- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 166 เหมือนยัยก้อนน้ำแข็งจะโกรธจริง ๆ
บทที่ 166 เหมือนยัยก้อนน้ำแข็งจะโกรธจริง ๆ
บทที่ 166 เหมือนยัยก้อนน้ำแข็งจะโกรธจริง ๆ
ถึงแม้ฝนไม่ได้ตกลงมา แต่บรรยากาศตอนนี้กลับน่าอึดอัดอย่างยิ่ง
หลี่โม่ยิ้มอยู่พักหนึ่ง ก่อนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง—สัมผัสมันไม่ใช่…
เขาลองขยำดูอย่างสงสัย มันนูนขึ้นมาเล็กน้อย นุ่มนิ่ม มีความยืดหยุ่นเป็นเลิศ...
เก้าในสิบส่วนคือไม่ถูกต้องอย่างแรง! สายตาของสหายหลี่โม่ค่อยๆ เลื่อนลงอย่างแข็งทื่อ
“!”
“นี่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด…” คอของหลี่โม่แห้งผากทันที
ลำคออิ๋งปิงแดงก่ำถึงใบหู แม้ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ แต่ดวงตาของนางทอประกายเย็นเยียบราวกับมีม่านหมอกกั้นอยู่
สีหน้าของนางสื่อได้ว่า—‘พูดมา ข้ากำลังฟังอยู่’
“เอ่อ…”
หลี่โม่ถูกสายตาคู่นั้นจ้องจนรู้สึกใจคอไม่ดี ตอนนี้เขากำลังนึกคิดอยู่ว่า จะยังอยู่ที่ศาลาชิวสุ่ยนี้ต่อไปได้หรือไม่
ในอนาคตตอนกลางคืน คงจะข่มตาหลับไม่ลงเป็นแน่—หากนอนหลับตา แต่ตื่นขึ้นมาอีกคราแล้วตาลืมโพลงไปตลอดกาลจะทำเช่นไร
“ก็...คือเคล็ดวิชานี้ใกล้เคียงมรรควิถีแห่งเซียน มหามรรคมีสี่สิบเก้า หนึ่งในนั้นมันผุดขึ้นมาเมื่อครู่… มันก็…อยู่ตรงนั้นพอดี”
เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าอธิบายเช่นนี้… นางจะเชื่อหรือไม่
เหตุเพราะตั้งใจฝึกมากเกินไปจริงๆ! ยิ่งไปกว่านั้น ไม่คาดคิดเลยว่าช่องโหว่ของยัยก้อนน้ำแข็ง จะเป็น…บั้นท้าย!
ใบหน้างามดุจหยกของอิ๋งปิงยิ่งเย็นชาแข็งกระด้างขึ้น
ความเงียบพลันหนักหน่วง นางมิได้ว่าอะไรเพิ่ม เพียงควักสิ่งหนึ่งจากอกเสื้อ—ตุ๊กตาหัวโตตัวจิ๋ว
หืม?
หลี่โม่กะพริบตา—ตุ๊กตาตัวนี้คุ้นตาชอบกล…
กึก—
อิ๋งปิงบิด ‘หัวตุ๊กตา’ จนหลุดออกมาด้วยแรงไม่น้อย
หลี่โม่สะดุ้ง—ทำไมคอข้าถึงเย็นวาบ แล้วยังเจ็บแปลบ ๆ เหมือนมีลางร้าย?!
นี่คงมิใช่ว่านางใช้เส้นผมของเขามาทำเป็นตุ๊กตาคุณไสยหรอกกระมัง?
แต่ไม่นานก็เห็นนางเก็บกระบี่น้ำค้างสวรรค์ลงใน ‘มิติเก็บของ’ —แล้วหยิบ ‘ไม้บรรทัดลงทัณฑ์’ ออกมาแทน
“โชคดีที่เป็นมิติเก็บของ…ฟู่”
เสียงนางเย็นเฉียบ “อีกรอบ”
“เอ๋?” เหงื่อเย็นซึมหลังทันที
อิ๋งปิงกล่าวชัดถ้อย
“เมื่อครู่ถือว่าข้าแพ้เดิมพัน—เจ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกมา”
“แต่ตอนนี้—อีกรอบ!”
“จะต่ออีกหรือ?!”
ยังไม่ทันที่จะได้ตอบตกลง ไม้บรรทัดลงทัณฑ์ก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาแล้ว
—ครานี้จุดบอด ‘หนึ่ง’ ของกระบี่นางนั้นหายไปแล้ว พร้อมทั้งแรงกดดันที่มากกว่าเก่า
ต่อให้หลี่โม่ใช้เก้ากระบี่เดียวดาย ก็มิอาจหาช่องโหว่เจอ—อย่างน้อย ‘ระดับเริ่มต้น’ ย่อมหยุดนางไม่อยู่แน่
….
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
บั้นท้ายของหลี่โม่จึงถูกกระหน่ำตีราวกับพายุฝนกระหน่ำ
เพียะ—
เพียะ—
เพียะ—
“เสียงดังอะไรกันแต่เช้าเชียว” ซางอู่โผล่หน้ามาจากชั้นบน พอเห็นภาพในลาน อาจารย์สาวก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
นางเกาศีรษะหาวหวอด
“นี่มัน…การฝึกแบบใหม่อีกแล้วรึ…”
…
ไม่นานนัก การประลองก็สิ้นสุดลง อิ๋งปิงเก็บไม้บรรทัดเข้ามิติไป
หลี่โม่อยากเอนหลังบนเก้าอี้ แต่พอแตะนิดเดียวก็เจ็บแปลบขึ้นมา—
เฮ้อ…ในด้านวิถีกระบี่ เขากับ ‘บุตรีแห่งลิขิตสวรรค์’ ช่องว่างยังจัดว่าใหญ่นัก ถึงแม้ว่าในบรรดารุ่นเดียวกันเขาจะแข็งแกร่งมากแล้วก็ตาม
แล้วก่อนหน้ามันเกิดอะไรขึ้น… ทำไมนางถึงมีช่องโหว่ที่บั้นท้ายอย่างชัดเจนขนาดนั้นได้?
…หรือว่านางออมมือให้?
ยิ่งคิดยิ่งหน่วงใจ—เขาพลันนึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง
“เมื่อคืนยังช่วยข้าถูหลังอยู่เลย…ตอนนี้คงเคืองกันเป็นแน่”
หลี่โม่กุมขมับ—น่าหนักใจนัก เหตุเพราะอิ๋งปิงคือแหล่งลงทุนอันดับหนึ่งของเขา…
คือคนสำคัญผู้เป็น ‘สปอนเซอร์หลัก’ แท้ ๆ แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?
“ยัยก้อนน้ำแข็งก็ไม่ค่อยชอบของอะไรเป็นพิเศษเสียด้วยสิ” หลี่โม่เกาศีรษะ
ทันใดนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นในใจ
[ขอแสดงความยินดี ช่วยให้ ‘อิ๋งปิง’ ได้ค้นพบข้อบกพร่องในเพลงกระบี่ของตนเอง]
[ของตอบแทนจากการลงทุน: น้ำค้างเหมนต์ 1 หยด]
[น้ำค้างเหมันต์]: หยาดน้ำค้างแห่งความเยือกแข็งปฐมภูมิที่สั่งสมเป็นหมื่นปีจึงรวมเป็นหยดเดียว บำรุงจิตวิญญาณ หล่อเลี้ยงจิตเทพ เป็นของวิเศษชั้นยอด!
…
อีกฟากหนึ่ง
ภายในศาลาชิวสุ่ย อิ๋งปิงปิดประตู นั่งลงบนเตียงหยกไขกระดูกเยือกแข็งอย่างช้า ๆ
ทว่าทันทีที่สัมผัสบริเวณที่ถูกตีเมื่อครู่ พลันความรู้สึกซาบซ่านราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านปรากฏขึ้นมาในใจ
นางกลั้นหายใจอยู่นาน สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่—
“ฟู่…”
อยากลบภาพเมื่อครู่ทิ้งจากหัวให้เกลี้ยง!—ทว่าแจ้งเตือนของระบบก็โผล่มารบกวนอีก
[ยินดีด้วย รางวัลได้ถูกใช้เรียบร้อย]
“อืม…”
อิ๋งปิงเม้มริมฝีปากแน่น สะบัดแขนเสื้อหนึ่งที อักษรวิบไหวจึงสลายไป
ต้องพักหายใจอยู่นาน กว่าความรู้สึกแปลกประหลาดในอกจะซาลง—ตราบใดที่อันดับยังอยู่ต่ำกว่าเขา มิใช่เพียงแค่ ‘บทลงโทษของผู้พ่ายแพ้’ แต่ยังพ่วง ‘รางวัลวิปริต’ มาอีก!
นางจะต้องไม่แพ้… และไม่ควรแพ้อีกเป็นอันขาด!
นางเองก็ยังคงไม่ค่อยเข้าใจ ว่าเหตุใดหลี่โม่จึงอยู่เหนือกว่านางได้
“ทำไมถึงข้า ถึงปล่อยให้เขา.....ตีโดนได้?”
“กระบี่ของเขาจู่ ๆ ก็แปลกประหลาด”
“หรือว่า… สัมผัสได้ถึงขอบเขตเคล็ดวิชาที่ใกล้เคียงมรรควิถีแห่งเซียนแล้วจริงๆ?”
แววตานางขุ่นมัวด้วยความคิด ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ—ไม่… นี่ไม่ถูกต้อง เขาอาจสัมผัสได้ถึงหนทางแล้ว… แต่ก็เพียงแค่หน้าประตูเท่านั้น
พอกำจัดสิ่งรบกวนใจ นางจึงไม่เปิดช่องให้กระบี่ประหลาดนั่นสอดแทรกได้อีก
ที่สำคัญ ระยะนี้เขาแทบไม่ได้ฝึกค้อนเลย—เป็นเพราะอะไรกัน?
ยิ่งคิดเท่าใดก็ยิ่งสับสน
“สิ่งเดียวที่ทำได้—คือทำตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น” อิ๋งปิงสูดลมหายใจลึก
คัมภีร์กระบี่เทวะเมฆาเป็น ‘วิชาระดับเทพ’ เนื้อหากว้างใหญ่ เป็นยอดสุดของวิชายุทธ์แห่งเก้าฟ้าสิบพิภพ หาใช่เรียนพอประมาณแล้วจะเข้าใจสิ้น จำเป็นต้องพิสูจน์และฝึกฝนอย่างไม่หยุดหย่อน
ว่าแล้วนางก็ทบทวนกระบวนท่าแรกของกระบี่—มีช่องโหว่เล็ก ๆ ที่ยังไม่กลมกลืนพอ
แต่เมื่อคิดทบทวน ก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะนึกถึงกระบี่สุดท้ายของหลี่โม่—กระบี่ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ…
ภาพและความรู้สึกที่นางอยากจะขับไล่ออกไป กลับฉายซ้ำไปซ้ำมาในสมองอย่างไม่หยุดหย่อน.....
…
หลายวันต่อมา
ชีวิตของหลี่โม่เรียบง่ายอย่างยิ่ง—เข้านั่งเพ่งพินิจปราณญาณเทพ ขัดเกลาจิตวิญญาณ แล้วก็ฝึกกระบี่
นับจากวันนั้น ‘ไม้บรรทัดลงทัณฑ์’ ของยัยก้อนน้ำแข็ง แทบไม่เคยห่างจาก ‘บั้นท้าย’ ของเขาเลย
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์—คัมภีร์เก้ากระบี่เดียวดายของเขาคืบหน้าไปสู่ ‘ขั้นเชี่ยวชาญ’ แล้ว
ในวันนี้… หลี่โม่ดึงจิตลงสู่ตันเถียน
ภายใต้แสงสว่างของโอสถลึกลับ จิตวิญญาณที่จับรูปเป็น ‘มนุษย์ตัวน้อย’ เริ่มมีอักขระเทวะที่ลึกลับซับซ้อนปรากฏขึ้น และดับสูญไปบนร่างของมัน—ทั้งหมดคือรอยที่เขาค่อย ๆ สลักทับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ปราณญาณเทพ
เพียงไม่กี่วัน จุดชีพจรที่เปิดออก ก็ถูกทำให้มั่นคงโดยสมบูรณ์แล้ว!
ต้องยกความดีให้ ‘น้ำค้างเหมันต์’ กับ ‘ภาพนิมิตจักรพรรดินีหงส์สวรรค์สู่มรรคาแห่งเซียน’ ที่บ่มเพาะอยู่ในมิติโลกของเขา
“จิตวิญญาณของแต่ละคน แบกรับ ‘รูปเทพ’ ได้ไม่เท่ากัน—เช่นยัยก้อนน้ำแข็ง…เห็นชัดว่าไม่ได้หยุดที่รูปเดียว”
“ไม่รู้ว่าในอนาคตของข้า จะมีรูปลักษณ์เทพอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก” เขาผ่อนลมหายใจเบา ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงเคาะประตูหน้าศาลาก็ดังขึ้น
ผู้มาไม่มิใช่คนแปลกหน้า
“ศิษย์น้องหลี่ พวกเราต้องออกเดินทางไปแคว้นอวิ๋นกันแล้วนะ”
โอวหยางสะพายห่อเครื่องเขียนสำหรับวาดภาพพะรุงพะรัง พลางโบกมือทักทายอย่างคึกคัก