- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 133 หานเจินปรากฏตัว, ราชครูแห่งต้าซาง
บทที่ 133 หานเจินปรากฏตัว, ราชครูแห่งต้าซาง
บทที่ 133 หานเจินปรากฏตัว, ราชครูแห่งต้าซาง
ภายในมิติหงส์โลหิต
เกิดลมกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง ประกายแสงแห่งสวรรค์แผ่ซ่านลงมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
ท่ามกลางบรรยากาศมืดมน มีเสียงร้องครวญครางของหงส์โลหิตดังก้องกังวาลทั่วผืนฟ้าและแผ่นดิน
ในห้วงอากาศรอบด้าน เงาลาง ๆ ของต้นไม้เทพสัมฤทธิ์ปรากฏขึ้น
โอฬาร ลึกล้ำ เหนือกาลเวลาและอวกาศ ภายในแฝงด้วยการถือกำเนิดและดับสูญอันไร้จุดสิ้นสุด
บนต้นไม้เทพนั้น…
มีทั้งหงส์ วิหคสุริยัน นกเพลิงสีชาด และวิหคดำลึกลับเกาะอยู่ ล้วนดูมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังเปล่งพลังอำนาจดุจราชัน
แม้เป็นเพียงภาพเงา กลับให้ความรู้สึกที่สามารถสะกดข่มสวรรค์และปฐพีเอาไว้
“ต้นไม้เทพสัมฤทธิ์…”
“หรือจะเป็นศาสตราประจำราชวงศ์ต้าซาง?”
ในห้วงความทรงจำของหลี่โม่ พลันฉายภาพจาก “บันทึกปีเทวะ” ที่เขาเคยเปิดอ่านมาก่อน
เขาเหลือบมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ยังคงนิ่งงัน
ยามนี้ เขารู้ดีว่าตนไม่ควรเข้าไปขัดจังหวะนาง
“ศิษย์พี่เสี่ยวเป่า”
“หืม?”
“รอดูจังหวะให้ดีนะ”
ใบหน้างดงามของอิ๋งปิงแลดูซีดเซียวลงเล็กน้อย
ถึงอย่างไร ขอบเขตระดับนี้… ก็คือขอบเขตหยั่งฟ้าอย่างแท้จริง
ต่อให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้หยั่งฟ้าบรรลุมาได้ด้วยวิธีใด ภายในร่างย่อมถือกำเนิดมิติสวรรค์ขึ้นมา
สามารถใช้ร่างเนื้อเหยียบอากาศ ท่องนภาหลายหมื่นลี้ เพียงเหวี่ยงฝ่ามือ ก็อาจทำให้แผ่นดินในรัศมีพันลี้ล่มสลายได้ดั่งมหาภัยพิบัติ
ดูท่าว่า… สิ่งที่นางคาดไว้คงไม่ผิด มิติหงส์โลหิตแห่งนี้
ที่แท้… ไม่ใช่มิติลับอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
หากแต่เป็น “มิติสวรรค์” ของผู้หยั่งฟ้าคนหนึ่งเท่านั้น!
เพียงแต่มันทรุดโทรมและรกร้างไปมากนัก เมื่อเทียบกับมิติสวรรค์ของคนในขอบเขตหยั่งฟ้าทั่วไป
ฮึ่มม—
ภาพเงาของต้นไม้เทพสัมฤทธิ์พลันเปล่งแสงเจิดจ้า
หนึ่งในวิหคศักดิ์สิทธิ์เบือนสายตาลงมาจ้องมองนาง
ราวกับต้องการให้นาง… ยอมสยบศิโรราบ
อิ๋งปิงเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมก้าวเท้าอีกข้างขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย
พลันนั้นเอง!
บรรดาวิหคศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดบนต้นไม้ ต่างก็เบือนหน้ามองนางอย่างพร้อมเพียง รังสีอำนาจนับไม่ถ้วนถาโถมใส่จากทุกทิศ
ทั้งร้อนดั่งเปลวเพลิง หนาวเย็นดั่งเหมันต์ หรือแม้แต่พิกลประหลาดเกินหยั่งรู้
ล้วนแต่เป็น “เจตจำนงเทพ” ที่กดทับลงมาเหนือศีรษะของอิ๋งปิง
แรงกดดันนับพันสายเทลงมาท่วมร่าง เส้นผมสีหมึกของอิ๋งปิงพลิ้วไหวอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าขาวผ่องประดุจจันทรากลับแฝงไว้ด้วยไอเย็นเฉียบ
“ก็แค่เงาเสี้ยวอันไม่สมบูรณ์”
“ต่อให้ตัวจริงลงมาด้วยตนเอง… เมื่อพบข้า ก็ต้องพบเทพเช่นกัน!”
ทั่วร่างของนางเรืองรองด้วยประกายแสงหลากสี กลิ่นอายพลังแห่งไท่อินโอบล้อมเป็นเกลียวหมุนวน
ดุจดั่งสุริยันและจันทราสลับเวียนส่องประกาย สะท้อนซึ่งกันและกัน
ระดับขั้นโอสถลึกลับ! แถมยังมีรากฐานถึง ‘สองตันเถียน’ ในเวลาเดียวกัน
เมื่อเพ่งมองลึกเข้าไป แต่ละเม็ดโอสถล้วนมีลวดลายและพลังแฝงซ่อน
หญิงสาวยืนเปล่งประกายดุจหยกงาม
ราวกับกลายเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวในโถงพระราชวังสัมฤทธิ์อันมืดมิด
“ถอยไปซะ”
แม้ร่างของนางจะดูบอบบาง แต่ทุกย่างก้าวที่เดินผ่าน ภาพเงาของต้นไม้เทพสัมฤทธิ์ก็มลายหายไป ราวกับกระแสน้ำที่ถูกกวาดคืนกลับ
เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว หูของอิ๋งปิงก็พลันกระตุกเบา ๆ นางได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาจากด้านหลัง ไม่ใช่ถังเสี่ยวเป่า แต่เป็นเขา…
เขา… ที่ช่างแปลกประหลาดเกินบรรยาย
อิ๋งปิงพลันนึกถึงภาพที่เคยเห็นบนบันไดสู่สวรรค์
ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันแบบใด ต่อให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงไหน สำหรับเด็กหนุ่มผู้นั้น… กลับคล้ายไม่มีผลต่อเขาเลย
แม้ ‘รูปลักษณ์เทพ’ ของต้นไม้เทพสัมฤทธิ์ตรงหน้าจะยังไม่สมบูรณ์ ทว่าเจตจำนงที่สถิตอยู่ในนั้น ก็มิใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณภายใน หรือแม้แต่ระดับปราณญาณเทพจะต้านทานได้
ทว่า… หลี่โม่กลับเดินขึ้นมาตามหลังนางอย่างสบายใจ ราวกับเดินชมพิพิธภัณฑ์ในยามว่าง
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อรับรู้ว่าเขายังอยู่ด้านหลัง ภายในใจนางก็รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
‘ยังมิใช่เวลาที่จะคิดถึงเรื่องพรรค์นั้น…’
ระยะห่างเพียงไม่กี่สิบเมตร ทั้งสองก็ขึ้นมาถึงเบื้องหน้าพระราชวังสัมฤทธิ์หลังสุดท้ายแล้ว
วังแห่งนี้ ชัดเจนว่ายิ่งใหญ่กว่าพระราชวังก่อนหน้า เหนือซุ้มประตูมีแผ่นป้ายเขียนไว้ว่า—
“ตำหนักเฉาเทียน”
อิ๋งปิงหรี่ตาเพ่งมองไปยังเบื้องหน้า
“เลิกไร้สาระแล้วออกมาเสียเถิด”
น้ำเสียงนางราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยเจตจำนงที่เฉียบขาดไร้การต่อรอง
ด้านหน้าพระราชวังยังว่างเปล่าไร้สิ่งใด ไม่ปรากฏแม้แต่ศิลาจารึกเช่นที่เจอมาก่อนหน้า
แต่ทว่า…
ทันทีที่คำพูดของอิ๋งปิงจบลง—เสียงกึกก้องราวฟ้าถล่มดังก็ขึ้น
บานประตูหนาหนักของตำหนักเฉาเทียนค่อยๆแยกออกอย่างเชื่องช้า แรงกดดันอันมหาศาลพลันเขาถาโถม
หลี่โม่หรี่ตามองเข้าไปในความมืดมิดเบื้องหน้า ทว่ามิอาจเห็นอะไรชัดเจน
พลันมีตะเกียงสองดวงลุกสว่างขึ้นพร้อมกัน ตามด้วยเปลวไฟอีกนับสิบ ถูกจุดติดต่อกันราวกับสายโซ่
เพียงชั่วพริบตา ตำหนักกว้างใหญ่ก็สว่างไสวไปทั่ว
ภายในโอ่อ่าสงบเย็น ทุกสิ่งวางเรียงอย่างพิถีพิถัน สะอาดไร้ฝุ่น ทุกสิ่งล้วนเป็นของโบราณอายุนับพันปี แต่กลับดูราวเพิ่งหลอมขึ้นเมื่อครู่
พื้นหินราบเรียบ ไร้ซากใยแมงมุม สลักลวดลายวิจิตรงดงามเป็นลายอาคม มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ได้ถึงความลึกล้ำ
กลางลายอาคานั้น… มีโครงกระดูกเปล่งแสงสีทองหม่นนั่งขัดสมาธิอยู่
ดวงตาว่างเปล่าจ้องทะลุผืนฟ้า คล้ายจะตั้งคำถามกับฟ้าดินที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม แม้จะไร้วิญญาณมานานปี แต่ร่างนั้นยังเปล่งพลังสงบขรึมดุจมหาเทพ
“นี่คือร่างของผู้บรรลุขั้นขอบเขตหยั่งฟ้ารึ?”
หลี่โม่พึมพำเบา ๆ ดวงตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย
ใช่แล้ว—จุดศูนย์กลางของมิติลับนี้ ไม่ใช่อุโมงค์หรือกับดัก แต่เป็น ‘สุสานของผู้หยั่งฟ้า’
เขาหันไปมองอิ๋งปิง
ยัยก้อนน้ำแข็งยังคงนิ่งเฉย สายตาจ้องลึกเข้าไปในเงามืดเบื้องหน้าไม่ละไปไหน
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห้วงความเงียบ
“ร่างนั้นคือร่างของข้า…หรือจะกล่าวว่า เคยเป็นข้าก็ได้”
เสียงนั้นแผ่วเบาและเย็นเยียบ
แต่เมื่อหลี่โม่ได้ยิน กลับสะท้อนกึกก้องในทรวงอก
“เจ้า?!” เขาหันขวับ ดวงตาเริ่มจับจ้องระแวดระวัง
ชายในชุดโลหิตยืนอยู่ตรงบันได เขาคือคนเดียวกับที่หลี่โม่เคยพบระหว่างการประลองเก้ายอดเขาของสำนัก
ผู้ที่มากับกลุ่มปีศาจปลาวาฬแดง
ครั้งนั้นเขาเคยคิดจะใช้เนตรทิพย์ลิขิตฟ้าสอดมอง ทว่าโชคชะตากลับทำให้พลาดโอกาส
บัดนี้— เนตรทิพย์ลิขิตฟ้าถูกเปิดใช้อีกครั้ง ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบยิ่งกว่าครั้งใด
สิ่งที่หลี่โม่เห็น…ทำให้เขาแทบหยุดหายใจ
[ชื่อ: หานเจิน]
[อายุ: 22 (ภายใน5330ปี)]
[รากฐานกระดูก: กายาหงส์โลหิตอมตะ(ไม่สมบูรณ์)]
[ระดับ: ขั้นปราณญาณเทพ สามประตู]
[ลิขิตฟ้า: สีม่วงทอง]
[คำวิจารณ์: อดีตราชครูแห่งราชวงศ์ต้าซาง หลังจากราชวงศ์ต้าอวี้ล้มอำนาจราชวงศ์ต้าซาง เขาที่มีแก่นสารของหงส์โลหิต จึงพ้นเคราะห์ในครานั้น เมื่อจิตวิญญาณและร่างกายของเขาใกล้จะดับสิ้น เขาได้ทำความเข้าใจถึงแก่นสารของหงส์โลหิตในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้สามารถใช้การกำเนิดใหม่ได้ ตอนนี้เขากำเนิดใหม่มาแล้วทั้งสิ้นเจ็ดครั้ง]
[เหตุการณ์ล่าสุด: เมื่อพบอิ๋งปิง เขาเชื่อว่ามีความหวังในการฟื้นฟูราชวงศ์ จึงหวังที่จะให้นางรับใช้ราชวงศ์ต้าซาง เพื่อที่จะสะสมพลังแก่นแท้ของหงส์โลหิต ทำให้เกิดความวุ่นวายและกลิ่นคาวเลือดขึ้นในแผ่นดิน]
หลี่โม่ขมวดคิ้วแน่น
“ราชครูแห่งต้าซาง…ที่เคยเขียนบันทึกปีเทวะ?”
หาใช่ชื่อซ้ำไม่—คือคนผู้นั้นจริง ๆ!
ไม่แปลกเลย… ตั้งแต่เหยียบเข้าตำหนัก เพลิงกรรมในกายก็ปั่นป่วนรุนแรง
คนผู้นี้…ไม่รู้ว่าผ่านการสังหารมามากมายเพียงใด ไม่รู้ว่ามือเปื้อนเลือดมาแล้วเท่าไหร่
หานเจินยืนเหยียดตรง มือไพล่หลังอยู่บนขั้นบันไดมองราวกับทุกคนต้อยต่ำกว่าตน
ทว่าแววตากลับเรืองโรจน์ด้วยความคุ้มคลั่ง
“เหนือความคาดหมาย…เหนือทุกการคำนวณของข้าเสียอีก”
“เจ้าคือผลงานชิ้นเอกที่สวรรค์รังสรรค์ด้วยโลหิตและคราบน้ำตา”
เขาหมายถึงอิ๋งปิง
ภาพนางยืนรับแรงกดดันจากต้นไม้เทพสัมฤทธิ์เมื่อครู่—เขาเห็นทั้งหมด
แม้ตนเคยเป็นเจ้าของแก่นแท้หงส์โลหิต เคยฝืนสร้างกายาโลหิตหงส์อมตะ
แม้จะเคยก่อเกิดเงาแห่งต้นไม้เทพสัมฤทธิ์ขึ้นในร่าง
แต่นั่น…ก็ยังไม่เทียบเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งหนึ่ง—
‘สิ่งที่อยู่ในกายนาง สูงส่งยิ่งกว่าฮ่องเต้หรือแม้แต่องค์รัชทายาท!’
หานเจินชะงักไปอึดใจ ก่อนประสานมือโค้งต่ำอย่างนอบน้อม
“หากเมื่อครู่ข้าล่วงเกิน ก็ขออภัยด้วย”
“เดิมที ข้าคิดจะเกลี้ยกล่อมเจ้า แต่บัดนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว…”
สายตาเขาหันมองหลี่โม่ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
“ส่วนเจ้าก็ไม่เลว ข้ายอมรับว่าเจ้าก็ผ่านด่านมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี”
“แม้แรงกดดันส่วนใหญ่จะถูกนางแบกไว้ แต่เจ้าก็ยังเดินตามมาถึงที่นี่ได้ นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
หานเจินก้าวออกมาช้า ๆ
เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วตำหนักทั้งหลัง
“ทั้งสองท่าน—ยินดีที่จะร่วมก่อการใหญ่กับข้าหรือไม่?”
แววตาของอิ๋งปิงยังคงนิ่งงัน ไม่แม้แต่จะสั่นไหว
หลี่โม่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ พลางพูดว่า
“มีผลประโยชน์อะไรบ้างล่ะขอรับ? เล่ามาให้ข้าฟังหน่อย”