- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 157 ยัยก้อนน้ำแข็งทะลวงด่าน, คนของพรรคอสูรก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
บทที่ 157 ยัยก้อนน้ำแข็งทะลวงด่าน, คนของพรรคอสูรก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
บทที่ 157 ยัยก้อนน้ำแข็งทะลวงด่าน, คนของพรรคอสูรก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
ปัง—
ค้อนทุบลงเสียงดัง ราวกับทุบหนังวัวที่ขึงตึง
อินหัวเซวียนกระเด็นปลิวไปด้านหลัง ทว่ากลับบิดกายกลางอากาศได้อย่างประหลาด ตัดทอนแรงปะทะจนสิ้น
เมื่อตกพื้น แรงที่เหลือล้วนถูกถ่ายเทลงดิน จนเศษหินกระจายพร่าง
หลี่โม่เหลือบมองนกอินทรีเขาขาวที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่ยังมิได้ยิงลูกศรสัญญาณออกไป
เนตรทิพย์ลิขิตฟ้าไล่กวาดมอง—
【ชื่อ: อินหัวเซวียน】
【อายุ: 70】
【รากฐานกระดูก: กายาฝึกโลหิตร้อยอสูร】
【ขอบเขต: ภูมิทัศน์ภายในขั้นแปด】
【ลิขิตฟ้า: น้ำเงินปนเทา】
【ประเมิน: ผู้พิทักษ์แห่ง ‘พรรคอสูรปลุกวิญญาณ’ สังกัด หอสัตว์ร้อยอสูร’ กระดูกอสูรอัสสราบิ่น ภูมิทัศน์ภายในถูกปิดผนึก อยู่ในสภาพบาดเจ็บหนัก】
【เหตุการณ์ล่าสุด: ใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำ ตั้งใจขี่พาหนะหนีออกจากสำนักชิงเยวียน】
…
【ชื่อ: ฝูถู】
【อายุ: 45】
【รากฐานกระดูก: กายาฝึกโลหิตร้อยอสูร】
【ขอบเขต: ปราณญาณเทพขั้นแปด】
【ลิขิตฟ้า: น้ำเงิน】
【ประเมิน: ผู้รับคนเข้า ‘หอร้อยสัตว์อสูร’ ลูกน้องของอินหัวเซวียน, แฝงตัวอยู่ในสำนักชิงเยวียนมาสามสิบปี, จิตใจลึกล้ำยากหยั่งถึง, รากฐานกระดูกโดยกำเนิดย่ำแย่มาก, หวังว่าจะได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นในพรรคอสูรปลุกวิญญาณ เพื่อพลิกเส้นชีพจรเปลี่ยนชะตา】
【เหตุการณ์ล่าสุด: ช่วยอินหัวเซวียนหลบหนี ได้ทิ้งกลไกบางอย่างไว้ในร่างกายของเขา】
บนใบหน้าของอินหัวเซวียนปรากฏสีเลือดแดงก่ำคล้ายคนป่วย
“ฝูถู! หากชักช้าจะเสียการ หากไม่ร่วมมือกันกำจัดมัน เจ้ากับข้าคงต้องถูกฝังไว้ที่นี่ทั้งคู่!”
คำยังไม่ทันขาด เขากระตุ้นปราณสุดกำลัง เกล็ดผุดขึ้นทั่วกาย ดังอสุรกายกึ่งมังกรวารี
คลื่นอำนาจกวาดวายุซัด ป่าหินธาราสั่นสะท้าน หลักหินหักโค่นเป็นแถบ
ทว่าด้วยเขากลางหน้าผากนั้นแตกบิ่น ทำให้พลังด้อยกว่าเมื่อครั้งยังอยู่ที่อำเภอชิงเหอไม่น้อย
โจทก์เก่าเจือแค้นใหม่ เปิดฉากก็ทุ่มสุดฝีมือ
นกอินทรีเขาขาวพลันโผผินจากเวหา โถมลงพร้อมกัน
“ท่านผู้อาวุโสอินหัว… ห่างกันไม่กี่วัน ตกต่ำลงได้ถึงเพียงนี้เลยรึ?”
หลี่โม่ก้าวรับก่อนพลิกใช้กระบวนท่า มือขวาชักกระบี่เพลิงสีชาด เกิดเป็นประกายแสงเจิดจ้า เงากระบี่ซ้อนทับกันราวกับวงแหวนสุริยัน
ครั้นในกายมีโอสถลึกลับสองดวง ยอดวิชา ‘กระบี่สุริยัน’ ก็เปล่งแสงออร่ายิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“ตาย!” ฝูถูพุ่งถึงตัว ดวงตาเยียบเย็นดั่งคมมีด
เสียงคำรามของพยัคฆ์และเสือดาวดังกึกก้อง เงาของมันปรากฏขึ้นด้านหลังเขาราวกับเป็นของจริง แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์
นี่คือผลแห่ง ‘คัมภีร์รากฐานปราณญาณเทพ’—อาศัยภาพนิมิตปราณญาณเทพสลักรูปลักษณ์ในวิญญาณ เสริมกำลังขณะลงมือให้พุ่งทวี
ภายใต้การบีบล้อมถึงเพียงนี้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณญาณเทพโดยมาก ย่อมมิอาจต้านทานได้นาน
แต่ที่หว่างคิ้วหลี่โม่ ช่องจุดที่เพิ่งเปิดกลับเรืองจ้า
แม้เขาเพิ่งเปิดได้เพียงหนึ่งจุด—กำลังวิญญาณยังมิพอวาด ‘รูปลักษณ์เทพแห่งวิถี’ อันมโหฬารได้
ทว่าหากปล่อย ‘ละอองจันทรา’ ออกมาคุ้มกายเพียงเล็กน้อย ก็ยังนับว่าเพียงพอ
วูม—
ไอจันทราห่อหุ้มร่างราวกับผ้าโปร่งบางเบา
ชั่วพริบตา ทุกสรรพสิ่งรอบกายช้าลง ราวกับหลี่โม่แลเห็นขนปีกของอินทรีเขาขาวที่ฉวัดเฉวียนรวดเร็วปานสายฟ้าทีละเส้น
“ไม่… ไม่ใช่พวกมันช้า… แต่ข้าต่างหากที่เร็วขึ้น” ความแจ่มชัดผุดขึ้นกลางใจ
เร็วหรือช้ามิใช่เพียงความเร็วของกาย
หากแต่คือ— ‘กาลเวลา’
…
ยอดเขาอสูร
ผู้อาวุโสหานเฮ่อเป็นคนแรกที่ทะยานมาถึง เขามองไปยังกลุ่มของโอวหยาง ก่อนกวาดตามองซากสัตว์อสูรที่เกลื่อนพื้น จึงขมวดคิ้วแล้วถาม
“พบร่องรอยอินหัวเซวียนหรือไม่”
สตรีถือกระบี่ชุดรัดกุมโค้งคำนับ
“คารวะผู้อาวุโส—เมื่อครู่สัตว์อสูรเกิดคลุ้มคลั่งโดยไร้เหตุ จึงต้องจุดพลุศรสัญญาณขอแรงหนุนเจ้าค่ะ”
“คลุ้มคลั่ง?”
หานเฮ่อยกคิ้วประหลาดใจ ที่เห็นมีเพียงซากพวกระดับเก้ามิใช่หรือ
โอวหยางปาดเหงื่อ
“แท้จริงเมื่อครู่มีระดับเจ็ดมากโขอยู่ขอรับ…”
“แล้วบัดนี้เล่า?”
“ถูกศิษย์น้องหลี่สังหารสิ้นแล้วเจ้าค่ะ”
หานเฮ่อชะงักกึก
—แล้วซากพวกมันหายไปไหนกัน…
โอวหยางลดเสียงลง “เสี่ยวหลีดูท่าจะมีมิติเก็บของ ฆ่าเสร็จก็เก็บใส่ไปทันที”
หานเฮ่อ “…..”
ศิษย์สายตรงที่ตามมา “…..”
ดูท่ามือไม้จะไม่สะอาดพอควร
หานเฮ่อยกมือกุมขมับอย่างจนใจ
“พอแล้ว พวกเจ้าเล่ารายละเอียดทั้งหมดเมื่อครู่มาให้ชัด”
“ผู้อาวุโส ข้าลงภาพไว้หมดแล้ว ท่านควรดูด้วยตาตนเองเลยจะดีกว่า”
โอวหยางชูสมุดภาพขึ้น
หานเฮ่อเหลือบมองเขาอย่างฉงน—เป็นภาพหลี่โม่สังหารฝูงอสูร แล้วทะยานไล่เหยี่ยวเขาขาวไปบนเวหา
“เกิดความคลุ้มคลั่ง… แต่ไยนกเขาขาวตัวนั้นดูเหมือนมิได้เสียสติ”
หานเฮ่อครุ่นคิด หากไม่เสียสติ เหตุใดจึงปะปนอยู่กับสัตว์อสูรเหล่านี้?
“ตามเหยี่ยวเขาขาวนั่นไปดูกัน”
ว่าแล้วเขาก็เหินฟ้าออกไปอีกครั้ง
—
ขณะเดียวกัน
ที่ศาลาชิวสุ่ย ณ น้ำพุร้อนแห่งไอหมอก
แสงจันทร์นิ่งสงบรินรดลงบนยอดเขาจำลอง ไออุ่นลอยกรุ่น เสียงน้ำกระทบขอบสระดังแผ่วเป็นระยะ อิ๋งปิงสวมชุดอาบน้ำพอดีตัว เมื่อกายจมลงในสระ เสื้อผ้าก็แนบสัดส่วนที่โค้งระหง
ต้องยอมรับ—น้ำพุร้อนนี่สบายอย่างยิ่ง...
พอลงแช่ ก็ราวกับมีปลาตัวน้อยแทะเล็มผิวเบา ๆ การโคจรของแกนโอสถทั้งสองในตันเถียนก็เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จิตวิญญาณก็เหมือนมีฝ่ามืออ่อนโยนลูบปลอบให้ราบเรียบ
ชั่วขณะนั้น ใจนางนิ่งสงบ—ทั้งลำดับในระบบ เหตุแปรปรวนของสวรรค์ปฐพี และภัยที่สำนักชิงเยวียนต้องเผชิญ… ล้วนถอยห่างออกไปไกล
“สบายล่ะสิ” ซางอู่ยิ้ม
“ข้าเปิดช่องบนยอดหินไว้ เจ้าจะได้เห็นจันทร์จากในนี้ด้วย”
“อืม…”
อิ๋งปิงแหงนมองดวงจันทร์นวลในฟ้า—บัดนี้นางควบคุมพฃัไท่อลังไว้ภายในกายได้ เหตุเพราะสัมผัสถึงต้นกำเนิดแห่งพลังนั้นแล้ว
เปิดจุด!
วูม—
คลื่นพลังประหลาดพลันแผ่ซ่าน ผิวน้ำสั่นระริก ซางอู่ที่กำลังจิบสุราฉีกยิ้ม ดื่มหมดถ้วยภายในอึกเดียว
“เสี่ยวปิงเอ๋อร์ เจ้าไวใช้ได้เลยนะ”
ด้วยพลังของหงส์อมตะเก้าสี กอปรกับการเพ่งพินิจต้นไม้เทพสัมฤทธิ์ อิ๋งปิงก็มาถึงจังหวะทะล่วงด่านแล้ว—แสงหยกพลิ้วไหวค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตรงหว่างคิ้ว
ซางอู่หาวหนึ่งคำ พลางนั่งคุ้มกันพลังให้ศิษย์สาว
นางเหลียวมองนอกเขาจำลอง “เจ้าศิษย์รักของข้า คืนนี้จะกลับมาหรือไม่หนอ…”
…
ป่าหินธารา
การต่อสู้ได้ดำเนินมาถึงจุดดุเดือด—หลี่โม่มือขวาถือกระบี่เพลิงสีชาด มือซ้ายกำค้อนสะบั้นดารา ฟาดฟันซ้ายขวาสลับกัน
ลมค้อนกับประกายกระบี่คำรามสะเทือนสุญญากาศ โขดหินศิลาแลงทลายไม่ขาดสาย และยิ่งเมื่อแสงจันทร์โอบรอบกาย เขายิ่งพริบพรายและรวดเร็วขึ้น—สามารถเจาะช่องจากการรุมของสองคนหนึ่งอสูรได้ ตีกลับจุดอ่อนฝ่ายตรงข้ามจนตั้งรับไม่ทัน
“เจ้าเด็กนี่! ถึงจะไม่มีวิชาลับแล้ว…กลับประหลาดยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก” อินหัวเซวียนกราดเกรี้ยว กำลังคิดจะสู้ถวายหัว
ทันใดนั้น—พลังในกายกลับหายไปอย่างรวดเร็ว เกล็ดมังกรบนผิวสลายหายทีละแผ่น ลมปราณทั้งหมดถูกรั้งไว้ไปรวมกันที่ท้อง!
ฉึก—
มือหนึ่งทะลุผ่านท้องของเขาจากทางด้านหลัง
“อินหัว เจ้าช้าไปแล้ว—ต่อให้ฆ่าหลี่โม่ได้ เจ้าก็หนีไม่รอดอยู่ดี”
เสียงของฝูถูที่แฝงด้วยรอยยิ้มเย็น—เขากระชาก ‘เมล็ดพันธุ์อสูร’ ที่ห่อด้วยโอสถลึกลับของอีกฝ่าย ออกจากท้องอย่างไม่ลังเล
“หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในสำนักชิงเยวียน แล้วข้าจะหลับลงได้อย่างไร”
หลี่โม่ “…..”
เยี่ยมจริง… คนในพรรคอสูรปลุกวิญญาณเป็นกันอย่างนี้นี่เอง—ต่อให้เป็นพวกเดียวกัน ก็ยัง ‘ควักไส้ควักตับ’ กันได้โดยไม่กระพริบตา