- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 126 ปิศาจต้นไม้, คัมภีร์วิญญาณแห่งศึกหลั่งโลหิต
บทที่ 126 ปิศาจต้นไม้, คัมภีร์วิญญาณแห่งศึกหลั่งโลหิต
บทที่ 126 ปิศาจต้นไม้, คัมภีร์วิญญาณแห่งศึกหลั่งโลหิต
ณ ส่วนลึกของมิติหงส์โลหิต
ร่างหนึ่งในชุดสีเลือดจ้องมองรายชื่อที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าอย่างแน่วแน่
“นางมาถึงจนได้”
แววตาของชายหนุ่มในชุดสีเลือดสับสนและขุ่นมัว แต่ก็ซ่อนความตื่นเต้นไว้เล็กน้อย
“นับพันปีที่ข้ารอคอย ในที่สุด… ผู้ที่คู่ควรก็มาถึง”
“อาจารย์หาน”
อินหัวเซวียนสวมชุดคลุมสีดำก้าวเข้ามาและคำนับอย่างนอบน้อม
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอาจารย์หานผู้ลึกลับและทรงอำนาจแสดงสีหน้าเช่นนี้ ตำแหน่งของอาจารย์หานในพรรคอสูรปลุกวิญญาณนั้นสูงส่งนัก จนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่รู้แม้แต่ชื่อที่แท้จริงของอีกฝ่าย
เคล็ดวิชาที่อาจารย์หานใช้... เรียกได้ว่า 'ลึกลับเกินหยั่งถึง'
ในมิติหงส์โลหิตนี้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกายธรรมระดับหก ก็ยังไม่อาจทำลายกฎเกณฑ์เข้ามาภายในได้ เว้นเสียแต่ว่าจะใช้พลังภายนอกมหาศาลเพื่อทำลายมิติโดยตรงเท่านั้น
แต่อาจารย์หานกลับสามารถทำให้อินหัวเซวียนที่อยู่ในขั้นภูมิทัศน์ภายในเข้าออกได้อย่างอิสระ
ทั้งที่เขาดูเหมือนจะมีอายุเพียงยี่สิบปีเศษเท่านั้น แต่ประสบการณ์และมุมมองของเขากลับทำให้อินหัวเซวียนรู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงกบในกะลาที่มองเห็นโลกเพียงน้อยนิด
ทุกคราเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าอาจารย์หาน อินหัวเซวียนก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจนแทบหายใจไม่ออก
หลังจากนั้นไม่นาน สีหน้าของชายหนุ่มในชุดสีเลือดก็กลับมาสงบดังเดิม
“สิ่งที่ข้าให้เจ้าไปทำ… เป็นอย่างไรบ้าง”
“ในมิติแห่งนี้ จะต้องมีเลือดได้สังเวยอย่างแน่นอน”
“อืม... เจ้าเป็นคนมีความสามารถ อยู่ในสำนักชิงเยวียนมาหลายสิบปีคงลำบากไม่น้อย”
ดูเหมือนชายหนุ่มจะอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย
“เพื่อความรุ่งโรจน์ของนิกายแล้ว ข้าน้อยยินดีมอบชีวิตให้...”
อินหัวเซวียนไม่กล้ารับคำชมนั้น ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าอาจารย์หานโบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางยิ้มเย็น
“เจ้าจะได้ผลตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อแน่นอน”
“ขอรับ”
อินหัวเซวียนน้อมกายโค้งคำนับอีกหน หางตาของเขามองเห็นซากศพสีซีดอยู่ไม่ไกลนัก
มันเปล่งประกายสีทองที่ผสมผสานกับสัญลักษณ์สีเลือด เสื้อผ้าบนร่างเน่าเปื่อยไปนานแล้ว แต่กระดูกกลับขาวสะอาดเปล่งประกายอย่างน่าอัศจรรย์
ราวกับว่า… มันมีชีวิต
สัญลักษณ์สีแดงก็ดูเหมือนจะสว่างเจิดจ้ากว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเห็น
….
ชั้นที่หนึ่งของมิติหงส์โลหิต
ในป่าที่มีต้นไม้แห้งบิดเบี้ยว... เสียงกิ่งไม้ที่ถูกเหยียบจนหักดังขึ้น
“แม่นางเย็นชาผู้นั้น… น่ากลัวเกินไปแล้ว”
เทียนฉีละสายตาจากท้องฟ้า แล้วหรี่ตามองขนแขนของตัวเองที่ลุกชัน เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย
“รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
สิ่งที่เขาฝึกฝนคือ‘วิชาภาพนิมิตวิถียุทธ์สิบทิศ’
ในขั้นปราณญาณเทพ มันทำให้เขามีความสามารถในการต่อสู้กับศัตรูจำนวนมากได้อย่างยอดเยี่ยม และยังสามารถสัมผัสถึงเจตนาฆ่าได้อย่างแม่นยำ
เขารู้สึกตลอดเวลาว่ามีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองเขาจากเงามืด แต่เมื่อมองไปรอบๆ กลับไม่พบแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิตใด...
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เทียนฉีเกาศีรษะอย่างฉงน
ไม่มีสิ่งมีชีวิต แต่เขากลับได้กลิ่นคาวเลือด เขาเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว ในที่สุดก็พบที่มาของกลิ่น
เศษผ้าขาดวิ่นหลายชิ้นแขวนอยู่บนกิ่งไม้ แต่เจ้าของเสื้อผ้าได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“แปลกพิกล”
เทียนฉีกำลังจะก้าวเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นก็พบว่าลำต้นของไม้เหล่านี้มีปากขนาดใหญ่ฉีกอ้าอยู่ กิ่งก้านก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเกรี้ยวกราด
ปิศาจต้นไม้!?
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นในสมอง
วูบ!
กิ่งไม้เส้นหนึ่งพุ่งเข้ามาพร้อมกับเสียงลมที่น่าหวาดหวั่น ราวกับงูพิษที่กระโจนเข้าจู่โจม
เพียะ!
เทียนฉีเซถลาไปข้างหลังเล็กน้อย ปราณโลหิตในกายปั่นป่วน เขารีบใช้ปราณภายในเคลื่อนไหว ทวนขนาดใหญ่ในมือก็วาดออกอย่างรวดเร็ว
หลังจากต่อสู้กับกิ่งไม้ได้หลายกระบวนท่า…
“ทำลาย!”
ปราณภายในของเทียนฉีควบแน่นที่ทวนขนาดใหญ่ กลายเป็นพลังงานอันแข็งแกร่ง ร่างของแม่ทัพในชุดเกราะก็ปรากฏขึ้นด้านหลังเขาอย่างเลือนราง เพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถเจาะทะลุปีศาจต้นไม้ได้สำเร็จ
แต่ทว่า... ขณะที่เทียนฉีกำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก สีหน้าของเขาก็กลับกลายเป็นย่ำแย่
ครืน!
ป่าทั้งป่ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เงาต้นไม้จำนวนมากเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง จนบดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ มันคืบคลานเข้ามาราวกับอสูรร้ายที่กำลังถูกปลุกให้ตื่น
“แย่แล้ว...”
เทียนฉีตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน ปิศาจต้นไม้ที่นี่ทุกตัวอยู่ในขั้นปราณภายใน แต่จำนวนของพวกมันนั้นมีมากเกินไป แถมร่างกายของพวกมันยังแข็งแกร่งพอๆกับกายเนื้อที่เขาฝึกฝนมา ทำให้รับมือได้ยากลำบากยิ่ง
แม้ว่าภาพนิมิตของแม่ทัพที่อยู่ด้านหลังจะปรากฏขึ้น แต่ความเร็วในการเหวี่ยงทวนของเขาก็เริ่มช้าลงเรื่อยๆ
….
ครึ่งชั่วยามต่อมา
“จะปล่อยให้ยืดเยื้อเช่นนี้ไม่ได้แล้ว มิเช่นนั้นกว่าจะฝ่าออกไปได้ ข้าคงหมดแรงเสียก่อน”
เทียนฉีตัดสินใจทันที ตบมือลงบนต้นขา ร่างกายท่อนบนของเขาก็พุ่งทะยานออกไปอย่างกะทันหันเพื่อจะบินหนี
แต่ทว่า... กิ่งไม้จำนวนมหาศาลก็ถักทอเป็นตาข่ายบนอากาศและคลุมร่างของเขาไว้
นั่นคือราชาปีศาจต้นไม้... กลิ่นอายของมันแข็งแกร่งกว่าเขามากนัก
“การสำรวจมิติหงส์โลหิตของข้า จะจบลงแค่นี้จริงหรือ...”
เทียนฉีรู้สึกสิ้นหวังในใจ ความเหนื่อยล้าและเจ็บปวดทางกายทำให้เขารู้สึกราวกับย้อนเวลากลับไปในอดีต
….
‘คนพิการ’ อาจจะยังฝึกยุทธ์ได้... แล้วคน ‘ที่ไม่มีขา’ เลยล่ะ?
สิ่งที่คนทั่วไปทำได้ง่ายดาย เขากลับต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แม้แต่การทำกิจวัตรประจำวัน ก็เป็นเรื่องยากลำบาก
เมื่อเทียบกับศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆแล้ว เขาก็เป็นเพียงคนพิการคนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงทุ่มเทความพยายามให้มากกว่าคนทั่วไป
ในขณะที่คนอื่นวิ่งไปตามทาง เขาก็ใช้แขนทั้งสองข้างเพื่อยันตัวเองลงจากเขา และปีนกลับขึ้นมาใหม่ทีละน้อย
ในช่วงแรกต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะไปกลับได้หนึ่งรอบ เมื่อหิวเขาก็กินขนมปังที่แขวนคอ เมื่อกระหายเขาก็ดื่มน้ำค้างตามรายทาง
ในที่สุด เขาก็อาศัยความพยายามจนสามารถเปิดเส้นชีพจรได้ครึ่งหนึ่ง อาจารย์จึงสร้างขาเหล็กกล้าให้เป็นรางวัลพิเศษ
ในวันที่เขายืนขึ้นได้อีกครั้ง เสียงหัวเราะเยาะเย้ย และความสิ้นหวังสับสนที่เคยมี ก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังทั้งหมด
แต่ถึงกระนั้น... นั่นก็ไม่ใช่ขาที่แท้จริงของเขา ร่างกายของเขาก็ยังคงมีเพียงครึ่งเดียว
ในมิติหงส์โลหิตแห่งนี้ อาจมี ‘หญ้าหลอมรวมกาย’ ที่สามารถเติมเต็มร่างกายที่ขาดหายของเขาได้ แต่ระยะทางดูเหมือนจะไกลเกินกว่าที่ความมุ่งมั่นจะพาไปถึง
ปลายกิ่งไม้ที่พุ่งลงมานั้นคมกริบ ดวงตาของเขาปรากฏภาพของราชาปิศาจต้นไม้อยู่เบื้องหน้า
“นี่คือจุดจบของข้าแล้วหรือ... คงเป็นเพราะข้า… พยายามไม่มากพอ”
ในใจที่เคยสงบของเทียนฉีไม่มีความขุ่นเคือง มีเพียงความน้อยใจในโชคชะตาเท่านั้น
แกร๊ก!
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น เทียนฉีลืมตาขึ้นอย่างสับสน เขาเห็นปีศาจต้นไม้ตรงหน้าถูกไฟเผาจนร่างบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมาน
“หืม?”
เทียนฉีก็เคยลองใช้ไฟเผามันแล้ว แต่แม้จะใช้น้ำมันไฟ ปีศาจต้นไม้ก็ไม่ติดไฟเลย
ใครกัน?
เขาก็เงยหน้าขึ้น เห็นร่างหนึ่งกำลังคว้ากระบี่ยาวไว้ในมือ คนผู้นั้นใช้นิ้วชี้ลูบคมบนกระบี่เบาๆ ก็ทำให้กระบี่ทั้งเล่มลุกเป็นไฟ
เบื้องหลังของเด็กหนุ่มปรากฏภาพดวงตะวันอันร้อนแรง...
"เคล็ดกระบี่สุริยัน!"
“ตายซะ!”
ชั่วพริบตาเดียว แสงจากดวงตะวันก็กระจายออกมาเป็นประกายไฟนับไม่ถ้วน พุ่งตรงตามทิศทางที่กระบี่ชี้ลงไป
ฉับ ฉับ ฉับ!
สายฝนแห่งเปลวเพลิงที่ระเบิดออก เจาะทะลุร่างของราชาปิศาจต้นไม้ หลังจากเสียงที่เสียดแทงหูดังขึ้น ราชาปิศาจต้นไม้ก็ล้มลงสู่พื้น
ปิศาจต้นไม้อื่นๆ ต่างนิ่งงันและไม่กล้าเข้าใกล้
“ศิษย์น้องหลี่?”
เทียนฉีมองไปยังเด็กหนุ่มที่ราวกับเทพสวรรค์อย่างตะลึง
“โชคดีที่มาทัน”
หลี่โม่เก็บกระบี่และหันกลับมายิ้ม
เมื่อคืนทั้งสองคนเพิ่งดื่มสุราด้วยกัน ถือว่าเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด พูดให้เข้าใจง่ายคือคุยกันถูกคอ
“ศิษย์น้องหลี่ เจ้าหนีไปเถิด…”
ความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นในใจของเทียนฉีก็มอดดับลงอีกครั้ง
เคล็ดกระบี่ที่มีพลังมหาศาลเช่นนั้น ย่อมต้องเป็นวิชาลับอย่างไม่ต้องสงสัย
หลี่โม่อยู่ในขอบเขตปราณภายในขั้นสุราหยกเท่านั้น โอสถลึกลับก็ยังไม่ได้หล่อหลอม
การที่เขาสามารถใช้เคล็ดกระบี่นี้เพื่อสังหารศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้นั้น เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ และแน่นอนว่าต้องใช้เวลาฟื้นพลังอีกมาก
เขาคิดว่าตัวเองคงหนีไม่รอดแล้ว แค่หวังว่าเด็กหนุ่มที่เพิ่งเคยเจอกันคนนี้… จะรอดกลับออกไปได้
“ข้าจะรับมือพวกมันเอง!” เทียนฉีกล่าวอย่างแข็งขัน
“ฮะ?… ท่านจะรับมือเองหรือ? ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
หลี่โม่ไม่คิดว่าความมุ่งมั่นของอีกฝ่ายจะน่าทึ่งเพียงนี้ ถึงขนาดนี้แล้วก็ยังจะสู้
หลังจากคิดได้ เขาก็หยิบบางอย่างออกมา
“ท่านอ้าปาก”
“อะไรนะ?”
“เร็วเข้า!”
เทียนฉีอ้าปากออก แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไหลลงสู่ลำคอ
“ศิษย์น้องหลี่! เจ้าเอาอะไรเข้าปากข้ากัน”
“เมื่อคืนนี้ข้าไม่ได้คุยโวโอ้อวดหรอกนะ”
หลี่โม่ยิ้ม เทียนฉีรู้สึกสับสนงุนงง
หลังจากกลืนกินสิ่งที่ศิษย์น้องหลี่ให้มาแล้ว ร่างกายครึ่งท่อนล่างของเขาก็รู้สึกชาหนึบขึ้นมา
ที่หูของหลี่โม่ก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น
[ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของระบบ ท่านได้ลงทุนกับ ‘เทียนฉี’ สำเร็จ ช่วยเติมเต็มความพิการและรักษาชีวิตเขาไว้ได้]
[ผลตอบแทนจากการลงทุน: คัมภีร์วิญญาณแห่งศึกหลั่งโลหิต]
[คัมภีร์วิญญาณแห่งศึกหลั่งโลหิต: “ไอเทมใช้ครั้งเดียว สามารถใช้อัญเชิญวิญญาณนักรบโบราณมาสถิตได้ ทำให้พลังต่อสู้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยิ่งสู้ยิ่งแข็งแกร่ง คงอยู่เป็นเวลาหนึ่งก้านธูป”]
“ไม่เลวเลย แต่น่าเสียดายที่มีเพียงใบเดียว...”
ของชิ้นนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นไม้ตาย
ในมิติหงส์โลหิต ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้นอีก
การมีของชิ้นนี้อยู่ ก็ทำให้อุ่นใจขึ้นไม่น้อย