เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 125 หนึ่งคนสำเร็จ หมื่นโครงกระดูกเหี่ยวแห้ง

บทที่ 125 หนึ่งคนสำเร็จ หมื่นโครงกระดูกเหี่ยวแห้ง

บทที่ 125 หนึ่งคนสำเร็จ หมื่นโครงกระดูกเหี่ยวแห้ง


เมื่อก้าวเข้าไปในประตูแสง ข้อความก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลี่โม่

[ชื่อ: อิ๋งปิง]

[อายุ: 16 ปี]

[รากฐานกระดูก: กายาจันทราหงส์ไท่อิน] 

[ขอบเขต: ปราณภายในขั้นสุราหยก] 

[ลิขิตฟ้า: แดง (กระดูกกระบี่จักรพรรดิเทียนจุน เหมันต์นิรันดร์เป็นลิขิต จิตวิญญาณดุจวารีสารท มีรูปลักษณ์ของจักรพรรดินีหงส์สวรรค์)]

[การประเมิน: โชคชะตามีอุปสรรคมากมาย แต่ก็สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้เสมอ ขณะนี้ปีกและขนยังเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์เปลี่ยนไป จะต้องทะยานสู่เก้าฟ้าสิบพิภพ และปกครองทั่วทุกสารทิศ ราวกับหงส์สวรรค์ลงมาจุติ] 

[การเผชิญหน้าล่าสุด: พลาดจากการแย่งชิงแก่นแท้หงส์โลหิต และจะได้รับบาดเจ็บหนักเมื่อก้าวเข้าสู่มิติชั้นที่สาม]

“!?”

เมื่อยืนอยู่ปากทางเข้ามิติ ดวงตาของหลี่โม่ก็สั่นไหวเล็กน้อย

นี่ระบบคงผิดพลาดกระมัง? มิติแห่งนี้มีขอบเขตจำกัดสูงสุดเพียงขั้นปราณญาณเทพ แล้วเหตุใดนางจึงต้องเผชิญเคราะห์กรรมถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส?

“อิ๋ง...”

ยังไม่ทันเอ่ยคำใด แสงสีเลือดจากปากทางเข้า ก็พลันสาดส่องโอบล้อมทุกคนเอาไว้

...

แสงสีแดงคล้ายฟองอากาศพาพวกเขาพุ่งทะลุผ่านความมืดมิดอันไร้สิ้นสุด

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองอยู่กลางสนามรบโบราณที่กว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้ามืดหม่นราวกับร่ำไห้ สายลมพัดหวีดหวิว

มีเสียงกรอบแกรบดุจเสียงคร่ำครวญของวิญญาณ อากาศหนาวเย็นยะเยือกเข้าถึงกระดูก

ที่นี่ดูเหมือนจะเคยเกิดการต่อสู้อันดุเดือด ก่อนหน้านี้บริเวณโดยรอบน่าจะเป็นป่า แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงกิ่งไม้แห้งสีดำนับไม่ถ้วน มันตั้งอยู่อย่างเงียบงัน และยื่นกิ่งก้านดั่งกรงเล็บออกไปบนท้องฟ้า

“มิติหงส์โลหิตเป็นสถานที่ที่อันตรายกว่าที่ข้าคิดไว้”

หลี่โม่รู้สึกถึงบางอย่างในตันเถียนของเขากำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง

บัวแดงเพลิงกรรมนั่นเอง มันจะแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ ก็ต่อเมื่ออยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังอันชั่วร้ายหรือโหดเหี้ยม

ปกติแล้ว หากเขาไม่หยิบค้อนออกมา ในมิติแห่งนี้ก็ไม่น่าจะมีใครแกร่งกว่านางได้

นั่นหมายความว่านางคงจะเผชิญกับเรื่องไม่คาดฝันอื่นๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับตัวมิติโดยตรง…

แกรบ—

หลี่โม่ก้าวเท้าลงไปโดยไม่คิด เขาเหยียบกระดูกสัตว์ที่อยู่บนพื้นจนแตกละเอียด

“ปราณภายในของที่นี่… ดูเหมือนจะเต็มเปี่ยมกว่าข้างนอกมาก”

“เป็นเพราะแก่นแท้แห่งแสงรึ?”

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ท้องฟ้าก็พลันสั่นสะเทือน ดวงดาวที่เคยหม่นหมองพลันเปล่งประกาย

บนท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต ปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่ขึ้น ทุกคนสามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน

[สวรรค์และโลกไร้ความเมตตา มองสิ่งมีชีวิตเป็นเพียงเครื่องสังเวย] 

[วิถีแห่งยุทธ์จะบรรลุได้ หนึ่งคนสำเร็จ หมื่นโครงกระดูกเหี่ยวแห้ง!] 

[การทดสอบชั้นที่หนึ่งของมิติ: สังหารสัตว์อสูรและสะสมป้ายคะแนน] 

[ห้าสิบอันดับแรกมีสิทธิ์เข้าสู่ชั้นต่อไป]

ข้อความบนฟ้ามีเพียงไม่กี่คำ แต่ทุกถ้อยคำกลับเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงในการสังหารอันเฉียบคม

สิ่งที่ต้องการจะสื่อนั้น สั้นและกระชับยิ่งนัก ‘จงตามล่าสัตว์อสูรและสะสมป้ายคะแนน ผู้ที่อยู่ในห้าสิบอันดับแรกเท่านั้นจึงมีสิทธิ์เข้าสู่ชั้นต่อไป’

ทุกคนที่ได้อ่านข้อความต่างรู้สึกกังวลใจ ข้อความนี้บอกให้ล่าสัตว์อสูร แต่กลับจำกัดจำนวนคน

แล้วนอกเหนือจากห้าสิบอันดับแรกเล่า… จะทำเช่นไร?

การสังหารสัตว์อสูรได้ป้ายหนึ่งอัน แต่การสังหารมนุษย์ อาจให้ผลตอบแทนที่มากกว่า...

สถานที่แห่งนี้เป็นป่าทมิฬอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่เพียงแต่ต้องล่าสัตว์อสูร แต่ยังต้องระวังจิตใจของผู้คนด้วย การที่ทุกคนถูกส่งมายังสถานที่แตกต่างกันตั้งแต่แรก ก็เพื่อป้องกันการรวมกลุ่ม

วูบ—

ท้องฟ้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง รายชื่อของแต่ละคนปรากฏขึ้นบนนั้น

แต่มีให้ดูเพียงห้าสิบชื่อ เห็นได้ชัดว่าคนที่ชื่อปรากฏบนท้องฟ้าเท่านั้น ที่จะได้รับสิทธิ์เข้าสู่ชั้นต่อไป

“ถ้าชื่อติดอันดับ คงกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนเลยสินะ”

“จัดการเรื่องที่จำเป็นก่อนดีกว่า”

หลี่โม่หยิบสมุดเล็กๆออกมาจากอกเสื้อ

เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะล่าป้ายสัตว์อสูร เพราะวาสนาในมิตินี้สำหรับเขาแล้ว จะมีหรือไม่มีก็ได้ ผลตอบแทนจากการลงทุนต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด

หลี่โม่คิดแบบนั้น แต่เรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด

เมื่อเขาเดินไปได้ไม่นาน กระดูกที่อยู่บนพื้นก็ขยับโดยไม่มีลมพัด ก่อนประกอบร่างขึ้นมากลายเป็นโครงกระดูกสัตว์อสูรที่สมบูรณ์ รูปร่างคล้ายกับหมี

ดวงตาที่กลวงโบ๋เปล่งแสงสีเลือดออกมา มันมองมาทางหลี่โม่ด้วยความกระหาย

“กลิ่นอายใกล้เคียงกับขั้นโอสถลึกลับ”

“แต่ไม่มีเนื้อหนัง ทำให้รับมือได้ยากกว่าคนในขั้นโอสถลึกลับทั่วไป หากมีจำนวนมากก็สามารถคุกคามคนในขั้นปราณญาณเทพได้”

หลี่โม่กำลังประเมินความแข็งแกร่งของโครงกระดูกหมีขาว

แต่ทันใดนั้นเอง…

ครืน—

พื้นดินสั่นสะเทือน ร่างของมันพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว

สถานที่ที่มันผ่าน ราวกับมีลมพายุพัดกระหน่ำ หินที่อยู่บนพื้นก็ถูกมันบดขยี้จนแตกละเอียด ฝ่ามือตบลงมาพร้อมกับเสียงกรรโชกที่น่าสะพรึงกลัว

ตูม!—

แต่เมื่อกรงเล็บกระทบพื้นดิน… กลับไม่โดนสิ่งที่มันคิด

เจ้าตัวเล็กในสายตาของมันหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“หึหึ”

“แค่ขั้นโอสถลึกลับ เจ้าก็ช่างกล้านักนะ... รับกระบี่ของข้าไป!”

กระบี่หลิงเซียวถูกชักออกจากฝัก เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงกระบี่พุ่งออกไปเหมือนมังกรไฟที่ส่องสว่าง เปล่งแสงครอบคลุมรัศมีหลายสิบเมตร

เจ้าเคยเห็นวิชากระบี่ที่ตกลงมาจากฟ้าไหม?

ตอนนี้วิชากระบี่ของหลี่โม่ไม่ธรรมดาแล้ว แม้เขาจะไม่ได้มีพรสวรรค์แห่งวิถีกระบี่เป็นเลิศ แต่กลับคลุกคลีอยู่กับยัยก้อนน้ำแข็งและองค์หญิงเจียงทุกวัน จนได้รับอิทธิพลจากพวกนาง

เปรียบได้กับการทำข้อสอบ..

ชาติที่แล้วเป็นนักเรียน อ่านหนังสือเอง ทำข้อสอบเอง

ส่วนในชาตินี้ สามารถเรียกเขาว่า ‘มือกระบี่ลอกข้อสอบ’ ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ได้!

ฉัวะ—

วิชากระบี่ระดับสูงเมื่อหลอมรวมกับพลังบัวแดงเพลิงกรรม กลับสามารถแสดงอานุภาพที่เหนือกว่าระดับของมันได้อย่างมหาศาล

เปรี้ยง—

แสงกระบี่หลายสิบเส้นตัดกันไปมา ร่างของโครงกระดูกหมีขาวแข็งค้าง… ก่อนจะระเบิดออกมาเป็นดอกไม้ไฟที่สวยงาม

หลี่โม่ลงสู่พื้นพร้อมกับกระบี่หลิงเซียวในอ้อมแขน สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ ไม่แม้แต่จะหันไปมองการระเบิดเลยด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่คิดในใจว่า

“อืม... นี่มันช่างสง่างามยิ่งนัก!”

สนุกกว่าการบดขยี้ศัตรูในเกมด้วยมูราดหรือหยินเป็นไหนๆ

“สุดท้าย… ข้าก็เป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งสินะ”

หลี่โม่บ่นตัวเองจบ ก็จับกระบี่ในมือขวา ลูบค้อนด้วยมือซ้ายที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ แล้วเดินจากไปในความมืดมิด

.....

ในเวลาเดียวกัน 

ณ หน้าถ้ำอันลึกลับ

เด็กสาวคนหนึ่งมีรัศมีเรืองรองห่อหุ้มกาย เส้นผมสีดำพลิ้วไหวแผ่วเบา ไอน้ำในอากาศควบแน่นกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง

มันร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้า แสงนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยปราณภายในของนาง และไหลเวียนไปทั่วทุกสารทิศ

“แก่นแท้หงส์โลหิตไม่อยู่ในชั้นที่หนึ่งจริงๆ”

“ต้องไปชั้นต่อไป”

อิ๋งปิงลืมตาขึ้น ดวงตาที่เยือกเย็นของนางมองทะลุความว่างเปล่า

นางยกกระบี่น้ำค้างสวรรค์ขึ้น ชี้ปลายกระบี่สีหยกเข้าไปในถ้ำ

ถ้ำที่มืดมิดพลันมีเสียงร้องดังขึ้นเป็นระลอก

ซ่า...ซ่า...ซ่า...

ค้างคาวโครงกระดูกขนาดใหญ่นับไม่ถ้วนหลายสิบตัวกำลังบินมาทางนาง

ตัวที่อ่อนแอที่สุดมีขอบเขตปราณภายในขั้นสุราหยก ส่วนตัวที่แข็งแกร่งจะเปล่งแสงจางๆ ใกล้เคียงกับขั้นปราณญาณเทพ

ค้างคาวโครงกระดูกเหล่านี้ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่มีชื่อเรียกว่า ‘ปิศาจราตรี’

ในพริบตา หน้าถ้ำก็ถูกปกคลุมไปด้วยเงาของพวกมัน

แต่ในเสี้ยววินาทีถัดมา แสงอันเจิดจ้าก็พุ่งทะยานสวนทางเข้าไป

.…

อันดับบนท้องฟ้ามีการเปลี่ยนแปลง

ชื่อหนึ่งพลันพุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว

[อันดับหนึ่ง: อิ๋งปิง] 

[จำนวนป้ายสัตว์อสูรที่ล่าได้: 27 ป้าย] 

ในมิติเกิดเสียงตกตะลึงดังขึ้นเป็นระลอก

“นี่มันนานแค่ไหนกันเชียว ทำไมนางถึงล่าสัตว์อสูรได้ยี่สิบเจ็ดตัวแล้ว?”

“ความเร็วขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าโชคดีเจอป้ายที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางหรอกหรือ?”

“สังเกตดู นางไม่ได้ไต่อันดับขึ้นมาทีละอันดับ แต่พุ่งขึ้นสู่อันดับหนึ่งเลย”

“หมายความว่านางสังหารสัตว์อสูรโครงกระดูกจำนวนมากในพริบตาเดียวงั้นหรือ?!”

จบบทที่ บทที่ 125 หนึ่งคนสำเร็จ หมื่นโครงกระดูกเหี่ยวแห้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว