เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 121 ฝนโปรยปรายยามราตรี มีเพียงค้อนเคียงข้าง ไร้กระบี่แลคมดาบ

บทที่ 121 ฝนโปรยปรายยามราตรี มีเพียงค้อนเคียงข้าง ไร้กระบี่แลคมดาบ

บทที่ 121 ฝนโปรยปรายยามราตรี มีเพียงค้อนเคียงข้าง ไร้กระบี่แลคมดาบ


“ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น?” สำหรับหลี่โม่แล้ว นามนี้ค่อนข้างแปลกใหม่

ลั่วเหยาพลันรู้สึกประหลาดใจ เหตุใดความรู้ของเด็กหนุ่มผู้นี้เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ รู้จักผู้คนในยุทธภพมากมาย ทว่ากลับไม่รู้จักทำเนียบมังกรซ่อนเร้น

"มันคือทำเนียบที่รวบรวมเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากเก้าฟ้าสิบพิภพ ในทำเนียบนี้ จะมีเฉพาะอัจฉริยะที่อายุไม่เกินสามสิบปี และยังไม่เข้าสู่ระดับภูมิทัศน์ภายในรวมทั้งหมดหนึ่งร้อยคน”

นางชะงักไปเล็กน้อยราวกับกำลังนึกย้อนถึงความหลัง

“ในสำนักของเจ้า ดูเหมือนว่าอินหัวเฉิงจะเคยติดอันดับที่หนึ่งร้อย ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายมาครั้งหนึ่งด้วย”

ความทรงจำดีไม่เบาเลยนี่?

เมื่อรู้ตัวว่าทำกิริยาใดลงไป หลี่โม่ก็ก้มหน้าลงทำธุระสำคัญต่อ และตัดสินใจว่าจะต้องเปลี่ยนฉายาใหม่ที่ไม่โอ้อวดจนเกินไปเสียหน่อยแล้ว

จากนั้นท้องฟ้าก็ค่อยๆมืดลง เขารวบรวมข้อมูลจนเกือบจะครบแล้ว แต่ก็ยังไม่พบหานเจินในห้องโถง งานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้นพอดี

...

“ในการเข้าสู่มิติหงส์โลหิตครานี้ ดูแล้วก็มีเพียงศิษย์พี่อินหัว ที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง”

ไป๋จิงหงเป็นคนหยิ่งผยอง ทว่าด้วยสำนักชิงเยวียนเป็นเจ้าถิ่นแห่งแคว้นจื่อหยาง อีกทั้งอินหัวเฉิงก็เคยติดทำเนียบมังกรซ่อนเร้น เขาจึงจำต้องเอ่ยเกริ่นนำอย่างสุภาพเล็กน้อย

ทว่าอินหัวเฉิงมิใช่จอมยุทธผู้เก่งกาจ เขาให้ความสนใจไปที่อิ๋งปิงมากกว่า

“ได้ยินมาว่าวิชากระบี่ของศิษย์น้องท่านไม่เลวเลย”

“ย่อมไม่อาจเทียบกับคุณชายไป๋ได้ขอรับ” อินหัวเฉิงก้มหน้ารินสุรา จากนั้นจึงตะโกนลงไปยังเบื้องล่างว่า

“ศิษย์น้องอิ๋งปิง คุณชายไป๋ก็มีอาวุธลี้ลับอยู่เช่นกัน เจ้าลองออกไปประลองกระบี่ เพื่อทำความรู้จักกับเขาในนามของสำนักดีหรือไม่?”

นี่กระมัง ที่โบราณว่าเจ็บแล้วไม่จำ… อิ๋งปิงจะไปสนใจเขาได้อย่างไร?

ยัยก้อนน้ำแข็งกำลังใช้นิ้วจุ่มน้ำชา วาดบางสิ่งบางอย่างลงบนโต๊ะ

อืม… นั่นคือรูปร่างของของหวานน้ำแข็งที่นางเตรียมจะทำในค่ำคืนนี้ การทำของหวานจากน้ำแข็ง ก็ถือว่าเป็นการทำอาหารอย่างหนึ่งใช่หรือไม่?

ไป๋จิงหงยิ้มอย่างไม่เต็มใจ

“ศิษย์พี่อินหัว ท่านดูไม่มีบารมีในหมู่น้องๆเลยนะ”

“ฮ่ะๆ...”

อินหัวเฉิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย และตอบอย่างกระอักกระอ่วนว่า

“ศิษย์น้องอิ๋งปิงมีอุปนิสัยเย็นชา มุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝนในวิถีแห่งกระบี่ นางเป็นเช่นนี้กับทุกคนอยู่แล้ว”

เป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่ง หลี่โม่เพิ่งกลับมาถึงพอดี เขารินชาจากถ้วยของอิ๋งปิง แล้วยกดื่มไปสองอึก หลังจากดื่มหมดแล้ว อิ๋งปิงก็รินใหม่ให้เขา ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

“ไอศกรีมรูปทรงเช่นนี้… แปลกเกินไป เลียยากจะตาย” หลี่โม่เหลือบมองไปบนเวทีก่อนจะกล่าวต่อ

“งานเลี้ยงนี้ข้าจะกลับมาในภายหลัง ข้าขอตัวแวะกลับไปที่บ้านก่อน”

“ได้… ข้าจะรอ”

อิ๋งปิงและหลี่โม่ยังมีนัดฝึกดาบกันในค่ำคืนนี้ นางรู้ดีว่าหลี่โม่ไม่ได้จะกลับบ้าน หากแต่กำลังรอคอยโอกาสบางอย่างอยู่

โชคชะตาช่างเล่นตลก ภายนอกฝนกำลังกระหน่ำลงมาอย่างหนัก หลี่โม่วางดาบเพลิงสีชาดไว้กับอิ๋งปิง จากนั้นจึงหันหลังก้าวเข้าไปในสายฝน

เมื่อเห็นเด็กหนุ่มจากไปแล้ว ไป๋จิงหงฉีกยิ้มเยาะ ถือจอกสุราไว้ในมือด้วยสีหน้าเย้ยหยัน และมองไปยังอินหัวเฉิงด้วยความรู้สึกสมเพชเล็กน้อย

“ข้าขอตัวก่อน” อินหัวเฉิงกลับกลายเป็นผู้ไม่ยินดียินร้าย และเดิมตามหลี่โม่ออกไป

เหล่าผู้อาวุโสไปประชุมแล้ว หลี่โม่ก็มิได้พกพาอาวุธมาด้วย ในคฤหาสน์มีผู้คนแปลกปลอมจากทั่วทุกสารทิศ อีกทั้งสภาพอากาศก็ยังเหมาะเจาะ เป็นค่ำคืนที่ฝนตกหนัก

สวรรค์เป็นใจ สถานที่เหมาะสม ผู้คนพร้อมหน้า

เขาเดินออกจากประตู จากนั้นก็หาที่ลับตาคน สวมหมวกสานกับเสื้อฟางคลุมตัว แล้วจึงสวมใส่หน้ากากหนังมนุษย์

หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว เขาก็เดินเข้าไปในสายฝน

….

เปรี้ยง—

สายฟ้าฟาดลงมาบนท้องฟ้า ทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวซีดจางไปชั่วขณะ

เสียงฝนตกดังกระหึ่ม ยังช่วยกลบเสียงหอบและเสียงหัวใจของอินหัวเฉิงเอาไว้ หยดน้ำเกาะอยู่บนผิวหนังส่วนน้อยที่ไม่ได้ถูกปกปิด ทว่าก็ไม่อาจเกาะอยู่ได้ ราวกับมีชั้นพลังบางๆคอยขวางกั้น

เขาเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบไปตามป่าข้างทาง เมื่อพบสิ่งกีดขวาง ร่างกายเขาก็บิดตัวเหมือนอสรพิษ หลบได้อย่างรวดเร็วและประหลาด ดวงตากลายเป็นขีดแนวตั้ง เพ่งมองไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา

ไกลพอแล้ว…

เขากำลังคิดจะจู่โจมและสังหารในกระบวนท่าเดียว ทว่าในตอนนั้น เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า กลับหันมามองในทิศทางของเขา

เมื่อสายตาสบกัน อินหัวเฉิงก็หัวใจเต้นแรง

สงบเกินไปแล้ว!

เด็กหนุ่มนอกจากจะไม่หวาดกลัว หากแต่ดูเหมือนจะโล่งใจเสียด้วยซ้ำ

“ศิษย์พี่อินหัว โชคดีที่ท่านเป็นคนใจร้อน… มิเช่นนั้นข้าคงรอท่านไม่ไหวแล้วจริงๆ” หลี่โม่พูดขึ้นเบา ๆ

“เจ้ารอข้า?”

ร่างกายของอินหัวเฉิงเริ่มบิดเบี้ยวอย่างควบคุมไม่ได้ ลำคอของเขาเริ่มยืดออก เกล็ดแทงทะลุผิวหนัง ดวงตาทั้งสองข้างก็กลายเป็นดวงตาของอสรพิษที่เย็นชา

“ที่แห่งนี้… ฟ้ามิรับฟัง ดินมิรับขาน หากข้าฆ่าเจ้าแล้วทำลายหลักฐานทั้งหมด จากนั้นก็ทิ้งสัญลักษณ์ของหอละอองฝนเอาไว้ เจ้าก็จะต้องตายด้วยน้ำมือของผู้อื่น ใครจะรู้ว่าเป็นฝีมือของข้า?”

เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังข่มขู่อีกฝ่าย หรือกำลังโน้มน้าวความคิดของตนกันแน่

“เป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่ง” ค้อนที่มีรูปร่างประหลาดอันหนึ่งตกลงมาในฝ่ามือ

หลี่โม่ในค่ำคืนที่ฝนโปรยปราย มีเพียงค้อนเคียงข้าง ไร้กระบี่แลคมดาบ

“…ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”

“ตายซะ!” ในที่สุดอินหัวเฉิงก็ลงมือโจมตีก่อน

ร่างกายของเขาสั่นอย่างรุนแรงราวกับมีอสูรร้ายหลายร้อยตัวคำรามอยู่ภายใน

เมื่อหลี่โม่ได้ยินเสียงคำราม…

นี่มันมังกรน้ำหรืองูกันแน่?

กลิ่นอายราวกับอสูรร้ายในยุคดึกดำบรรพ์ที่แผ่ออกมา เป็นแรงกดดันที่น่าพรั่นพรึงจากร่างกายอันแข็งแกร่ง มิใช่จากพลังจิตสังหารหรือพลังปราณใดๆ

แต่...

เปรี้ยง—

เสียงฟ้าร้องดังสนั่น สายฟ้าที่คดเคี้ยวปรากฏบนท้องนภา ทำให้ทุกสิ่งบนโลกมืดมิดลงในทันใด เสียงหนึ่งดังขึ้นจนกลบเสียงฟ้าร้องเมื่อครู่ได้

นั่นค้อนรึ?

เมื่อค้อนฟาดลงไปถึงอินหัวเฉิง เขาอยากจะคำราม แต่กลับพบว่าตนเองไม่อาจส่งเสียงได้

สายฝนที่ตกลงมาพลันหยุดนิ่ง จากนั้นก็ถูกม้วนกลับขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำให้เกิดพื้นที่ว่างเปล่าขึ้นชั่วขณะหนึ่ง

การโจมตีด้วยค้อนครั้งนี้ ปราณโอสถลึกลับของเขาแตกสลาย ปราณภายในพังทลาย ร่างกายอสูรที่อินหัวเฉิงฝึกฝนมาอย่างดีจากการสังหารผู้คนมากมาย กลับกลายเป็นเพียงโคลนตมที่ถูกซัดจมลงไปใต้ดิน กระดูกแตกละเอียดทุกส่วน

….

“เฮ้อ เหตุใดถึงได้ลงมือหนักถึงเพียงนี้”

เฉียนปู้ฟ่านเดินออกมาจากสายฝน และเซวี่ยจิงก็เดินมาพร้อมกับเขา

“ยังคงเหลือลมหายใจอยู่” ผู้อาวุโสเซวี่ยจิงกล่าว

เมื่อเขากระทืบเท้า อินหัวเฉิงก็ถูกกระแทกขึ้นมาจากพื้น

ตอนนี้สภาพของเขาตกต่ำอย่างมาก แทบไม่เหลือเค้าความเป็นมนุษย์แล้ว แต่เลือดเนื้อบนร่างกายกลับมีสติสัมปชัญญะ และกำลังกัดกินตัวเขาเองอยู่

“ศิษย์อินหัว...เหตุใดเจ้าถึงยังทนได้” เฉียนปู้ฟ่านถอนหายใจอย่างหนัก

เมื่ออินหัวเฉิงเป็นเช่นนี้ อินหัวเซวียนย่อมต้องรู้เรื่องดี

นั่นหมายความว่าผู้อาวุโสแห่งยอดเขาอสูรผู้นี้ อาจจะเป็นต้นตอของการฝึกฝนโลหิตร้อยอสูร

“ตอนนั้นที่สำนักชิงเยวียน มีครั้งหนึ่งที่ซางอู่บุ่มบ่าม เกือบจะเปิดโปงความจริงได้แล้วสินะ” เซวี่ยจิงขมวดคิ้ว

ร่างกายของอินหัวเฉิงอยู่ในสภาพที่ใกล้จะล่มสลายอยู่แล้ว หากใช้ยาฟื้นฟูบาดแผล จะยิ่งทำให้เลือดเนื้อกัดกินตัวเขามากขึ้นไปอีก

“ท่านเจ้าสำนักทราบเรื่องนี้แล้ว”

“หลานศิษย์หลี่ ให้เจ้าทำตัวราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เรื่องของอินหัวเซวียน… พวกเราจะจัดการเอง” เซวี่ยจิงครุ่นคิด

พรรคอสูรปลุกวิญญาณมีวิชาที่แปลกประหลาด อาจมีวิธีส่งข่าวที่พวกเขาไม่อาจทราบก็เป็นได้

“ช่วยให้เขาทรมานน้อยลงหน่อยเถิด...”

“ได้ขอรับ”

ปัง!—

รวดเร็วเหลือเกิน…

เซวี่ยจิงและเฉียนปู้ฟ่านมองเด็กหนุ่มเก็บค้อน ก่อนเงียบงันไปชั่วขณะ

เจ้าตั้งใจที่จะไม่ปล่อยให้อินหัวเฉิงมีชีวิตอยู่ตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่?

พวกเขาคิดในใจ สำนักชิงเยวียนอาจจะไม่ได้มีเพียงซางอู่คนที่สองแล้ว หากแต่เป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าอาจารย์ไปอีกขั้น โชคยังดีที่หลี่โม่ยังคงดีต่อคนของตัวเองมาโดยตลอด...

...

ในคฤหาสน์ตงหลี 

ท่ามกลางงานเลี้ยง ไป๋จิงหงก็ลุกขึ้นยืนกะทันหัน

หลังจากสบตากับชายชราที่อยู่ข้างๆแล้ว เขาก็เอามือจับกระบี่ก่อนกล่าวออกมา

“ทุกท่าน… มิติหงส์โลหิตนั้นอันตรายยิ่งนัก เมืองหงเหวินของข้ามีจิตใจเมตตา จึงมิอยากให้ทุกคนต้องไปเสียชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ หากผู้ใดไม่อาจรับกระบี่ข้าได้สามกระบวนท่า ข้าว่ามิจำเป็นต้องเสียเวลาเข้าไปเสี่ยงในมิติ”

เขากล่าวอย่างเรียบๆ แม้เนื้อหาจะดูสุภาพ ทว่าโทนเสียงของเขาก็ไม่ต่างอะไรจากการที่บอกว่า

‘ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งหมดล้วนเป็นเศษสวะ จะมาแย่งชิงวาสนากับข้าได้อย่างไรกัน?’

ว่าไปนั่น สายตาของไป๋จิงหงเฉียบคมดุจดาบ กวาดมองไปยังเบื้องล่าง ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วย

แน่นอนว่ามีบางผู้ที่ยกเว้น เทียนฉีมองเขาอย่างร้อนแรงโดยไม่หลีกหนี ลั่วอวี่ขมวดคิ้ว

เจ้าทำตัวเช่นนี้… แล้วข้าจะแสดงออกอย่างสง่างามได้อย่างไรเล่า?

แน่นอน…

สายตาของไป๋จิงหงได้จ้องไปที่อิ๋งปิง

แต่นางยังคงวาดของหวานที่ทำจากน้ำแข็งต่อไป…

จบบทที่ บทที่ 121 ฝนโปรยปรายยามราตรี มีเพียงค้อนเคียงข้าง ไร้กระบี่แลคมดาบ

คัดลอกลิงก์แล้ว