- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 158 อย่างไรก็ใส่ชุดอาบน้ำไว้อยู่แล้ว
บทที่ 158 อย่างไรก็ใส่ชุดอาบน้ำไว้อยู่แล้ว
บทที่ 158 อย่างไรก็ใส่ชุดอาบน้ำไว้อยู่แล้ว
ร่างของอินหัวเซวียนทรุดฮวบกระแทกพื้นไร้เรี่ยวแรง
ทว่าเค้าลางพลังของฝูถูกลับพุ่งทะยานขึ้นเป็นลำดับ เงาพยัคฆ์และสือดาวที่ลอยอยู่ด้านหลังค่อย ๆ หลอมคืนสู่กาย เกล็ดเล็ก ๆ เริ่มผุดขึ้นบนผิวหนัง เนินกระดูกเหนือหว่างคิ้วปูดโปนราวมีบางสิ่งจะงอก ท่าทีโดยรวมคล้ายช่วงรุ่งเรืองที่สุดของอินหัวเซวียนไม่มีผิด
“แค่ฆ่าอีกสักคนก็—”
ฟู่ม!
ค้อนเล็กกระหน่ำทุบลงมา—เร็วก็ไม่เชิง ช้าก็ไม่ใช่—จังหวะแปลกจนตั้งรับไม่ทัน
กฎของราชานักสู้ ข้อที่หนึ่ง!
ยามที่คนกำลังวางท่าอวดเบ่ง มักจะไร้ซึ่งสมอง การลอบโจมตีในช่วงเวลานี้มักให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเสมอ
ฝูถูยิ้มเหี้ยม “ช่างเหมาะจะไปยอดเขาเทพศาสตราจริง ๆ น่าเสียดายที่เจ้าเลือกเข้ายอดเขาหยกงาม แบบนี้ก็มีแค่ตาย”
เขาเป็นปราณญาณเทพขั้นแปด อีกทั้งวิชาหลอมโลหิตร้อยอสูรก็ใกล้สมบูรณ์ กายกำลังจะแปรเป็นอสูรมังกรวารี
ส่วนหลี่โม่…เพิ่งแตะขั้นปราณญาณเทพ แม้จะแกร่งผิดมนุษย์ ก็มิน่าจที่จะสู้เขาได้—ความเข้มแข็งที่พรวดขึ้น ทำให้ใจฝูถูทะนงยิ่งกว่าเดิม
ค้อนมาใกล้ตัว—เขาสวนด้วย ‘หมัดเสือดาวอัสนี’ อำนาจการปะทะรุนแรงยิ่ง
โครม!
ค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์บรรจุแรงนับหมื่นชั่ง เก็บงำไว้จนกระทั่งแตะกันจึงระเบิด—ชั่วพริบตา แขนข้างนั้นแตกกระจาย เลือดเนื้อพลันปลิวว่อน
นี่ไม่ถูกต้อง!— ฝูถูที่ถูกซัดปลิวตระหนก
“เมื่อครู่ค้อนไม่ได้หนักเยี่ยงนี้—”
เปล่าเลย เมื่อครู่คือ ‘ลูก’ ของมัน—ส่วนอันนี้… ‘พ่อ’ ตัวจริง หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ
บัดนี้หลี่โม่เข้าสู่ปราณญาณเทพแล้ว แม้ยังไม่ใช้กระบวนท่า ‘เจ็ดปฐพีปราบนภา’ แต่เพียงวาดค้อนธรรมดา แรงก็ไม่รั่วแม้แต่เสี้ยวเดียว
มีเพียงตอนที่โดนทุบเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าค้อนนี้หนักสี่สิบหรือแปดสิบกันแน่
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสาศิลาทั่วป่าหินธาราสะบั้นเป็นผง
“หืม? ยังไม่ตายอีกเรอะ” หลี่โม่ขมวดคิ้ว
ไม่แปลกที่เหล่าผู้อาวุโสเคยช่วยชีวิตฝูถูจากซางอู่ได้—ผู้ฝึกวิชา ‘หลอมโลหิตร้อยอสูร’ นั้น ถึกดั่งแมลงสาบ พลังชีวิตเหนียวเป็นพิเศษ ต่อให้ค้อนระดับเทพศาสตรากระแทกก็ยังเอาไม่ลงในทีเดียว
เมื่อเห็นค้อนด้ามสั้นในมือหลี่โม่ สายตาฝูถูสั่นระริก
“ค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์… วันนั้นที่ถ้ำเทพศาสตราวุธสั่น—เหตุเพราะศาสตราเทพยอมรับเจ้ารึ! และเจ้าก็ใช้มันได้จริง…”
ต้องหนี! ความคิดแรกผุดขึ้น—เสื้อผ้าด้านหลังของเขาฉีกขาด ปีกคู่หนึ่งงอกออกมาอย่างกะทันหัน กระพือเพียงครั้งเดียวก็พาร่างของเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมเป่าหวีดกระดูกที่ได้จากอินหัวเซวียน
เหยี่ยวเขาขาวไม่สนผู้ใด สนแต่สัญญาณ—พอรับคำสั่งโจมตี มันก็พุ่งฟาดลงดั่งสายฟ้า
ทว่าภายใต้จันทราพราวแสง หลี่โม่เห็นทุกสิ่งเชื่องช้ากว่าปรกติ ก้าวเอียงตัวเพียงเล็กน้อย กรงเล็บมหึมาก็ฉิวเฉียดไหล่ออกไป
กระบี่เพลิงสีชาดสะบัดย้อน—คมเพลิงสุริยะจากเคล็ดกระบี่สุริยันก็ฟาดขวาง
ฉัวะ—
พลังคู่หยิน–หยางจากแกนโอสถสองดวง แฝงไว้ด้วยความคมกล้าที่บาดลึก ราวกับสามารถทะลวงได้แม้กระทั่งท้องฟ้า—เพียงหนึ่งกระบี่ สามารถเจาะทะลุปีกเหยี่ยวจนเลือดโปรยเป็นสาย มันม้วนร่วงลงดิน
“ไอ้ของไร้ประโยชน์!” ฝูถูกัดฟันสาบแช่ง—ในยามนี้เขาเสียใจอย่างสุดซึ้ง ถ้ารู้แต่แรก เขาไม่ควรจะไปช่วยอินหัวเซวียนหนีออกมาเลย ควรจะฆ่าทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนั้น
ปัง—
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงระเบิดอากาศดังขึ้นจากด้านหลัง พลันขนลุกซู่ทั้งร่างกาย
หลี่โม่เหยียบช่องว่างขึ้นกลางหาว—แบกค้อนพุ่งข้ามมา
ฝูถูคิดที่จะต่อต้าน ทว่าในยามนี้เขากลับรู้สึกว่าตนเองเป็นปลาที่ถูกโยนขึ้นมาบนบก อากาศรอบกายแข็งตัวราวกับเหล็กกล้า
ครืน—
เพียงค้อนเดียว ฝูถูก็กระดูกหักเอ็นขาด เขาถูกอัดจมหายลงพื้น ธรณีสั่นสะเทือน คลื่นกระเพื่อมแตกเป็นวง
“ข้ายังไม่งัดถึง ‘แปดสิบ’ เลย”
หลี่โม่ปลดแรงหนุนจากเมล็ดพันธุ์โลกก่อนเก็บค้อน—ก่อนเปลี่ยนมาใช้เคล็ดกระบี่สุริยัน ยิงประกายกระบี่อันร้อนระอุออกไปสิบกว่าสาย พุ่งเข้าไปในหลุมลึกนั้น
กฎราชานักสู้ ข้อที่สอง!
เมื่อศัตรูล้ม—ต้องซ้ำให้จบ ปิดบัญชีโดยไร้ความปรานี
เสียงฉวัดเฉวียนของกระบี่พุ่งฉีกอากาศ—คมกระบี่กว่าหนึ่งโหลกวาดกระหน่ำไม่หยุด แต่หลี่โม่ยังรู้สึกว่าไม่พอ เตรียมที่จะถือค้อนสะบั้นดารากระโดดลงไปในหลุม
“ตอนที่เจ้าฟาดค้อนลงไปครั้งแรก มันก็ตายไปนานแล้ว”
เสียงของผู้อาวุโสหานเฮ่อดังมาจากด้านหลัง ใบหน้าชักกระตุกเล็กน้อย เหตุเพราะบรรดาผู้อาวุโสยังอยากที่จะรีดข้อมูลจากคนทรยศอยู่
“ข้าบอกให้ไป ‘ตามจับ’ มิได้บอกให้มาทำลายศพ!”
หลี่โม่ชักกระบี่กลับ แล้วยิ้มเจื่อน
“สิงโตล่ากระต่ายยังต้องเต็มกำลัง ศึกจริงจะออมมือได้เยี่ยงไรล่ะขอรับ—คราวหน้าโปรดผู้อาวุโสแจ้งข้าให้เร็วกว่านี้”
หานเฮ่อ “…”
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะสาวลึกถึงผู้สมรู้ร่วมคิดของอินหัวเซวียน โยงรวบมัดทีเดียวค่อยสอบสวน—แต่เหลือรอดเพียงแค่เหยี่ยวเขาขาวตัวเดียว จะเอาอะไรไปซักถามกัน!
แต่ก็ต้องโทษพวกเขาเองด้วย เพราะตอนที่ส่งศิษย์ออกไป ก็มิได้บอกว่าต้องออมมือ
ใครเล่าจะไปคิดว่าจะมีศิษย์ขั้นปราณญาณเทพคนไหน ที่สามารถฆ่าอินหัวเซวียนได้ก่อนที่พวกตนจะมาถึง!—แถมยังจัดการผู้สมรู้ร่วมคิดไปพร้อมกันอีก
เจ้าเด็กนี่ก็เพิ่งจะบรรลุขั้นมา…
หากได้ไปเมืองกระบี่หงเหวิน เข้าร่วมงานชุมนุมจอมยุทธ์แคว้นอวิ๋นล่ะก็—
“ผู้อาวุโสหานเฮ่อ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วนะขอรับ”
หลี่โม่เงยดูท้องฟ้า—สื่อชัด ๆ ว่า… ข้าอยากเลิกงานแล้ว!
…
ศาลาชิวสุ่ย
แสงจันทร์รินเป็นเส้นเหมือนสายน้ำตก คลี่คลอไปทั่วทั้งลาน เงียบงันจนเหมือนมีเสียงหยกใสกังวานสะท้อนในอากาศ
แรงสั่นสะเทือนจากการทะลวงด่านของอิ๋งปิงรุนแรงจนเหมือนจะเขย่าฟ้าดิน
นางลืมตาขึ้นมองไปยังอาจารย์สาว
ซางอู่พยักหน้าเบา ๆ
ซ่า—
นางก้าวขึ้นจากน้ำพุร้อนแห่งไอหมอก เงาบัวล้อมกายโผล่ขึ้นกดทับพื้นที่โดยรอบ ตัดขาดความแปรปรวนไม่ให้เล็ดรอดพ้นลาน
“ฟู่…” แรงกระเพื่อมที่หว่างคิ้วของอิ๋งปิงมิได้ถูกกดไว้อีกต่อไป
ไม่นาน—นกหงส์น้อยที่นางร่างขึ้นมา ในที่สุดก็ก่อตัวเป็นรูปร่าง และหายเข้าไปในจุดชีพจรกลางหว่างคิ้ว
แม้จะยังคงเป็นนางคนเดิม—แต่หลังจากเปิดจุดแล้ว กลิ่นอายสูงศักดิ์ดุจหยกน้ำแข็งพลันเพิ่มพูน ยิ่งสะอาดเย็นและน่าเกรงขามขึ้น
ทว่าร่างกายก็อ่อนล้า—เมื่อครู่เพิ่งเผาผลาญจิตวิญญาณไปกว่าครึ่ง พลังจากแกนโอสถสองดวงเองก็เหือดแห้ง
“ข้าง่วงแล้ว—เจ้าฟื้นตัวเองไปก่อนสักพักนะ” ซางอู้อ้าปากหาว
“ขอบคุณท่านมาก” อิ๋งปิงพยักหน้าขอบคุณ นางเองก็ต้องเร่งฟื้นฟูกลับมาให้ไว
ยามจื่อใกล้เข้ามา— นั่นหมายความว่าระบบกำลังจะเริ่มจัดอันดับแล้ว
กระทั่งตัวอักษรนับถอยหลังก็ลอยขึ้นตรงหน้า
【00:12:30】
【00:12:29】
……
ในขณะนั้นเอง
ตึก—
เสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกบ่อน้ำพุร้อน มีคนกำลังก้าวเข้ามาข้างใน
อิ๋งปิงเลิกคิ้วเล็กน้อย—เมื่อครู่นางมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องอันดับ จนไม่ทันระวังตัวว่าใครย่างเข้ามาสู่ศาลาชิวสุ่ย
ใครกัน?
สัมผัสจิตอันคมกริบจับตัวตนได้—
… หลี่โม่นี่เอง
ก็ถูก ซางอู่ยังอยู่ที่นี่ นอกจากเขาแล้ว ใครเล่าจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาได้
“เหนื่อยชะมัด ขอลงแช่ให้สบายตัวหน่อย ฮิ ๆ” เสียงเขาลอยมา
นัยน์ตาอิ๋งปิงชะงักวูบ—ทำไมต้องเป็นเวลานี้ด้วย… แล้วนางจะทำอย่างไรดี?
แต่เพียงชั่วครู่เดียว สีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ
ก็แค่แช่น้ำด้วยกัน—ไยต้องใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
อย่างไร… ก็ ‘ใส่ชุดอาบน้ำ’ ไว้อยู่แล้ว
“เอ๊ะ?”
“ยัยก้อนน้ำแข็ง เจ้ายังอยู่อีกหรือ?”