- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 131 บททดสอบด่านที่สอง, พระราชวังทองสัมฤทธิ์
บทที่ 131 บททดสอบด่านที่สอง, พระราชวังทองสัมฤทธิ์
บทที่ 131 บททดสอบด่านที่สอง, พระราชวังทองสัมฤทธิ์
ชั่วขณะนั้น อิ๋งปิงถึงกับใจลอย
บางความทรงจำที่เคยกวาดซุกไว้ในมุมลึก กลับผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
ถ้าผลการจัดอันดับครั้งนี้… เป็นเหมือนเมื่อคราวก่อนอีกเล่า?
แช่น้ำพุร้อน… ทั้งยังต้องใส่ชุดแบบนั้น…
สีหน้านางนิ่งสนิท ปลายนิ้วเรียวงามกำด้ามกระบี่น้ำค้างสวรรค์แน่น
“นี่… ยัยก้อนน้ำแข็ง?”
หลี่โม่โบกมือผ่านหน้านางเบา ๆ
อิ๋งปิงเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง พลางกล่าวเสียงเรียบ
“ไม่เคยแช่ และจะไม่มีวันแช่”
“??” ศิษย์น้องหลี่ขมวดคิ้วเกาศีรษะเบา ๆ
น้ำเสียง ท่าทาง และอารมณ์… ทำไมยัยก้อนน้ำแข็งถึงเปลี่ยนไปแบบนั้น?
แปลกจริง ๆ…
ภาพในห้วงความคิดนาง—จะไม่มีวันเป็นเช่นนั้นได้อีก
“ฮึ…”
อิ๋งปิงถอนหายใจเบา ๆ พลางแหงนหน้ามองเข้าไปยังส่วนลึกของมิติลับ
กลิ่นอายของหงส์โลหิตเข้มข้นขึ้นทุกที
ตูม!—
แสงสีขาวที่พุ่งสู่ท้องฟ้าจางหายไป เผยให้เห็นประตูมิติบานหนึ่งปรากฏขึ้น
ทะลุผ่านช่องประตูไป สามารถเห็นบันไดสัมฤทธิ์ทอดยาว ราวกับไม่ใช่สิ่งที่มีในยุคสมัยนี้
ปลายบันไดมีพระราชวังห้าตำหนัก ตั้งเรียงลดหลั่นกันไป แต่ละตำหนักล้วนงดงามอลังการในแบบดั้งเดิม
วังเหล่านั้นมิได้ประณีตงดงามละเมียดแบบราชวงศ์ต้าอวี้ แต่กลับเผยความขึงขังและเก่าแก่ แลดูให้เคารพเกรงขาม
สิ่งปลูกสร้างทั้งห้าลอยล่องอยู่กลางอากาศอย่างมั่นคง
ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา—ชัดเจนว่ามันไม่ใช่สิ่งของในยุคนี้
“นี่มันโครงสร้างแบบยุคต้าซาง” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มคน
หลี่โม่หันไปมอง
เป็นโอวหยาง ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาหรูอี้
เมื่อเขากล่าวจบ เหล่าศิษย์ทั้งหลายก็ตกตะลึงและตื่นเต้นไปตามกัน
“ยุคต้าซางเคยบูชาต้นไม้เทพสัมฤทธิ์ ใช้นกเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ หงส์โลหิตถวายตัวรับใช้… ดูเข้ากันกับตำหนักเหล่านี้”
ไม่เพียงแค่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน หากแต่ยังสมบูรณ์งดงามถึงเพียงนี้
ย่อมหมายความว่า—โชควาสนาในชั้นนี้ ต้องเกินกว่าจินตนาการของใครทั้งหมดแน่นอน!
【บททดสอบชั้นที่สอง: เหยียบเมฆครองนภา】
【ผู้เข้าสู่วังลำดับที่สี่—จะมีโอกพบพานทั้ง “ผู้สร้าง” และ “ความเป็นนิรันดร์”】
บททดสอบดูจะเรียบง่ายเกินไป…
เป็นเพราะตัวบันไดสัมฤทธิ์และวังทั้งสี่หลังนั่น—คือบททดสอบโดยตัวมันเอง
จังหวะนี้ใครบางคนก็พูดขึ้นเสียงเบา
“คล้ายกับบันไดสู่สวรรค์เลยแฮะ…”
ไม่ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว—เดินขึ้นไปก็พอ
“ผู้สร้าง” กับ “ความเป็นนิรันดร์”?
ใครบ้างจะกล้าอ้างตนเป็นผู้สร้าง? ใครบ้างจะกล้าพูดถึงการไม่ดับสูญ?
วังลอยฟ้าเหล่านี้ บวกกับข้อความอันสูงส่ง…ทำให้หลายคนเริ่มหลงเชื่ออย่างไม่รู้ตัว
ครั้นเมื่อประตูมิติเปิดออก ทุกคนก็ทยอยเดินเข้าไปช้า ๆ
“แปลกจริง…”
ศิษย์น้องหลี่เริ่มรู้สึกว่าอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง
ทำไมมิติหงส์โลหิตนี้ ถึงมีบททดสอบคล้ายการคัดเลือกศิษย์ มากกว่าการสืบทอดโชควาสนา?
ในชั้นแรก… ทดสอบทั้งพลังฝีมือและความเฉียบแหลม แถมยังชักชวนให้ผู้คนต่อสู้ฟาดฟันกันเองเสียอีก
ส่วนชั้นที่สอง… นี่มันแทบจะลอกแบบบันไดสู่สวรรค์ของสำนักเขามาเสียด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่ความคิดเลื่อนลอย แต่เป็นสิ่งที่เขามั่นใจ เพราะหลี่โม่เคยเห็นสถานที่สืบทอดมาก่อน
อย่างที่อยู่ใต้หุบเขาชิงเยวียนนั่น ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ ก็ไม่มีวันได้เหยียบแม้กระทั่งธรณีประตูด้วยซ้ำ
หรือเขาคิดมากเกินไป?
…
หลังทุกคนเข้าสู่มิติใหม่ ประตูมิติก็สลายตัวในทันที
เหล่าผู้อยู่แถวหน้าถึงกับชะงักฝีเท้า ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะก้าวขึ้นไปคนแรก
ใครเล่าจะอยากเป็นเหยื่อคนแรกกัน?
ไม่รู้ว่าบันไดนี้จะซ่อนอะไรไว้ ทุกคนต่างอยากให้คนอื่นขึ้นไปก่อน เพื่อลองดูผลลัพธ์
“หึ ข้าดูแล้ว พวกเจ้าก็เป็นแค่พวกใช้ป้ายปลอมผ่านเข้ามาเท่านั้นแหละ” เสียงหยิ่งยโสดังขึ้นจากเบื้องหน้า
ไป๋จิงหงเชิดหน้าก้าวขึ้นไปคนแรกอย่างองอาจ
ถึงขั้นแรกแล้วก็แค่ขมวดคิ้วเบา ๆ ไม่มีความผิดปกติใด ๆ
ผู้คนด้านหลังกวาดตามองกันครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มทยอยเดินตาม
เวลานี้ ฝ่ายชิงเยวียนเหลืออยู่ไม่กี่คน นอกเหนือจากหลี่โม่ อิ๋งปิง และเสี่ยวเป่าแล้ว ก็มีเพียงโอวหยาง ศิษย์เอกจากอีกหนึ่งยอดเขา… แล้วก็เทียนฉี?
หลี่โม่กับอิ๋งปิงต่างยืนอยู่ข้างอีกฝ่าย ก้าวขึ้นขั้นบันไดขั้นแรกพร้อมกัน
เพียงเหยียบย่างลงไป เขาก็เข้าใจได้ในทันที
นี่ต่างจากบันไดสู่สวรรค์…
บันไดสู่สวรรค์ในสำนักนั้น ทดสอบ‘รากฐาน’
ยิ่งผู้ฝึกมีรากฐานแข็งแกร่งเท่าไร ความกดดันที่รู้สึกยามก้าวขึ้นยิ่งน้อยลงเท่านั้น
แต่บันไดสัมฤทธิ์นี้… เมื่อย่างเท้าลงไปกลับไม่มีแรงกดดันใด ๆ
“หรือว่านี่จะเป็นแค่ทางเดินขึ้นวังธรรมดา?” คิดได้เท่านั้น หลี่โม่ก็ชะงัก
รู้สึกราวกับมีเสียงกระซิบเลือนรางผุดขึ้นในหู แต่พอเงี่ยหูฟัง กลับไม่มีอะไร
เขาเหลือบมองคนอื่น ๆ รอบตัว ไม่มีใครแสดงท่าทีแปลกประหลาดออกมาเลยสักคน
ดูท่า… บททดสอบที่แท้จริงคงอยู่ในพระราชวัง
…
หลังจากนั้นไม่นาน
“ฮ่า ๆ ๆ เงิน… เงินมากมาย สมบัติล้ำค่า สมบัติวิเศษ!”
เสียงตะโกนด้วยความดีใจลั่นขึ้น
ชายผู้หนึ่งเดินโงนเงนไปยังขอบบันไดด้วยแววตาเป็นประกาย
ก่อนจะเหยียบพลาด—พลัดตกลงไปด้านล่างทันที
เบื้องล่างคือหุบเหวลึก
ไร้เสียงกระทบพื้น ไม่อาจรู้ว่าเขาถูกส่งออกจากมิติ หรือหายไปตลอดกาล
“หา?”
หลี่โม่ยังงุนงงอยู่ แต่แล้วสายตาเขาก็เบิกโพลง
เบื้องหน้า ปรากฏกองธนบัตรสีแดงอยู่เป็นพะเนิน เป็นภาพลวงตาที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด… ก่อนจางหายไปในชั่วพริบตา
เขายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ใจหนึ่งก็อดบ่นไม่ได้
“ชาติที่แล้วข้าคือตัวหาเงิน ชาตินี้เลยไม่ได้ใช้สักแดง…”
“เมื่อครู่… ข้าเห็นภาพลวงตา เป็นอาวุธวิเศษเล่มหนึ่ง”
“ของข้าก็เหมือนกัน เหมือนถูกหลอกให้หลงใหล…”
“ท่าทางด่านนี้ คงทดสอบใจคน… ว่ามี ‘ความโลภ’ เพียงใด”
…
ผู้ที่ผ่านมาถึงตรงนี้ ย่อมไม่มีใครโง่งม
พอเห็นเหตุการณ์นั้น ทุกคนก็เริ่มเข้าใจเงื่อนไขของบททดสอบ
ดังนั้นจำนวนคนที่พลาดตกลงไป จึงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ไม่นานนัก ทุกคนก็เริ่มทยอยไต่ขึ้นไปถึงหน้าวังชั้นแรก
ตูม—!
ประตูวังเปิดออกทันใด
ภายในสว่างจ้า เผยให้เห็นกองขุมทรัพย์นับไม่ถ้วน
สมบัติวิเศษ, ยาวิญญาณ, เม็ดยาหลายอักขระ, พืชหายาก, ไข่มุกขนาดเท่ากำปั้น, ก้อนทองแดง และอีกมากมาย วางซ้อนกันเป็นภูเขาขนาดย่อม
“โอ้แม่เจ้า…”
“แค่สมบัติตรงนี้—มากกว่าคลังของสำนักข้าเป็นสิบเท่า!”
“ก้อนทองแดงพวกนี้—แค่หนึ่งตำลึงก็แลกได้สิบตำลึงทองแล้ว แต่ในนี้กองกันเป็นภูเขา!”
ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ มีประสบการณ์โชกโชน
หลายคนอาจกล่าวว่า ‘ข้าไม่สนใจในทรัพย์สิน’ แต่ยามนี้กลับยากที่จะละสายตาจากสมบัติเหล่านั้น
เพราะหนทางแห่งการฝึกฝน—คือทางที่สิ้นเปลืองมหาศาล
ในความจริงแล้ว…‘เงิน’ อาจสำคัญกว่าพรสวรรค์เสียด้วยซ้ำ
【คุกเข่าหน้าประตู—จึงจะสามารถเข้าสู่ภายใน】
แผ่นศิลาหน้าวัง สลักไว้เช่นนั้น
แค่คุกเข่าคารวะ…แลกกับขุมทรัพย์ทั้งหมด แต่ต้องสละสิทธิ์การเข้าร่วมบททดสอบต่อจากนี้
หลายคนเริ่มลังเล
แต่สุดท้าย—บางคนก็ทนไม่ไหว
“ที่ข้าเสี่ยงตายมา… ก็เพื่อวันนี้แหละ!”
“ถ้าคว้ามาได้ จะมีอะไรขาดอีก?”
“ใครจะรู้ ของในวังแรกนี่แหละ อาจจะเป็นของล้ำค่ากว่าทุกสิ่งในมิตินี้ก็ได้!”
…
คนห้าสิบที่มาถึงตรงนี้ มีสิบกว่าคนตัดสินใจคุกเข่าก่อนก้าวเข้าไป อีกสามสิบกว่าคนยืนอยู่กับที่
“ของต่ำไร้ค่าทั้งนั้น”
ไป๋จิงหงปรายตามอง ก่อนก้าวผ่านวังแรกไปอย่างไม่ใยดี
เทียนฉีมองกองทรัพย์แล้วกำหมัดแน่น
ทว่าเมื่อเห็นใครหลายคนไม่แม้แต่จะหันไปสนใจ เขาก็กลั้นใจฝืนหันหลังให้สมบัตินั้น
“ศิษย์น้องหลี่… ท่านไม่สนใจเลยหรือ?”
“สน”
“แล้วทำไม…”
“ก็เพราะมันน้อยไปน่ะสิ”
“………” เทียนฉีแทบจะสำลักลม
ถึงหลี่โม่จะมีมรดกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะกล้าบอกว่าสิ่งนี้ ‘น้อยไป’
คนอื่นอาจคิดว่าเขาแค่พูดเอาหน้าไปอย่างนั้น แต่ความจริงคือหลี่โม่พูดจากใจ
ส่วนอิ๋งปิง… ไม่จำเป็นต้องพูดถึง นางชอบนับเงินก็จริง แต่ต้องเป็นเงินที่นางหาได้เองเท่านั้น
โอวหยางเองก็ไม่สนใจสมบัติเหล่านั้น
ส่วนศิษย์พี่เสี่ยวเป่า…
ของในวังนั่น ยังน้อยกว่าราคาตัวเขาเสียอีก