- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 127 ยอดวีรบุรุษหลี่ผู้โปรดสัตว์, อาจารย์หานตกอยู่ในภวังค์
บทที่ 127 ยอดวีรบุรุษหลี่ผู้โปรดสัตว์, อาจารย์หานตกอยู่ในภวังค์
บทที่ 127 ยอดวีรบุรุษหลี่ผู้โปรดสัตว์, อาจารย์หานตกอยู่ในภวังค์
"ขา… ขาของข้า?"
ขาทั้งสองของเทียนฉีรู้สึกคันยิบๆ ราวกับมีมดนับหมื่นไต่ไปมา แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
เทียนฉีมองดูขาตัวเองไปพลางขยี้ตาไป เกรงว่าจะเป็นเพียงภาพลวงตา ขาที่เคยไร้ซึ่งกระดูกกำลังก่อร่างสร้างขึ้นใหม่ จากนั้นกระดูกก็เติบโต เส้นชีพจรและเนื้อหนังถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดนี้ราวกับความฝัน หากแต่ความเจ็บปวดที่ชัดเจนนั้นกลับยืนยันว่าทั้งหมดคือความจริง
เขาพลันนึกขึ้นได้ เมื่อคืนที่ดื่มสุรากับเด็กหนุ่มผู้นี้ อีกฝ่ายเคยกล่าวว่ามีวิธีรักษาร่างกายที่พิการของเขา ตอนนั้นเขาคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คงเมาสุราจนกล่าววาจาโอ้อวดเกินจริง
แต่...
"ไม่โอดครวญเลยสักคำ แม่ทัพเทียนฉีช่างใจเด็ดเสียจริง" หลี่โม่แอบยกนิ้วโป้งให้เขาในใจ
"ศิษย์น้องหลี่ นี่มัน..." เทียนฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ยาเม็ดฟื้นฟูพื้นปฐพี" หลี่โม่ตอบอย่างไม่ยี่หระ
คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำนั้นกลับสร้างความตื่นตะลึงอย่างยิ่งใหญ่ในใจของเทียนฉี
ในฐานะผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายที่พิการ เขาย่อมรู้ดีว่า ‘ยาเม็ดฟื้นฟูพื้นปฐพี’ เป็นโอสถที่ถูกหลอมขึ้นจากหญ้าหลอมรวมกายและสิ่งล้ำค่าอื่นๆ อีกมากมาย
ความจริงก็คือ แม้ว่าเขาจะหาหญ้าหลอมรวมกายพบแล้ว เขาก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะรวบรวมสิ่งล้ำค่าอื่นๆ
นอกจากนั้นยังต้องหาค่าจ้างให้แก่ปรมาจารย์เพื่อปรุงโอสถอีก
ด้วยอานุภาพถึงเพียงนี้ โอสถเม็ดนี้คงมีอักษรกำกับไม่น้อย...
"ศิษย์น้องหลี่ โอสถที่ล้ำค่าเพียงนี้ ข้าไม่รู้ว่าจะเอาสิ่งใดมาตอบแทนเจ้าได้..."
"โถ่! ท่านไม่เหมือนคนที่จะอ่อนไหวเช่นนี้เลยนะ" หลี่โม่โบกมือและแซวเขา
"เมื่อคืนที่ดื่มสุรากัน ท่านหาได้เป็นเช่นนี้ไม่"
ทั้งสองรู้จักกันไม่นาน แต่เขาคิดว่าเทียนฉีเป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมา เป็นคนที่ควรคบหา
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่โม่ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร ยังได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอีกด้วย
"..."
เทียนฉีลุกขึ้น มุมปากกระตุก และดวงตาที่เคยดุดันกลับมีน้ำตาคลอเบ้า
"บุญคุณที่ให้ชีวิตใหม่ หากศิษย์น้องหลี่มีเรื่องใดให้ช่วยเหลือ ข้ายินดีบุกน้ำลุยไฟโดยไม่ลังเล"
"ไม่ต้องกังวลไป เรามาจัดการปัญหาตรงหน้าก่อนดีกว่า" หลี่โม่ชี้ไปที่บริเวณไม่ไกลนัก
หลังจากที่วิชาบัวแดงเพลิงกรรมเผาราชาปิศาจต้นไม้จนสิ้นซากแล้ว ปิศาจต้นไม้จำนวนมากก็เริ่มขยับอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกมันมีสติปัญญาไม่สูง หรือคิดว่าเปลวเพลิงเมื่อครู่จะไม่ปรากฏขึ้นอีก
"อืม!" เทียนฉีพยักหน้าอย่างแรง เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาครั้งแรกในรอบหลายปี
"น้องหลี่ ท่านหลีกทางให้ข้าหน่อยได้ไหม?"
"หืม? ไม่จำเป็นหรอก ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น ไม่จำเป็นต้องให้ท่านออกหน้า"
"ไม่ใช่… เจ้าเหยียบด้ามทวนของข้าอยู่"
"..."
เอาเถอะ ท้ายที่สุดทั้งสองคนก็ไม่ได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน
เทียนฉีถือทวนขนาดใหญ่และบุกเข้าไปในกลุ่มศัตรูเพียงลำพัง ราวกับฟื้นคืนชีพจากความตาย
เขาปลดปล่อยความคับแค้นที่สะสมอยู่ในใจมานาน และกลับมามองเห็นท้องฟ้าที่สดใสอีกครั้ง ในฐานะคนพิการมาหลายปี เขาก็ควรจะระบายความรู้สึกออกมาให้หมด
หลี่โม่ยืนดูอยู่เงียบๆ ปล่อยให้เขาบุกตะลุยเข้าไปในฝูงปิศาจต้นไม้
ผลที่ได้ต่อจากนั้นยิ่งน่าประทับใจ
เทียนฉีทะลวงขอบเขตในระหว่างการต่อสู้ ส่วนป้ายสัตว์อสูรที่ได้จากพวกปีศาจต้นไม้ เทียนฉีก็มอบให้กับหลี่โม่ทั้งหมด เขาบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้ว และยังเกินความคาดหมายไปมาก จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องติดอันดับต้นๆ อีก
"ยัยก้อนน้ำแข็งสังหารได้เร็วเกินไปแล้ว" หลี่โม่เงยหน้ามองท้องฟ้าและพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ
ตอนนี้อันดับบนท้องฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย เขาฆ่าสัตว์อสูรโครงกระดูกมาตลอดทาง และยังได้รับมาจากจากเทียนฉีเพิ่ม รวมแล้วมีป้ายสัตว์อสูรทั้งหมด 70 ป้าย แต่ก็อยู่เพียงอันดับสอง
ส่วนยัยก้อนน้ำแข็ง... มี 118 ป้าย นำห่างไปไกลลิบ
หมูเป็นร้อยตัวก็ต้องใช้เวลาฆ่านานอยู่เหมือนกันนะ?
อืม...
หากใช้ค้อน ศิษย์น้องหลี่อาจจะเก็บคะแนนได้รวดเร็วกว่านี้ แต่นั่นไม่จำเป็น ขอแค่อยู่ในห้าสิบอันดับแรกก็พอแล้ว
"ศิษย์น้องหลี่ เจ้าจะไปที่ใดต่อ?" เทียนฉีแสดงท่าทางพร้อมที่จะติดตามอย่างเต็มที่
"ข้าขอเวลาสักครู่" หลี่โม่หยิบสมุดเล็กๆออกมาอีกครั้ง
เขาขีดชื่อเทียนฉีในสมุดออก แล้วมองหาเป้าหมายต่อไป
เส้นทางการลงทุนของเขาจะเน้นที่เป้าหมายหลัก และจะช่วยเหลือเป้าหมายรองไปตามทาง
แม้จะเป็นคนเลวร้าย… เขาก็ช่วยเหมือนกัน เพราะการลงทุนก็คือการลงทุน
มีคำพูดหนึ่งกล่าวไว้ว่า
“ช่วยคนต้องช่วยให้สุดทาง ส่งพระต้องส่งให้ถึงที่”
คนที่ชั่วร้ายจนหาที่เปรียบไม่ได้ ก็มักจะไปถึงจุดสูงสุดได้ง่ายๆเช่นกัน ศิษย์น้องหลี่เมื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แล้ว ก็จะส่งพวกเขาไปสู่โลกหน้าอย่างอบอุ่น
ทั้งสองคนเดินทางต่อไป
...
"ที่นี่มันอันตรายเกินไปแล้ว! วิชาฝ่ามือใบไม้ร่วงของข้าจะต้องมาสิ้นท่าที่นี่หรือ..."
ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังจะเพลี่ยงพล้ำนั้นเอง
"เจ้าพวกปิศาจร้าย รับกระบี่!"
"กินทวนของข้าซะ!"
ทั้งสองคนลงมาจากท้องฟ้าและช่วยเขาไว้ได้
"ท่านคือ...ศิษย์สายตรงหลี่ และพี่เทียนฉีใช่หรือไม่?" ชายที่ถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มงูโครงกระดูกถามขึ้น
...
อีกด้านหนึ่ง
"เหยาเป่ยชิง! เจ้าไม่สมควรได้ชื่อวีรบุรุษกระบี่ม้าขาวเลย กล้าดักโจมตีสหาย และแย่งชิงป้ายสัตว์อสูรรึ!"
"ในมิตินี้ใครจะไปรู้ว่าข้าทำ? ข้าก็ยังเป็นยอดวีรบุรุษเหมือนเดิม!"
"ข้ามองเจ้าผิดไป!"
"ความจริงแล้ว ข้าเองก็แอบชอบภรรยาของเจ้ามานาน เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะทำหน้าที่เพื่อนที่ดีในการดูแลนาง และจะแต่งงานกับภรรยาของเจ้าในภายหลัง ส่วนลูกของเจ้าก็…หึหึหึหึ"
ทั้งสองคนลงมาจากท้องฟ้า
"เจ้าคนหน้าซื่อใจคด กินทวนของข้าซะ!"
“ว้าก!”
"เดี๋ยวๆ ใจเย็นก่อน"
หลี่โม่รีบนำยาฟื้นฟูบาดแผลให้คนร้ายที่เพิ่งหัวเราะไป และยังช่วยรักษาบาดแผลอื่นให้เขาด้วย
แต่หลังจากรักษาเสร็จ เขาก็ใช้กระบี่ส่งอีกฝ่ายไปสู่โลกหน้า
เทียนฉีและชายที่ถูกช่วยไว้ต่างมองตาค้าง
นี่มัน...วีรบุรุษผู้ใจบุญ หรือยมทูตกันแน่?
แม้จะไม่เข้าใจ แต่...
ทำไมมันช่างดูดีมีคุณธรรมถึงเพียงนี้!
...
นี่เป็นเพียงสองเหตุการณ์เท่านั้น หลี่โม่พาเทียนฉีแปลงร่างเป็นผู้พิทักษ์แห่งมิติ และทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรม
แน่นอนว่าคนชั่วที่สมควรตายก็มีไม่น้อย
คนที่ท่องยุทธภพมาอย่างโชกโชนไม่ได้มีแต่คนดีหรือคนร้ายเพียงอย่างเดียว
คนที่รอดชีวิตมาได้ส่วนใหญ่ ก็ไม่มีความคิดที่จะเดินทางในมิติต่อไปแล้ว เพราะหลังจากเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย พวกเขาจึงได้รู้ว่าการมีชีวิตอยู่นั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด อันตรายในมิตินี้ก็มากเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้
หลายคนที่ฟังคำแนะนำจากศิษย์น้องหลี่ ก็ไปหลบซ่อนตัวในสถานที่ที่ปลอดภัย… ซึ่งก็คือป่าปิศาจต้นไม้ ที่ไม่มีต้นไม้อีกต่อไปแล้ว
เมื่อพวกที่หลี่โม่ช่วยไว้พบกันโดยบังเอิญ ต่างก็รู้สึกตกตะลึง
"พวกเจ้า...ก็ถูกยอดวีรบุรุษหลี่ช่วยไว้หรือ?"
"เจ้าด้วยรึ?"
"บังเอิญจัง ข้าก็เหมือนกัน"
"ถ้าอย่างนั้น...ทุกคนที่นี่ ล้วนได้รับความเมตตาจากยอดวีรบุรุษหลี่สินะ?"
"เขาไม่เพียงแค่ช่วยชีวิตข้าเท่านั้น แต่ยังเห็นว่าข้าเป็นคนพิการแต่กำเนิด แล้วยังให้ยาเม็ดกระดูกเสือเสริมพลังหยางกับข้าด้วย! นี่เขาเป็นเหมือนพ่อแม่คนที่สองของข้าเลย!"
"อ๊ะ...นั่น..."
"ใช่แล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะยอดวีรบุรุษหลี่ ลูกชายของข้าก็คงจะเปลี่ยนนามสกุลไปแล้ว!"
ผู้คนที่รอดชีวิตต่างมองหน้ากันอย่างเงียบงัน ในใจมีเพียงความรู้สึกซาบซึ้งเท่านั้น
โอ้! ท่านยอดวีรบุรุษหลี่ ข้าอยากร้องไห้เพราะท่านเสียแล้ว
เขาช่างเป็นคนที่มีศีลธรรมสูงส่งจริงๆ!
ไม่สิ มิอาจใช้แค่คำว่ามีศีลธรรมอันสูงส่งได้แล้ว เขาคือเทพอวตารแห่งความยุติธรรม!
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่นับถือเทพเจ้า แต่การบูชายอดวีรบุรุษหลี่คุ้มค่ากว่า!"
"ถูกต้อง! เมื่อมีปัญหา เขาก็มาช่วยเราจริงๆ!"
"ในอนาคต หากใครกล้าเป็นศัตรูกับยอดวีรบุรุษหลี่ ข้าขอเป็นศัตรูกับคนผู้นั้น!"
"หากคนชั่วเป็นศัตรูกับยอดวีรบุรุษหลี่ แสดงว่าคนผู้นั้นทำความชั่วมามากมาย ยอดวีรบุรุษหลี่ฆ่าก็ถูกแล้ว!"
"หากคนดีเป็นศัตรูกับยอดวีรบุรุษหลี่ แสดงว่าคนผู้นั้นเป็นคนหน้าซื่อใจคด! ถูกยอดวีรบุรุษหลี่ฆ่าก็สมควรแล้ว!"
เมื่อมีคนรอดชีวิตมากขึ้น บรรยากาศเริ่มแปลกไปเล็กน้อย
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือบรรยากาศของมิติทั้งหมด จากที่เคยเป็นสถานที่นองเลือด กลับกลายเป็นสถานที่แห่งความสงบและเป็นมิตรไปเสียแล้ว
….
อีกด้านหนึ่ง
ที่ส่วนลึกของมิติ อาจารย์หานที่สวมชุดสีเลือด ผู้ที่ดูฉลาดล้ำลึกและเกินหยั่งรู้เสมอ ได้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด
ตามที่เขาคาดการณ์ไว้
ตอนนี้ในมิติควรจะเต็มไปด้วยเลือดและพายุแห่งการฆ่าฟัน
แต่...
"ทำไมคนตายถึงน้อยเพียงนี้?"