- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 122 กระบี่เดียวพิชิตทำเนียบมังกรซ่อนเร้น, ความเที่ยงธรรมของหลี่ต้าซ่านเหริน
บทที่ 122 กระบี่เดียวพิชิตทำเนียบมังกรซ่อนเร้น, ความเที่ยงธรรมของหลี่ต้าซ่านเหริน
บทที่ 122 กระบี่เดียวพิชิตทำเนียบมังกรซ่อนเร้น, ความเที่ยงธรรมของหลี่ต้าซ่านเหริน
เมื่อไป๋จิงหงยืนเด่นอยู่กลางห้อง สายตาของผู้คนในงานก็เริ่มซุบซิบ
ผู้ที่ยังไม่ถึงขั้นปราณญาณเทพต่างรู้ในฝีมือของตนดี จึงไม่มีใครกล้าออกไปขายหน้า
ในขณะที่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีฝีมือพอตัว ก็ไม่มีใครอยากไปเป็นคนแรก ต่างฝ่ายต่างหวังให้ใครสักคนออกไปลองเชิงก่อน
บรรยากาศเงียบสงัด ผู้คนต่างกระซิบกระซาบและผลักภาระให้กัน
“เหล่าอัจฉริยะแห่งแดนบูรพา ไม่มีผู้ใดกล้าประลองกับข้าเลยรึ?”
“ถ้าเช่นนั้นมิติหงส์โลหิต… ก็คงต้องตกเป็นของเมืองกระบี่หงเหวินเสียแล้ว” ไป๋จิงหงกอดอกพลางกล่าวอย่างไม่แยแส
“สำนักของพวกท่านใช้อำนาจเกินไปแล้ว มิติแห่งนี้เป็นของส่วนรวม!”
“เหตุใดพวกเราต้องทำตามกฎของพวกเจ้าด้วย?” เสียงอื้ออึงดังขึ้นในห้องโถง ผู้คนต่างแสดงความไม่พอใจ
ไป๋จิงหงกวาดสายตาไปทั่ว มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“เก้าฟ้าสิบพิภพ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือผู้ที่ถูกต้อง”
“ดังนั้นกฎของข้าก็คือกฎพวกเจ้า เข้าใจแล้วหรือยัง?” คำพูดนั้นดังก้องไปทั่ว จนความฮึกเหิมของผู้คนสงบลงในทันที
บรรยากาศกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ยกเว้น...
“พวกเรากินแตงโมกันก่อนเถอะ แต่อย่ากินจนหมดนะ เหลือเอาไว้ไปทำของหวานด้วย”
“รสแตงโมหรือ?”
“อืม ข้าจะทำเป็นรูปดาวห้าแฉก… แต่เริ่มจากผ่าแตงโมก่อนเถิด”
หลี่โม่พูดพลางหยิบแตงโมที่เพิ่งแอบเก็บมาจากในไร่ ก่อนจะหยิบกระบี่เพลิงสีชาดออกมา ใช้มันวัดขนาด ก่อนจะเสียบลงไปในแตงโม
เขารู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคน…
มองไปเห็นพี่น้องลั่วอวี่และลั่วเหยาที่อยู่ข้างๆ
คนแรกมีสีหน้าเอือมระอาเล็กน้อย ส่วนคนหลังจ้องแตงโมตาเป็นมัน
“พวกเจ้าจะกินไหม?”
ศิษย์น้องหลี่เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมาโดยตลอด
ทุกคน “?”
ไป๋จิงหง “?” ข้ายืนท้าประลองกับเหล่าผู้กล้าอยู่ตรงนี้ แต่เจ้ากลับมานั่งผ่าแตงโม แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน!?
“กระบี่ของเจ้าไป๋จิงหงคมได้ ทวนของสำนักกังโต่วเหมินของข้าก็คมได้เหมือนกัน!”
“ข้าขอประลอง!” เทียนฉีตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ในมือของเขาคือทวนด้ามยาวที่เปล่งประกายคมกริบ
“ดีเลย!” ไป๋จิงหงจำต้องละสายตาจากหลี่โม่
….
ทั้งสองคนต่างเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด
กระบี่แรก เทียนฉีเซถอยหลัง พลังกายไม่อาจสู้ความคมของกระบี่ได้
กระบี่ที่สองพุ่งเข้าใส่ช่วงล่างของเขา แต่เขากลับไม่หลบ... ร่างกายส่วนบนแยกออกจากส่วนล่างทันที เขายกทวนขึ้นแล้วฟาดลง บังคับให้ไป๋จิงหงต้องป้องกันตัว
ไป๋จิงหงไม่คิดว่าจะเจอคู่ต่อสู้ที่สามารถ ‘แยกส่วน’ ร่างกายแบบนี้ได้!
เขาผงะหลบไปด้านหลัง ขณะที่กำลังจะไล่ตามไปต่อ เทียนฉีกลับหัวเราะขึ้น
“ครบสามกระบวนท่าแล้ว”
ไป๋จิงหง “...”
เขามีสีหน้าบึ้งตึงก่อนเก็บกระบี่ไป
แม้เทียนฉีจะรับกระบี่ได้สามกระบวนท่า แต่ทุกคนในที่นั้นก็ต้องลำบากใจ เพราะในสายตาของพวกเขาแล้ว เทียนฉีที่แข็งแกร่งถึงขั้นปราณญาณเทพ ยังต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมถึงเพียงนี้
ยอดฝีมือแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้น… ช่างแข็งแกร่งจริงๆ
“ฮู่ว...” ผู้คนต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“ฮื้อ...” ศิษย์น้องหลี่กินแตงโมไปหนึ่งคำ สูดลมหายใจเข้าไปเพราะความอร่อย
จากนั้นก็ยื่นแตงโมให้อิ๋งปิงและพี่น้องตระกูลลั่ว สมกับเป็นการกินไปชมไปอย่างแท้จริง
“เจ้า...” ไป๋จิงหงหรี่ตาลง
“ข้าก็ขอประลองด้วยคน!” ลั่วอวี่กินแตงโมไปหนึ่งคำ แล้วเดินขึ้นไป
นี่คือคฤหาสน์ตงหลี เหตุใดคนนอกจึงจะมาวางอำนาจต่อหน้าเจ้าบ้านเช่นเขาได้?
เขาจับกระบี่ขึ้นมา ก่อนรวมแสงกระบี่เข้าด้วยกัน พร้อมกับท่องบทกวี
“สายน้ำหลั่งไหลสามพันลี้ ราชันแห่งทางช้างเผือกตกลงจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า!” เมื่อท่องจบ แสงกระบี่ก็พุ่งออกไปเหมือนสายน้ำ
นี่คือสุดยอดเคล็ดวิชาของป่าเพลิงหยก 'เคล็ดกระบี่กวี' ที่สามารถเพิ่มพลังได้ด้วยจิตวิญญาณของบัณฑิต
บทกวีแต่ละบท ก็คือวิชากระบี่หนึ่งวิชา
“ฮึ! ดูมีสีสันดี” ไป๋จิงหงเยาะเย้ย
แม้คู่ต่อสู้จะเพิ่งเข้าสู่ขั้นปราณญาณเทพ แต่เขาก็ไม่ได้ดูถูกแต่อย่างใด กระบี่ของเขาถูกชักออกมาอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก
ในพริบตา เขาก็สยบความหมายของบทกวีจนหมดสิ้น และกำลังจะยกมือขึ้นเพื่อปราบกระบี่ของลั่วอวี่ให้ราบคาบ
“ดี! ยอดเยี่ยมมากเลยศิษย์พี่ลั่ว” ผู้ชมหลี่โม่ตบมือรัวๆ
‘ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ทุกกระบวนท่าของเขามันช่างสง่างามจริงๆ’
‘แม้ศิษย์ของป่าเพลิงหยกจะชอบทำตัวโอ้อวดไปบ้าง แต่ตัวข้าเองก็อยากจะเป็นบัณฑิตแบบเขาเหมือนกัน…’
ศิษย์น้องหลี่คิดในใจ
เพราะเสียงตะโกนของหลี่โม่ โอกาสทองหายไปในชั่วพริบตา…
เพียงแค่เสี้ยววินาที ความหมายของบทกวีก็ถูกลั่วอวี่เติมเต็มขึ้นมาใหม่
ผลลัพธ์ก็คือ ลั่วอวี่ที่เดิมทีสามารถรับได้เพียงแค่สองกระบวนท่า แต่สุดท้ายเขาก็สามารถรับได้ครบสามกระบวนท่าแทน
“กระบี่สามกระบวนท่าของเจ้าไม่เลว… แต่ยังต้องฝึกอีกเยอะ” ลั่วอวี่แม้จะเหงื่อท่วมตัว แต่ก็มีสีหน้าภูมิใจ
เขายกมือขึ้นเก็บกระบี่ที่ถูกสยบ ก่อนเดินกลับไปกินแตงโมอย่างไม่นำพาใดๆ
“ยินดีด้วยนะศิษย์พี่ลั่ว ท่านสามารถรับได้สามกระบวนท่าจริงๆ” หลี่โม่ยิ้มและชมเชย
เหล่าศิษย์ของป่าเพลิงหยกก็เฮโลกันขึ้นมาอย่างโอ้อวด เหล่าผู้กล้าในงานเลี้ยงไม่ชอบที่ไป๋จิงหงวางอำนาจ
ดังนั้นเมื่อเทียบกับลั่วอวี่แล้ว เขาก็ดูดีขึ้นมาทันที
อีกทั้งเขายังเป็นเจ้าบ้าน การชมเชยก็ไม่ใช่เรื่องผิด ทุกคนจึงส่งเสียงเชียร์และสรรเสริญลั่วอวี่ นี่คือข้อดีของการเป็นเจ้าถิ่นสินะ
“!?”
ใบหน้าของไป๋จิงหงกระตุกและกลายเป็นสีแดงก่ำ
เจ้าเกือบจะรับสามกระบวนท่าไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ เหตุใดจึงได้พูดจาดูภูมิใจขนาดนั้น?
ทั้งที่ตัวเขาเป็นฝ่ายเหนือกว่า แต่ทำไมถึงรู้สึกแย่กว่าตอนพ่ายแพ้…
“ฮึ!”
แม้เขาจะยังไม่ทะลวงเข้าสู่ขั้นภูมิทัศน์ภายใน แต่ก็สามารถปล่อยปราณกระบี่ออกมาจากตัวได้แล้ว ทำให้ทั้งร่างของเขาดูเหมือนกระบี่ที่คมกริบ นี่เป็นสิ่งที่เขาได้มาจากการสังเกตกระบี่เทพในสำนัก ทำให้ทุกคนในห้องโถงรู้สึกเหมือนมีกระบี่คมกริบแขวนอยู่บนหัว
“เจ้า! ลองมารับกระบี่สักสามกระบวนท่าของข้าบ้างเป็นไร!” เขาชี้ไปที่โต๊ะที่หลี่โม่นั่งอยู่
แต่ตอนนั้นอิ๋งปิงเพิ่งกินแตงโมเสร็จ จึงเงยหน้าขึ้นมาพอดี
เด็กสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้า?”
ทุกคนมองหน้ากัน ยอดฝีมือขั้นปราณญาณเทพ ระบุให้ผู้ฝึกขั้นปราณภายในประลองด้วยงั้นรึ?
นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!
อิ๋งปิงก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ก่อนใช้นิ้วจุ่มลงในถ้วยชาอีกครั้ง
“มิใช่ๆ ข้าหมายถึง...” ไป๋จิงหงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ยังไม่ทันพูดจบ หยดน้ำหยดหนึ่งก็พุ่งเข้าหาเขาในทันที เป็นสิ่งที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
แม้จะเป็นเพียงหยดน้ำหนึ่งหยด แต่กลับมาพร้อมกับปราณกระบี่ที่ทรงพลังและดุดัน มันเสริมพลังของปราณภายในสองชนิด พุ่งเข้ามาตรงหน้าเขาในพริบตา
ไป๋จิงหงรู้สึกตระหนก เขารวมปราณกระบี่ทั้งหมดไว้ในร่าง ราวกับแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว
ในแง่ของปริมาณแล้ว เขาเปรียบดั่งแม่น้ำ ส่วนอีกฝั่งเป็นแค่หยดน้ำ
แต่หยดน้ำเพียงหยดเดียว กลับสามารถแทงทะลุแม่น้ำ และพุ่งสวนกระแสพลังผ่านเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว
แปะ—
หยดน้ำกระทบปลายกระบี่ มันถูกผลักกระเด็นออกไป ก่อนปักเข้ากับเสาด้านหลัง
คราวนี้ห้องโถงเงียบสนิทอย่างแท้จริง คนที่ได้เห็นกระบี่นั้นต่างก็รู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่ เพราะกระบวนท่าเมื่อครู่มิน่ามีจริงบนโลกนี้
ยิ่งไปกว่านั้น อิ๋งปิงยังไม่ได้ชักกระบี่ออกมาด้วยซ้ำ
เพียงแค่หยดน้ำชา ก็สามารถเอาชนะยอดฝีมือทำเนียบมังกรซ่อนเร้นได้รึ?!
ไป๋จิงหงยืนนิ่งอยู่กับที่ ลืมแม้กระทั่งไปเก็บกระบี่ ตัวเขาเริ่มสงสัยในชีวิตแล้ว ส่วนชายชราที่อยู่ด้านหลังเขานั้น ดวงตากลับเปล่งประกายอย่างร้อนแรง
“หากเจ้าไม่ใช้ปราณกระบี่ เจ้าคงจะแพ้ช้ากว่านี้” อิ๋งปิงกล่าวอย่างเรียบเฉย
คนในงานเลี้ยงหลายคนไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้
“อืม ถูกต้อง” หลี่โม่พยักหน้าและกระแอมเบาๆ
ถ้าหากใช้ขอบเขตและกระบวนท่าที่ถูกต้อง ไป๋จิงหงก็คงไม่แพ้ในกระบวนท่าเดียว
สหายที่แสนดีเอ๋ย ปราณกระบี่เกิดจากพลังจิตที่ฝึกฝน ทำไมเจ้าถึงอยากประลองพลังจิตกับจักรพรรดินีหงส์สวรรค์ในอนาคตกันนะ?
นั่นก็เหมือนผู้อาวุโสเซวี่ยที่กินยาโอสถลึกลับ แล้วต้องหาที่ระบายในทันที
ว่าแต่ยัยก้อนน้ำแข็งไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวโอ้อวดใช่ไหม? แต่อารมณ์มันใช่เลยแหะ...
“ทำเนียบมังกรซ่อนเร้นในครั้งหน้าคงจะเปลี่ยนไปแล้ว”
“อัจฉริยะทำเนียบมังกรซ่อนเร้นในวัยสิบหกปี แดนบูรพาเคยมีคนแบบนี้ด้วยหรือ?”
“เกรงว่าจะไม่ใช่แค่ติดทำเนียบ… ไป๋จิงหงเป็นอันดับแปดสิบเก้า แต่แพ้ในกระบวนท่าเดียว นางต้องอยู่ในห้าสิบอันดับแรกเป็นอย่างน้อย”
“ถ้าไป๋จิงหงไม่ใช้ปราณกระบี่ ก็อาจจะไม่แพ้ยับขนาดนี้ แต่ถึงจะใช้ทุกอย่างที่มี ก็ไม่แน่ว่าจะเทียบเท่ากับนางได้”
“ถ้าหากวาสนาในมิติหงส์โลหิตตกไปอยู่ในมือของนางอีก...”
กลุ่มคนที่เงียบไปเมื่อครู่กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ยอดฝีมือในทำเนียบมังกรซ่อนเร้น เป็นคนที่สามารถสังหารจอมยุทธ์ในระดับที่สูงกว่าตนเองได้อย่างง่ายดาย
แต่วันนี้กลับถูกคนในระดับที่ต่ำกว่าเอาชนะได้ แล้วหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้ จะเหี้ยมโหดเพียงใดกัน?
อายุสิบหกปี… ไม่ต้องพูดถึงในแดนบูรพา แม้แต่ในจงโจวก็หาได้ยาก
ไป๋จิงหงที่เพิ่งประกาศว่าไม่มีอัจฉริยะในแดนบูรพาคนไหนกล้าประลองกับเขา ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่คือความถูกต้อง เขากลับต้องแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้ กฎที่เมืองกระบี่หงเหวินตั้งขึ้น ก็ไร้ความหมายไปในทันที
หลายคนอยากจะเข้าไปทักทายกับอิ๋งปิง แต่บรรยากาศรอบตัวของนางนั้น เย็นชาดั่งแสงจันทร์กลางเหมันต์ฤดู ทำให้พวกเขามิกล้าที่จะเดินเข้าไป
“เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆนางคือใคร?”
“หลี่โม่ไง เขาเป็นเจ้าของอาวุธลี้ลับ และถูกขนานนามกับอิ๋งปิงว่าเป็นสองอัจฉริยะแห่งสำนักชิงเยวียน”
“นี่สำนักชิงเยวียนจะผลิตยอดฝีมือกระบี่พร้อมกันได้สองคนเลยหรือ?”
“ข้ารู้จัก ๆ เขาคือหลี่ต้าซ่านเหริน(มหาคหบดีหลี่) เจ้าของโรงทานที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นจื่อหยาง ได้ยินมาว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจมาก”
“ข้าก็รู้ ได้ยินมาว่าศิษย์สายตรงผู้นี้มีนิสัยเข้ากับคนง่าย ถึงขั้นเคยเลี้ยงเหล้าศิษย์ชั้นนอกที่หอฝางหัวด้วย”
“ยอดเยี่ยม! ช่างเป็นคนที่น่าคบหา” มีคนไม่น้อยที่รู้จักหลี่ต้าซ่านเหรินของเรา
ก็ช่วยไม่ได้ เพราะคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากหลี่โม่นั้นมีมาก ทำให้เรื่องราวของเขาถูกเล่าขานไปปากต่อปาก ส่งผลให้ชื่อเสียงของศิษย์น้องหลี่ยังคงอยู่ได้อย่างมั่นคง
“ดูเหมือนว่าเขาจะคู่กับอิ๋งปิงด้วยความดีส่วนตัวสินะ”
“แล้วพวกเขา… กำลังทำอะไรกัน?”
“ใช้มือจุ่มชาแล้ววาดไปมาบนโต๊ะ หรือว่าเป็นวิธีการฝึกวิถีกระบี่ของพวกเขากัน?”
...
“รูปดาวห้าแฉกวาดแบบนี้” หลี่โม่มองรูปดาวบนโต๊ะ แล้วก็วาดสี่เหลี่ยมที่มีรูพรุน
“นี่คือฟองน้ำสปอนจ์บ็อบ”
“...” อิ๋งปิงมองสีหน้าที่จริงจังของเด็กหนุ่ม แล้วก็รู้สึกว่าเขาช่างเด็กน้อยเหลือเกิน
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ยังพยักหน้าเบาๆ
“ได้ จะทำตามนี้” ก็เพราะยังติดหนี้บุญคุณเขาอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น นางก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำอาหารอร่อยๆไม่ได้
เปรี้ยง—
ในตอนนั้นเอง เสียงฟ้าร้องก็ดังสนั่นจากด้านนอก
ศิษย์ของป่าเพลิงหยกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
“อินหัวเฉิงถูกฆ่าตาย!”