- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 139 เขาช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
บทที่ 139 เขาช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
บทที่ 139 เขาช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
ตราประทับทองคำก่อกำเนิด—หลี่โม่พอเดาออกว่าคือสิ่งใด
ส่วนคัมภีร์โอสถดวงดารารอบทิศ…แม้ยังไม่รู้ว่าจัดอยู่ในสายวิชาใด แต่เพียงชื่อก็ชัดแล้วว่าไม่ใช่ของสามัญ
ของตอบแทนที่มากับยัยก้อนน้ำแข็ง ย่อมไม่มีทางต่ำค่าแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น—ยังเกี่ยวพันกับ ‘โอสถลึกลับ’ พอดิบพอดี…ซึ่งเขาเองก็ใกล้จะถึงขอบเขตนั้นแล้ว
“กลับไปค่อยศึกษาก็ยังทัน”
หลี่โม่ดึงจิตคืน กินโอสถลวดลายหกอักษรก่อนปรับลมหายใจ
เขามองพื้นที่มิติที่กำลังยุบตัว พลางพยายามจะยืนขึ้นอีกครั้ง
ทว่าเวลานี้…ปราณภายในเหือดแห้ง ร่างกายก็ถูกรีดเร้นจนเกินทน แค่จะยืนทรงตัว โลกก็ยังหมุนคว้างจนเกือบจะล้มก้นจ้ำเบ้า
ทว่า—ปลายนิ้วขาวผ่องกลับประคองไว้ได้ทัน
หลี่โม่เงยหน้าขึ้น—ไม่ใช่ใครอื่น ยัยก้อนน้ำแข็งนั่นเอง
นางเม้มริมฝีปากสีชาดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว
“ยืนให้มั่น เวลานี้—เจ้าไม่ควรล้ม”
หลี่โม่ “…”
บางครา…เขาก็ไม่เข้าใจความคิดของธิดาสวรรค์ผู้นี้เอาเสียเลย
ความจริงเขาก็พอยืนเองไหว…
แต่ช่างเถอะ—ถึงนางจะเย็นชา ทว่าก็นุ่มละมุน หอมละไม…พิงแล้วสบายใจชะมัด
ไกลออกไป—เงาสนามพลังรูป ‘ต้นกวักเงิน’ สะท้อนแสงทองคำกำลังพุ่งใกล้เข้ามา
ผู้อาวุโสเฉียนมาถึงแล้ว
หลี่โม่ค่อยถอนลมหายใจ ผ่อนคลายลงคลายอย่างสมบูรณ์
อิ๋งปิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามเบาๆ
“วิญญาณนักรบที่อยู่เบื้องหลังเจ้า…คือสิ่งใด?”
พลังนั้น มีรูปลักษณ์ของปราณญาณเทพอย่างชัดเจน—หากอาศัยเคล็ดวิชาลับเร่งเร้าขึ้นมา โดยมากย่อมมีค่าตอบแทนมหาศาล
เช่นเดียวกับนาง—ที่เร่งใช้แก่นแท้หงส์โลหิต ถึงแม้จะกินพลังสะสมของมันเอง นางก็ยังต้องรับภาระอย่างหนัก
พลังยิ่งใหญ่ที่มิใช่ของตน—มักแลกมาด้วยราคาที่สูงลิ่วเสมอ
หลี่โม่เลียริมฝีปากนิดๆ
“บังเอิญได้ยันต์มาแผ่นหนึ่ง…เสียดายที่ใช้ได้แค่ครั้งเดียว”
“ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?” อิ๋งปิงถามต่อ
“อืม…ไม่สบายตัวเอาเสียเลย” หลี่โม่ตอบทันที—คิ้วเรียวของนางขมวดเล็กน้อย
เขาถอนใจยาว
“เมื่อได้สัมผัสพลังอันยิ่งใหญ่—ยิ่งรู้สึกว่าตนเองนั้นอ่อนแอยิ่งนัก”
“อยากก้าวสู่ปราณญาณเทพโดยเร็วเสียแล้ว”
เมื่อพลังระดับนั้นสลายไปจากกาย จะให้ชินในทันทีได้อย่างไร—เวลานี้ทั้งร่างก็เหมือนถูกเติมตะกั่วถ่วงไว้
อิ๋งปิงก้มตาลง แววตาสลับซับซ้อน
เขาแทบไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ—ชี้ชัดว่ายันต์นั้นวิเศษสล้ำค่ายิ่งนัก หาได้ไม่ง่ายแน่นอน
หากมียันต์แบบนั้นอยู่…ครั้งหน้าที่จัดอันดับ นางคงมิอาจก้าวล้ำหลี่โม่ได้ด้วยซ้ำ
คิดถึงตรงนี้ ภาพที่เขาอาบแสงสุริยันราวเทพบนฟ้าก็วาบขึ้นมาในใจ
บัดนี้ หลี่โม่ไร้ยันต์สวรรค์—ขณะที่นางหลอมแก่นแท้หงส์โลหิตได้สมบูรณ์แล้ว
แต่เหตุใดกัน…นางกลับชื่นชมยินดีไม่ลง
ต้องยอมรับตามตรง—หากไร้เขา อย่าว่าแต่จะหาแก่นแท้ นางเองคงยังยืนอยู่ที่นี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ
เสียงสายลมพลิ้ว—ต้นกวักเงินแผ่เงาสนามพลังครอบคลุมทั้งสอง พร้อมฉุดพาถังเสี่ยวเป่ากับเหล่าอัจฉริยะหลายขึ้นไปด้วย
“ยังไม่มีเวลาชี้แจง” ผู้อาวุโสเฉียนยืนบนกิ่งทองคำ เอ่ยอย่างฉับไว
“คนของพรรคอสูรปลุกวิญญาณบุกมาถึงภายนอกแล้ว—กำลังปะทะกันหนักหน่วง ข้าจะพาพวกเจ้าไปยังที่ปลอดภัยก่อน”
เงาไม้ทองคำคลุมห่อหุ้มก่อนทะยานขึ้นฟ้า
เบื้องหน้า— พื้นที่ว่างเปล่าของมิติทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสเฉียนทำหน้าปวดใจ—ควักทองคำบริสุทธิ์ก้อนหนึ่งโยนให้ต้นกวักเงิน
กลิ่นอำนาจของเขาพลันพุ่งสูงขึ้นทันควัน
เสียงระเบิดคำรามดังขึ้น—ต้นกวักเงินพุ่งชนทะลุขอบมิติออกไปได้
หลี่โม่ ‘อืม… เติมเงินแล้วเก่งขึ้นงั้นรึ?’
ชักอยากเลียนแบบผู้อาวุโสเฉียนอยู่เหมือนกันแฮะ
ขณะเดียวกัน ผู้ทรงพลังขอบเขตภูมิทัศน์ภายในรายอื่นก็งัดวิชาประจำตัวออกมาช่วย—เช่น ผู้อาวุโสชุดบัณฑิตแห่งหุบเขาหยกเพลิง แผ่สนามพลังเป็นภูผานทีที่เขียนด้วยหมึก
ส่วนผู้อาวุโสเมืองกระบี่หงเหวินนั้นเรียบง่ายแต่ดุดัน—แปรสนามพลังเป็นกระบี่ยักษ์ ผ่ามิติและกวาดล้างทุกสิ่งบนเส้นทาง
ในที่สุด—ทุกคนก็ฝ่ารอยแยกออกมาจากมิติได้สำเร็จ
ผู้อาวุโสเฉียนว่าไว้ไม่ผิด…ภายนอกกำลังสู้กันอย่างดุเดือด!
สถานการณ์สับสนวุ่นวาย—พรรคอสูรปลุกวิญญาณที่มารับตัวคน กำลังปะทะกับยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศ จนยากจะตัดสินว่าฝ่ายใดเหนือกว่า
“อินหัวเซวียน ไอ้หมาเฒ่า—ข้าอยากอัดเจ้ามานานแล้ว!”
เสียงหนึ่งแหลมคมดุดันแต่ก็หวานฉ่ำดังสะท้อนฟ้า
ดอกบัวสีเพลิงบานสะพรั่ง—
สตรีในชุดวังพุ่งหมัดใส่กะโหลกของอสูรกึ่งคน—ซัดจนเขางาแตกกระจุย ก่อนลากอินหัวเซวียนพุ่งทะลุภูผาไปทั้งลูก
“ซางอู่! เจ้าอย่าบีบให้ข้าได้เอาจริง…” อินหัวเซวียนคำรามข่มขู่
“เจ้าคนทรยศ ยังกล้าเห่าอีก”
“ฮึ! เทียบกับข้า—เจ้าต่างหากคือคนที่ทรยศ…!”
ดวงตากลมโตของซางอู่หรี่ลง หมัดสีชมพูอ่อนกำแน่นจนดังกรอบแกรบ
“ข้า—ซางอู่ เป็นเพียงผู้อาวุโสที่ครองยอดเขาหยกงามเท่านั้น!”
ปัง—!
จากนั้น…ก็เป็นการกระหน่ำตีแบบไร้เมตตา
ร่างครึ่งคนครึ่งอสูรของอินหัวเซวียนถูกนางจับเหวี่ยงเป็นท่อนกระบอง ฟาดซ้ายทีกวาดขวาที จนเหล่าผู้คุ้มกฎของพรรคอสูรปลุกวิญญาณกระอักเลือดปลิวกระเด็นไปกันเป็นแถว
ใต้เงาต้นกวักเงิน—ทุกคนล้วนขนลุกซู่ หัวใจเต้นโครมคราม
“นางเป็นผู้อาวุโสสำนักใดกัน?”
“แม่เจ้า… โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!!”
“ซางอู่หรือ? ข้าเคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง—ตอนนั้นยังคิดว่าพูดเกินจริง แต่ตอนนี้ดูแล้ว… น่าจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!”
คนทั้งหลายรีบก้มหน้าหลบสายตา
ไป๋จิงหงไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมอง กลัวโดนหางเลขไปด้วย
ว่าง่าย เรียบร้อยไว้ก่อน…
“เอ่อ… นางคือผู้อาวุโสของสำนักชิงเยวียน—และ…”
“อาจารย์ของศิษย์น้องหลี่” โอวหยางกล่าวขัดก่อนยิ้มแห้ง ๆ
ทุกคนถึงบางอ้อ—
อ๋อ อย่างนี้นี่เอง…
“พี่โอวหยาง—”
หลี่โม่ได้แต่ยกมือกุมขมับ
เขาคิดจะแก้ภาพลักษณ์ จึงรีบยิ้มอ่อนก่อนหันไปบอกชาวบ้านที่อยู่รอบข้างทั้งหลาย
“ที่จริงวิชาของข้าน่ะ ส่วนใหญ่ล้วนเรียนรู้ด้วยตนเอง อาจารย์ไม่ค่อยได้ชี้แนะ…”
“แล้วก็… กระบี่ต่างหาก—ที่เป็นทางหลักของ…”
ตุบ—
ค้อนสะบั้นดารากลิ้งหลุดจากแขนเสื้อ หล่นแหมะลงกลางสนามพลัง
ทุกคน “……”
“ซวยล่ะ ลืมเก็บ!”
หลี่โม่รีบเก็บค้อนขึ้นมา แกว่งสองทีอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันไปยิ้มสวยอีกครั้ง
“เอ่อ… ก็อย่างที่ว่า—หืม? ศิษย์พี่โอวหยาง ทำไมถึงท่านถึงหมอบลงล่ะ?”
“ข้าเชื่อ!” เทียนฉีพยักหน้าหงึก ๆ
“ข้าก็เชื่อ! พี่หลี่สมกับเป็นจอมกระบี่โดยแท้ มากพรสวรรค์แต่กำเนิด”
ดูจากค้อนที่แวววับในมือ—เหมือนพร้อมจะทิ่มกบาลใครสักคนได้ทุกเมื่อ
“ใช่ ๆ ใครไม่เชื่อข้าพร้อมท้าชน!”
โอวหยางยืนจังก้าพูดเสียงดังอย่างกล้าหาญ—คาดว่าอินหัวเฉิงคงไม่เชื่อ สุดท้ายเป็นเช่นไรเล่า?
ไป๋จิงหงกำมือแน่น
โดยส่วนตัวเขามองว่าจอมยุทธ์ที่ไม่ใช้กระบี่นั้น…ล้วนหยาบกระด้าง
ยิ่งใช้ ‘ค้อน’ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง—ในยุทธภพมีใครใช้ค้อนกันเล่า?
บังเอิญเสียจริง—ลั่วอวี่ก็เคยคิดแบบนั้น
แต่พอนึกถึงเรื่องที่น้องสาวพูดถึง ‘ราชันค้อนแห่งบูรพา’ บวกกับภาพที่อินหัวเฉิงตายตาไม่หลับ และมิติที่โดนทุบแตกด้วยค้อนเพียงหนเดียว…
“ข้า—ไป๋จิงหง ยอมรับว่า ‘วิถีกระบี่’ ของเจ้า… อยู่เหนือข้านิดหน่อย”
“สหายหลี่—ข้าคุ้นเคยกับสำนักข่าวเก้าฟ้าสิบพิภพ–เดี๋ยวข้าจะร่างต้นฉบับ ให้พวกเขาช่วยกระจายข่าวให้เจ้า!”
“ข้าช่วยวาดภาพประกอบ—รับรองเจ้ารูปงามที่สุดในปฐพี!”
“ใจเย็น ๆ กันก่อนนะขอรับ—ชื่อเสียงเหล่านั้นก็แค่อากาศธาตุ…”
…ข้างนอกสู้กันฟ้าถล่มดินทลาย—แต่ตรงนี้กลับคุยเล่นกันสนุกปาก
อิ๋งปิงมองเด็กหนุ่มผู้ติดนิสัย ‘ชอบแสดง’ ปากก็พูดถ่อมตน แต่รอยยิ้มเผยออกราวกับหมูได้รำก็มิปาน
นางเองก็สับสนอยู่ไม่น้อย
ในศาลาชิวสุ่ย—ผู้ที่คอยดูแลครัวทุกวันก็คือเขา
ในวันนั้น—ผู้ที่กระโจนหน้าผาพร้อมนางก็คือเขา
เมื่อครู่—ผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าดั่งเทพสงคราม ใช้ร่างรับพายุ และบอกให้นางหลอมแก่นแท้หงส์โลหิตให้ได้—ก็ยังเป็นเขา
ตลอดมา—เขาไม่เคยคิดแม้แต่จะชิงแก่นแท้หงส์โลหิตอันล้ำค่าจากนาง
เขาช่าง…น่าประหลาดใจยิ่งนัก
ชาติที่แล้ว—อิ๋งปิงไม่เคยมองใครไม่ออกเช่นเขามาก่อน