…” หลี่โม่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเหลือบมองยัยก้อนน้ำแข็ง

“งั้นให้ข้าเขียนให้ดีหรือไม่?”

นางดูจะชอบฟังคนเล่านิทาน และโอวหยางก็ต้องการต้นฉบับ—นับว่าดีทั้งสองทาง

“หา?” โอวหยางตกตะลึง

หลี่โม่ยิ้ม “ข้าเคยมีผลงานอยู่เล่มหนึ่ง คนอ่านชอบกันนัก”

“ผลงานอะไรหรือ?”

“‘จักรพรรดินีผู้หวนคืน’”

เจียงชูหลงกระพริบตาปริบ ๆ อย่างตื่นเต้น—นิทานของพี่หลี่ช่างไม่เหมือนของอาจารย์เลย

ยัยก้อนน้ำแข็ง “…”

นางค้นพบว่าตนยังจำเค้าโครงเรื่องได้—ทั้งเส้นทางการฝึกฝน และเรื่องราวความรัก…

โอวหยางตาโต “แค่ชื่อก็กินขาดแล้ว!”

หลี่โม่ยกมือขัด “ทว่า…วันนี้ข้าจะเล่าอีกเรื่องหนึ่ง”

ว่าจบ บุคลิกนักแสดงของศิษย์น้องหลี่ก็เข้าสิง เขากล่าวนำด้วยน้ำเสียงผ่อนหนักผ่อนเบา

เขาคิดออกแล้วว่าจะเล่าเรื่องอะไร หากเป็นในยุคอนาคตของอีกโลก นี่อาจจะเป็นพล็อตเรื่องที่เกลื่อนกลาด แต่หากเป็นในโลกนี้ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนฟ้าสะท้านดินเลยทีเดียว!

“เรื่องอะไรหรือ?” โอวหยางรีบประเคนชา

หลี่โม่กระแอม

“เรื่องนี้ชื่อ… ‘จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า’!”

ยัยก้อนน้ำแข็ง “!”

กรึ๊ง—

ถ้วยชาที่อยู่ในมือนางร่วงกระแทกพื้นโดยมิรู้ตัว

จบบทที่ บทที่ 167 จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า

คัดลอกลิงก์แล้ว