เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 123 ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า, มิติหงส์โลหิตเปิดแล้ว

บทที่ 123 ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า, มิติหงส์โลหิตเปิดแล้ว

บทที่ 123 ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า, มิติหงส์โลหิตเปิดแล้ว


“อินหัวเฉิงตายแล้วหรือ?”

เพียงคำสั้นๆ ก็สร้างความตกตะลึงให้ทุกคนในทันที อินหัวเฉิงเป็นผู้ที่มีพลังฝีมือสูงที่สุดในบรรดาศิษย์ที่สำนักชิงเยวียนพามาในครั้งนี้

ในงานเลี้ยงนี้ มีน้อยคนนักที่จะกล้ากล่าวอ้างตนว่าเอาชนะเขาได้

“ตายอย่างนั้นหรือ?!”

“ขอรับ! ตายห่างจากคฤหาสน์ไปเพียงหนึ่งลี้ ศพถูกนำกลับมาแล้ว”

สีหน้าซีดเผือดของศิษย์ป่าเพลิงหยก บ่งบอกได้ว่าอินหัวเฉิงไม่ได้ตายดีนัก

ทันใดนั้น สายตานับไม่ถ้วนก็หันไปทางกลุ่มศิษย์ของสำนักชิงเยวียน ทว่าพวกเขาส่วนใหญ่กลับมีสีหน้าปกติ ไม่ได้แสดงความโกรธแค้นหรือตื่นเต้นอย่างที่คาดไว้ ราวกับว่าผู้ที่ตายเป็นเพียงคนแปลกหน้า

มีเพียงหลี่โม่ที่แสดงสีหน้าเคร่งขรึมออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า

“ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ พวกเราไปดูกันเถอะ”

.…

สายลมและสายฝนยังคงโหมกระหน่ำไม่หยุด คืนนี้เป็นคืนที่ยากจะหลับไหลอย่างแน่นอน

ในห้องโถงด้านหน้าของคฤหาสน์ตงหลี ศพที่วางอยู่บนฟางหญ้ามีรอยเลือดซึมออกมา หากไม่บอกว่านั่นคืออินหัวเฉิง ก็ยากจะบอกได้ว่าเป็นซากของร่างมนุษย์

“น่าสังเวชเสียจริง”

“นี่เขา... ถูกใครสังหารกันแน่?”

“ข้าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายใช้อาวุธอะไร แต่คงไม่ใช่ดาบหรือกระบี่”

“ยอดฝีมือขอบเขตปราณญาณเทพขั้นห้า กลับไม่มีแม้แต่โอกาสจะส่งเสียงขอความช่วยเหลือ ถูกสังหารในกระบวนท่าเดียว…”

ทุกคนเริ่มซุบซิบกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่แน่ใจ

อินหัวเฉิงถือว่าเป็นหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุด ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราณญาณเทพ แต่ตอนนี้กลับถูกสังหารราวกับลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆที่ถูกบดขยี้

“ข้าส่งคนไปแจ้งผู้อาวุโสเรียบร้อยแล้ว”

“ศิษย์พี่โอวหยาง ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”

“ศิษย์พี่เทียน แล้วท่านล่ะ?”

ลั่วอวี่มองไปทางทั้งสอง คนหนึ่งคือศิษย์อันดับสองของสำนักชิงเยวียน และยังเป็นศิษย์เอกของยอดเขาหรูอี้ ส่วนเทียนฉี นอกจากจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกังโต่วเหมินแล้ว เขายังเป็นนักล่าสังหารที่มีประสบการณ์สูง

“คนร้ายไม่ได้ใช้พลังปราณใดๆ และไม่ได้ใช้เจตจำนงของวิญญาณ” โอวหยางเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าเศร้าสร้อยเล็กน้อย สำรวจศพของอินหัวเฉิงแล้วส่ายหน้า

“ไม่ได้ใช้เจตจำนงวิญญาณ? ไม่ได้ใช้พลังปราณ? นั่นหมายความว่า… อินหัวเฉิงถูกสังหารด้วยพลังกายล้วนๆ อย่างนั้นหรือ?”

เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆดังขึ้นเป็นระลอกในห้องโถง

การสังหารผู้แข็งแกร่งขั้นปราณญาณเทพด้วยพลังกาย เป็นสิ่งที่มนุษย์จะทำได้จริงหรือ? โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!

“อาวุธที่คนร้ายใช้ น่าจะเป็น...ค้อน!”

“นอกจากนี้… ยังใช้เพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น”

“หรือคนร้ายจะเป็นมือสังหารจากหอละอองฝน ที่ฝึกวิชาคงกระพันขั้นสูง”

เทียนฉีมีสีหน้าเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก เขาบอกได้เพียงเท่านี้ เพราะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง

“ใช้ค้อนอย่างนั้นรึ?”

“สังหารด้วยค้อนเพียงครั้งเดียว?”

“หอละอองฝนหรือ?”

ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง แม้แต่คนที่ใจกล้าก็ยังกลืนน้ำลายลงคอ ความหยิ่งผยองของไป๋จิงหงหายไปจนหมดสิ้น เขานั่งคำนวณในใจอย่างเงียบงัน ยิ่งคำนวณ สีหน้าของเขาก็ยิ่งซีดเผือดลง

หากเป็นเขาในสถานการณ์เดียวกัน ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกันนัก อินหัวเฉิงฝึกวิชากายา ซึ่งเขาทราบดีว่าในแง่ความแข็งแกร่งของร่างกายแล้ว อินหัวเฉิงเหนือกว่าเขาเล็กน้อย

“ในแดนบูรพาอันคับแคบ ยังมีคนที่น่าพรั่นพรึงถึงเพียงนี้อยู่ด้วยหรือ?”

“….”

“ราชันค้อนแห่งบูรพา!”

ในตอนนั้นเอง เสียงของเด็กสาวที่ยังไม่โตเต็มวัยก็ดังขึ้น

“ใช่แล้ว นี่คือฝีมือราชันค้อนแห่งบูรพา!”

“ข้าเคยเห็นเขาสังหารหลิวเหิงปิศาจรัตติกาล จนกลายเป็นเศษเนื้อในกระบวนท่าเดียว”

“จากเสียงของเขา อายุคงยังไม่มากนัก น่าจะเป็นพี่ชายท่านหนึ่ง”

ลั่วเหยาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เอ่ยปากออกมา

ลั่วอวี่เริ่มครุ่นคิด จากเดิมที่เขาเคยไม่สนใจว่าราชันค้อนแห่งบูรพามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ตอนนี้เขาก็เริ่มคลางแคลงใจแล้ว ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบและครุ่นคิดไปตามกัน

มือสังหารที่โหดเหี้ยมที่สุดคนหนึ่งแห่งหอละอองฝน เป็นผู้ใช้ค้อนสังหารคนในกระบวนท่าเดียว และกำลังอยู่ใกล้ๆบริเวณนี้

ตามปกติแล้ว พวกเขาควรจะตื่นเต้น และเสนอตัวที่จะช่วยสำนักชิงเยวียนตามจับกุมคนร้าย แต่ในครานี้กลับไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้น

ถ้าหากคนร้ายยังไม่ไปไหน พวกเราจะทำอย่างไรดี?

“ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า และโลกที่สว่างไสว!”

เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวพลันดังขึ้นจากปากของหลี่โม่

ทุกคนรู้สึกมึนงงเล็กน้อย พลางมองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิดนอกหน้าต่าง ซึ่งมีทั้งลมแรงและฝนตกหนัก

“เจ้าคนบ้าบิ่นนี่! กล้าดียังไงมาโจมตีศิษย์สำนักของข้า! ข้าหลี่โม่ ขอเป็นปฏิปักษ์กับเขาตราบชั่วนิรันดร์!”

เด็กหนุ่มกินแตงโมจนหมด ก่อนปาเปลือกลงบนพื้น

เขากล่าวด้วยสีหน้าอันเที่ยงธรรม บรรดาเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในงานเลี้ยงต่างก็รู้สึกหน้าแดงซ่าน

เมื่อครู่พวกเขาหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะผายลม แต่ลองดูคนผู้นี้สิ ช่างสง่างาม มีคุณธรรม และกล้าหาญยิ่งนัก

“ได้ยินมาว่าศิษย์สายตรงหลี่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเกลียดชังความชั่วร้าย ข่าวลือเป็นจริงสินะ!”

“ศิษย์น้องหลี่ยอดเยี่ยมมาก!”

“ศิษย์พี่หลี่ไม่ได้เป็นบ้าอย่างที่ข่าวลือว่าไว้จริงๆด้วย!”

เสียงเชียร์ดังขึ้นทั่วห้องโถง บางคนยกนิ้วโป้งให้ บางคนปรบมือรัวๆ แต่แล้วเสียงเชียร์ก็พลันเงียบลงอย่างรวดเร็ว

“!!!”

สายลมและสายฝนด้านนอกถูกหยุดไปชั่วขณะ… ไม่สิ ไม่ใช่แค่ลมและฝนหยุด

แต่ทั้งหมดถูกตรึงอยู่กลางอากาศ ไม่สามารถตกลงมาได้

นี่คืออาณาเขตของผู้แข็งแกร่งขั้นภูมิทัศน์ภายใน!

อินหัวเซวียนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แต่กลับมีกลิ่นอายราวกับราชสีห์ที่เกรี้ยวกราด

ข้างๆเขายังมีผู้อาวุโสขั้นภูมิทัศน์ภายในจากสำนักอื่นๆในแคว้นจื่อหยางติดตามมาด้วย

เมื่อครู่พวกเขาออกค้นหาในพื้นที่รัศมีร้อยลี้ แม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็ไม่อาจรอดพ้นสายตา แต่กลับไม่พบร่องรอยใดๆเลย หากอีกฝ่ายมิได้มีปีกบินหนีไป ก็เหลือเพียงความเป็นไปได้เดียว…

“ออกมาเดี๋ยวนี้ ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่!” เสียงนั้นดังสนั่นไปทั่ว ทุกคนแทบจะสูญเสียสติไปชั่วขณะ

เสียงที่น่าหวาดหวั่นพุ่งตรงเข้าสู่ก้นบึ้งของจิตใจทุกคน รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างติดอยู่ในลำคอ ความลับในใจก็ไม่มีที่ให้หลบซ่อนอีกต่อไป

หลี่โม่เองก็รู้สึกราวกับถูกสัตว์ร้ายจ้องมอง แต่เขากลับไม่รู้สึกกระวนกระวายใจเลยแม้แต่น้อย

‘แค่นี้เองหรือ? เมื่อเทียบกับท่านอาจารย์แล้วยังห่างไกลนัก’

สายตาของอินหัวเซวียนหยุดที่หลี่โม่ชั่วขณะ เขาจำได้ว่าตอนออกจากสำนัก อินหัวเฉิงเคยมีปัญหากับเด็กคนนี้

แต่...เด็กนี่ถนัดใช้กระบี่ และยังอยู่ในขั้นปราณภายในเท่านั้น...

“ผู้อาวุโสอินหัว คนร้ายอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วก็เป็นได้ พวกเราก็รู้ดีว่ามือสังหารแห่งหอละอองฝนมีวิธีหลบหนีที่พิสดารเพียงใด”

“ป่าเพลิงหยกของข้า จะช่วยท่านสืบหาอย่างสุดกำลัง”

ชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตพูดขึ้นมา ทำให้บรรยากาศที่น่าอึดอัดเมื่อครู่สิ้นสุดลง

“คนผู้นั้นอาจจะมาเพื่อมิติหงส์โลหิต”

“อืม… ถึงตอนนั้นเขาต้องปรากฏตัวในมิติอย่างแน่นอน หากศิษย์ในสำนักของข้ามีข่าว จะรีบรายงานท่านในทันที”

“เหยาเอ๋อร์ เจ้าเคยเจอคนผู้นั้น ลองบอกลักษณะของเขาให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม”

เมื่อเกิดเรื่องขึ้นในเขตของป่าเพลิงหยก ทั้งยังเป็นการเสียชีวิตของศิษย์สายตรงแห่งสำนักชิงเยวียน พวกเขาจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ในคืนนั้น บรรดาศิษย์ชั้นยอดของสำนักต่างๆได้ถูกเรียกตัวมา ผู้แข็งแกร่งขั้นภูมิทัศน์ภายในหลายคนก็ออกเคลื่อนไหว ทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างมากในเขตอำเภอชิงเหอ แม้แต่เรื่องการลักเล็กขโมยน้อยก็ยังไม่เกิดขึ้น

แม้จะวุ่นวายถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น ในอำเภอชิงเหอตอนนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่สำนักใหญ่สำนักเดียว บางสำนักแม้จะไม่มีรากฐานในแคว้นจื่อหยาง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถสืบสวนได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

การเคลื่อนไหวใหญ่ในครั้งนี้ จึงถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะล้มเหลว

ยิ่งไปกว่านั้น มิติหงส์โลหิตก็ใกล้จะเปิดแล้ว

ถึงตอนนั้น ผู้คนที่ล้มตาย คงไม่ใช่แค่ศิษย์สายตรงเพียงคนเดียว

….

เช้าวันรุ่งขึ้น 

ที่เขาหงเฟิง ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอชิงเหอไปห้าสิบลี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องที่หงส์โลหิตสิ้นใจลงที่นี่หรือไหม ใบเมเปิ้ลสีแดงสดที่นี่จึงบานสะพรั่งตลอดทั้งปี

และในวันนี้ สีโลหิตนั้นยิ่งดูเย้ายวนใจมากขึ้นไปอีก ราวกับจะย้อมเมฆบนท้องฟ้าให้กลายเป็นสีเดียวกัน

ในตอนนี้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศได้มารวมตัวกันแล้ว

ประตูมิติเริ่มมีการเคลื่อนไหวจากภายใน…

จบบทที่ บทที่ 123 ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า, มิติหงส์โลหิตเปิดแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว