เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 156 ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ป่านนี้ข้าคงกำลังแช่น้ำพุร้อนอยู่

บทที่ 156 ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ป่านนี้ข้าคงกำลังแช่น้ำพุร้อนอยู่

บทที่ 156 ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ป่านนี้ข้าคงกำลังแช่น้ำพุร้อนอยู่


เหล่าศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิงขั้นปราณญาณเทพต่างหันมองไปทางที่เสียงดังลั่น—ต้นไม้หักโค่นเป็นทาง สัตว์อสูรสารพัดรูปพุ่งทะยานออกมาด้วยดวงตาแดงฉานไร้สติ กลิ่นอายดุดันกระแทกใบหน้า

ส่วนมากอยู่ระดับเก้า อีกกว่าหนึ่งโหลเป็นระดับเจ็ด—ในจำนวนนั้น มีอยู่ตัวหนึ่งที่บรรลุถึงระดับเจ็ดขั้นสูงสุด มันคือเหยี่ยวดำที่มีเขาขาวและขนที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า

แปลกจริง—เมื่อครู่เดินตรวจยอดเขาอสูรกันอยู่ พวกมันเชื่องเป็นลูกแมวแท้ ๆ ทำไมจู่ ๆ จึงคลุ้มคลั่ง?

ฟิ้ว—!

สวีจื่อฉิงชักคันศรยิง ‘ธนูสัญญาณ’ พุระเบิดเป็นพลุเหนือยอดไม้ ก่อนตะโกนสั่งเสียงดังใส

“ทุกคนแยกกันสกัด!”

ขาดคำ ร่างของคนทั้งกลุ่มก็ถอยหลังไปพร้อมกัน—สวีจื่อฉิงตั้งใจจะหันบอกหลี่โม่ให้คุมพื้นที่ แต่ครั้นเหลือบไป—ก็เห็นเพียง ‘เงา’ พุ่งผ่าน

…อะไรวิ่งเฉียดไปเมื่อครู่?

อ้อ—ศิษย์น้องหลี่… เดี๋ยวก่อน นั่นศิษย์น้องหลี่!

จังหวะกระชั้น หลี่โม่ยังไม่มีเวลาใช้เนตรทิพย์ลิขิตฟ้า ได้แต่วิ่งดักหน้าทีละฝูง—หมีหินยักษ์ระดับเจ็ด ร่างเท่าภูเขาย่อม ๆ โถมฝ่ามือกว้างเท่าฝาหม้อครอบหัวเขา

สวีจื่อฉิงคิดจะพุ่งเข้าช่วย—ทว่าโอวหยางรั้งแขน

“เราไปสกัดกั้นทางอื่นกันดีกว่า”

“แต่—”

“ถ้าต้านไม่ไหวค่อยตะโกนว่า ‘ศิษย์น้องหลี่ ช่วยข้าด้วย!’”

“???”

ตูม—!

กำปั้นของหลี่โม่ลุกวาบด้วยลมปราณสองสาย—เพลิงบรรลัยกับน้ำค้างสวรรค์ หลอมเป็นมังกรคู่พุ่งชน หมีหินยักษ์ปลิวทั้งตัว เกราะศิลาบนแผ่นอกแตกร้าว กระแทกโดนฝูงสัตว์อสูรระดับเก้าไถลล้มไปเป็นแถบ

สวีจื่อฉิง “…”

เหมียวจินอิ่น “…”

โอวหยางผิวปาก “ว่าแล้ว เราไปกวาดฝูงระดับเก้าให้หมดก็พอ”

หลี่โม่เหลียวมองกำปั้นตนเอง—เมื่อครู่มิทันได้ใช้กระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ เพียงแค่ใช้พลังจากโอสถลึกลับสองเม็ดเท่านั้น–จันทราเคลื่อนหมุน อาทิตย์แผดเผา แรงหมีหินที่ว่าขึ้นชื่อเรื่องพละกำลัง ก็ยังทานไม่อยู่

ถ้าสองเม็ดแรงเท่านี้—สามร้อยหกสิบห้าเม็ดในภายภาคหน้า… มิกลายเป็น ‘มนุษย์หัวรบนิวเคลียร์’ เลยหรืออย่างไร?

“ตีนหมีหินย่างคงอร่อย” เขาบ่นเบา ๆ

“ถ้าล้มได้หมดนี่ คงไม่ต้องซื้อกับข้าวไปอีกพักใหญ่”

ถึงปากจะนึกเมนู แต่หน้าที่ก็ไม่ลืม—เขากางเนตรทิพย์ลิขิตฟ้า กวาดหาวี่แววของอินหัวเซวียนไปด้วย

ฉับพลัน—เหยี่ยวเขาขาวระดับเจ็ดสยายปีก ตวัดลมฝ่ากระโจนสุดแรง ดวงตาของมันจ้องเขม็งมาที่หลี่โม่—เขาตั้งท่ารับ

อย่างไรเสียก็เป็นสัตว์อสูรระดับเจ็ดขั้นสูงสุด ต้องให้ความเคารพกันบ้าง

แต่ในวินาทีถัดมา…

มันหักเลี้ยวขึ้นฟ้า ‘บินหนี’ สุดกำลัง

“…” หลี่โม่อึ้งไปชั่วครู่—อ่า… ที่แท้คิดจะเผ่นนี่เอง

เขาสังเกตการณ์ครู่หนึ่ง โอวหยางและคนอื่นๆ สามารถรับมือกับสัตว์อสูรระดับเก้าได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนสัตว์อสูรระดับเจ็ดก็ถูกเขากำจัดไปเกือบหมดแล้ว

เขาจึงพุ่งทะยานตามเหยี่ยวเขาขาวไป ราวกับลูกศรที่หลุดออกจากแหล่ง

ยอดเขาเทพศาสตรา

เมื่อเห็นพลุสัญญาณลุกวาบเหนือยอดเขาอสูร บรรดาศิษย์สายตรงเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน

“ยอดเขาอสูร?”

“นั่นเพิ่งปูพรมค้นหาไปมิใช่หรือ เหตุใดอินหัวเซวยียนยังอยู่ที่นั่น?”

“ท่านผู้อาวุโส ‘ฝูถู’ ขอฝากที่นี่ด้วย พวกข้าจะไปดูให้แน่ชัด”

กล่าวจบ ร่างทั้งหลายทะยานลับไปกับแนวสันเขา

“ระวังตัวด้วย” ฝูถูลุกช้า ๆ แหงนมองไปยังเรือนหลอมเหล็ก—แววตาของเขาขยับไหวเล็กน้อย ก่อนจะเก็บซ่อนกลิ่นอายทั่วร่าง กลบเร้นลมปราณจนเงียบงันก่อนพุ่งทะยานไป ไม่นานก็ถึงเรือนพักของตน เปิดช่องลับใต้พื้น

“พวกนั้นถูกล่อให้ออกนอกทางแล้วใช่หรือไม่?” เสียงทุ้มแหบถามขึ้นจากความมืด

ผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในก็คือ ‘อินหัวเซวียน’ เวลานี้ลมปราณตกฮวบไกลลิบจากวันวาน

“อืม แม้แต่หานเฮ่อก็ออกไปแล้ว” ฝูถูโยนขวดยาให้หนึ่งใบ กับหน้ากากหนังมนุษย์หนึ่งชิ้น

อินหัวเซวียนเพียงสูดดูก็รู้ว่าเป็นยาวิญญาณโลหิต จึงรีบกลืนลงทันที

“หากสำเร็จครานี้ ภาพ ‘มังกรคลื่นวารี’ จะส่งถึงมือเจ้าแน่นอน” พอลมหายใจกลับมา เขาก็กัดฟันเอ่ย

“หากไม่ถอนรากซางอู่กับหลี่โม่ และยึดยอดเขาหยกงามมา การใหญ่ของเราย่อมยากที่จะสำเร็จ!”

“ที่นี่ไม่เหมาะจะสนทนา” ฝูถูเอ่ยสั้นๆ

“ได้ เพียเจ้าพาข้าไปถึงป่าหินธารา ที่เหลือข้าจัดการเอง”

……

ไม่นานนัก 

ฝูงถูกับ ‘มู่หรงเซียว’ ก็ปรากฏตัวขึ้นบนยอดเขาศาสตราเทพ—คนหนึ่งคือผู้อาวุโสของสำนัก ส่วนอีกหนึ่งคือศิษย์สายตรงของหานเฮ่อ สามารถผ่านทางไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค

เมื่อพวกเขาเดินทางผ่านป่าหินธารา ‘มู่หรงเซียว’—หรือแท้จริงคืออินหัวเซวียน—หยิบปี่โลหะออกมาเป่าทำนองที่หูคนมิอาจได้ยิน

พรึ่บ—

เหยี่ยวเขาขาวดิ่งลงมา เกลียวลมกระพือกิ่งไม้ อินหัวเซวียนโล่งใจ นกตัวนี้มีสายเลือดวิหคเผิงเจือจาง ความไวแล่นประหนึ่งสายฟ้า แม้แต่ยอดฝีมือขั้นภูมิทัศน์ภายใน ก็ยากที่จะตามทัน

เขากำลังก้าวจะขึ้นหลังนก—

ครืน!

อากาศแตกกระแทกพื้น ร่างคนหนึ่งร่วงจากฟากฟ้า ราวกับศิลาตกธรณี

อินหัวเซวียน “…”

ฝูถัว “…”

ทั้งสองปรายตามองเหยี่ยวเขาขาวด้วยความงุนงง—เจ้าพาสิ่งใดมาด้วยนี่? คลื่นพลังหาใช่อาณาบริเวณของขั้นภูมิทัศน์ภายใน

เมื่อควันจาง—ก็เผยร่างที่คลุกฝุ่นตามชายเสื้อ

“ร่วงจากฟ้ามาอีกแล้ว… แค่ก” หลี่โม่ปัดฝุ่นสองที ก่อนหยิบโอสถใส่ปาก

เจ้าตัวนี้มันไวจริง! แม้ข้ามีดวงแก่นเร้นลับสองดวง กอบกู้พลังได้ฉับไว ก็ยังเกือบตามไม่ทัน โชคยังดีที่—หืม?

สายตาหลี่โม่สะดุด “ศิษย์พี่มู่หรง?”

เห็นคนผู้หนึ่งยืนเคียงอยู่กับฝูถูไม่ไกล “ศิษย์พี่มาทำอันใดที่นี่”

“ศิษย์พี่หลี่ ไฉนเจ้ามาอยู่ที่นี่เล่า” ‘มู่หรงเซียว’ เหลียวตาให้ฝูถูพลางก้าวเท้าเข้าหา

“ข้าตามเจ้าเหยี่ยวตัวนี้มา” หลี่โม่ยิ้มขำ

“ว่าแต่ม้วน ‘คัมภีร์กระจกจันทรา’ ที่ยืมไปวันก่อน ถึงเวลานัดคืนแล้วกระมัง?”

“พอดีเลย ข้านำติดมือมาด้วย” ‘มู่หรงเซียว’ คลำอกเสื้อ เดินเข้ามาใกล้

ขณะเดียวกัน ฝูถูลอบอ้อมออกข้าง เตรียมฉวยหาโอกาสลอบโจมตี—ครานี้มิใช่ในมิติลับ ต้องฟาดทีเดียวให้จบ!

ครั้งที่แล้ว หลี่โม่ใช้วิชาลับ คงต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเป็นแน่

ครั้งนี้คงไม่มีวิชาแบบนั้นอีกแล้วกระมัง?

“ดูสิ ใช่เล่มนี้หรือไม่....”

‘มู่หรงเซียว’ ยังพูดไม่ทันจบ กระบี่สั้นในอกเสื้อก็แทงออกมา

ฉึบ—

ทว่าพริบตาที่มีดสั้นพุ่งแทง—

เคร้ง!

คมมีดแตกเป็นเศษ—กระบี่เพลิงสีชาดสับฉับเดียวถึงกับแหลกคามือ

“เจ้า—”

“ศิษย์พี่มู่หรงเวลามองข้า ดวงตาจะมีประกาย แต่แววตาคู่นี้…ช่างว่างเปล่านัก” หลี่โม่พลิกมือ ค้อนเล็กยี่สิบพลันปรากฏขึ้น

เขายิ้มสุภาพ

“ยิ่งกว่านั้น—พลังของข้าก็กลับมาเต็มแล้ว”

ครืน—

ค้อนเล็กแหวกอากาศทะลวงเมฆ หลี่โม่คำรามสะท้านไพร

“หากมิใช่เพราะเจ้า—ป่านนี้ข้าคงได้แช่น้ำพุร้อนไปแล้ว!”

จบบทที่ บทที่ 156 ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ป่านนี้ข้าคงกำลังแช่น้ำพุร้อนอยู่

คัดลอกลิงก์แล้ว