- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 116 ตราประทับสร้างสรรค์, เกมสันทนาการที่ศาลาชิวสุ่ย
บทที่ 116 ตราประทับสร้างสรรค์, เกมสันทนาการที่ศาลาชิวสุ่ย
บทที่ 116 ตราประทับสร้างสรรค์, เกมสันทนาการที่ศาลาชิวสุ่ย
หลังจากตกลงว่าจะช่วยเหลือกันในเรื่องมิติหงส์โลหิตแล้ว ยามที่ตะวันคล้อยต่ำ หลี่โม่ก็เดินลงจากเขา
ตัวเขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า... ไม่สิ เขาเพียงแค่รู้สึกไปเอง ศิษย์น้องหลี่รู้ดีว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าตอนขึ้นเขาเสียอีก
ในยามนี้ ดอกบัวเก้ากลีบในตันเถียนของเขา ได้ผลิบานไปถึงสองกลีบแล้ว เพียงแต่ความรู้สึกที่ได้จากยาเม็ดมังกรพยัคฆ์ในตันเถียนนั้น ช่างแตกต่างจากความรู้สึกที่เขาเคยได้รับ เมื่อครั้งควบคุมลมปราณทั้งหมดไว้เป็นหนึ่ง
'ด้วยประสบการณ์ครั้งนี้ การที่ข้าจะหลอมโอสถลึกลับเองในอนาคตก็คงจะง่ายขึ้นมาก' ศิษย์น้องหลี่เปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะก้าวสู่ขั้นโอสถลึกลับ
ระหว่างทางเดินลงจากเขาเพื่อไปซื้อของที่หอกิจการภายนอก หลี่โม่ก็ตรวจดูผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อครู่ไปด้วย
【ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของระบบ ท่านได้ช่วยเหลือ ‘ถังเสี่ยวเป่า’ ให้เกิดปัญญา】
【ผลตอบแทนจากการลงทุน: ตราประทับสร้างสรรค์ทองแดง】
【ตราประทับสร้างสรรค์ทองแดง】: “ใช้กับ 'คัมภีร์รากฐานปราณญาณเทพ' จะสามารถยกระดับคัมภีร์ระดับสูงและต่ำกว่าได้หนึ่งขั้น”
“ตราประทับสร้างสรรค์...คล้ายๆกับตราคัมภีร์อย่างนั้นรึ?” หลี่โม่ครุ่นคิด
ตัวเขามี 'คัมภีร์รากฐานปราณญาณเทพ' เพียงสองฉบับ ฉบับแรกคือ 'ภาพนิมิตนกสามขาแปลงสุริยัน' ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอยู่แล้ว จึงใช้ตราประทับสร้างสรรค์ไม่ได้ ส่วนอีกฉบับเป็นรูปสลักหินค้างคาวปิศาจ ซึ่งเป็นระดับต่ำ หากนำไปใช้กับมันก็ถือเป็นการสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง
“คนอย่างข้า... จะให้ฝึกของเช่นนั้นก็เป็นการสิ้นเปลืองเกินไป” ศิษย์น้องหลี่จึงตัดสินใจที่จะเก็บตราประทับสร้างสรรค์นี้ไว้ก่อน
เมื่อกลับมาถึงศาลาชิวสุ่ย ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป เขาก็สัมผัสได้ถึงไอความหนาวเหน็บที่ยังไม่จางหาย
หากเป็นคนทั่วไปคงต้องหนาวสั่นเมื่อต้องลม ทำให้หลี่โม่คาดเดาได้ทันทีว่ายัยก้อนน้ำแข็งคงเพิ่งจะฝึกวิชาเสร็จ
“เแค่สายลมและน้ำค้างแข็งเล็กน้อยเท่านั้น” หลี่โม่ถือตะกร้าผักเดินเข้าไป
ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือหญิงสาวกำลังนั่งเล่นหมากรุกคนเดียวอยู่ใต้ต้นไม้ แสงจันทร์ส่องผ่านใบไม้ลงมาอาบไล้นางและกระดานหมาก
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหน้าประตู จมูกโด่งเป็นสันของนางก็ขยับเล็กน้อย
“บนตัวเจ้า...มีกลิ่นอะไร?”
หืม?... หลี่โม่ยกแขนเสื้อขึ้นมาดม ก่อนจะนึกขึ้นได้
“กลิ่นยาบนยอดเขาโอสถน่ะ”
“แล้วนี่เจ้าเล่นหมากล้อมคนเดียวไปทำไม?”
อิ๋งปิงเหลือบมองซางอู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ พลางทำสายตาที่จะสื่อว่า
'ก็อาจารย์ดูไม่เหมือนคนที่จะเล่นหมากล้อมเป็น'
หลี่โม่ครุ่นคิด รู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการละเล่นภายในศาลาบ้างแล้ว นี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้สนับสนุนคนสำคัญของเขา!
“วันนี้เรากินไปเล่นไปดีกว่า” เขาเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวข้าจะเตรียมของอร่อยๆ และสอนหมากอีกแบบให้เจ้า รวมถึงอาจารย์ด้วย” ซางอู่เงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกับกรอกตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เจ้าแน่ใจนะ?”
...
ไม่นานนัก ก็มีหม้อวางอยู่กลางลาน ในหม้อดินนั้นมีผักดองที่กำลังเดือดปุดๆ
“นี่หรือคือของอร่อยที่เจ้าบอก?” ซางอู่เม้มปาก นางยังคงชอบกินปลาและเนื้อมากกว่า
“ท่านอาจารย์รู้หรือไม่ ว่ามันเรียกว่าอะไร...” หลี่โม่หั่นเต้าหู้ไปพลางฮัมเพลงเบาๆ ไปพลาง
“กินผักดองกับเต้าหู้สุดอร่อย~ องค์ฮ่องเต้ก็ยังไม่เท่าเรา~”
แท้จริงแล้วผักดองกับเต้าหู้ในหม้อนั้นไม่ธรรมดา เรารู้กันดีว่าศิษย์น้องหลี่ไม่มีทางยอมสละโอกาสในการลงทุนอันมีค่า เพื่อแลกกับการเปลี่ยนรสชาติอาหาร เต้าหู้ทำจากถั่วหลงตานบด ส่วนผักดองทำจากหญ้าเจ็ดใบชุ่มปราณ หอมอร่อยเป็นที่สุด
ซางอู่ลองร้องตามสองสามคำ ก่อนจะกินเต้าหู้เข้าไปคำหนึ่ง ดวงตาของนางก็เป็นประกาย พลางเอ่ยขึ้นว่า
“กินหม้อไฟไปร้องเพลงไป...ก็ดูสุขสำราญดีเหมือนกัน”
“เสียงอาจารย์ไพเราะดีนะขอรับ ลองให้ข้าเป็นผู้จัดการไหมล่ะ เราไปเปิดตัวที่หอนางโลมบุปผาได้เลย”
“หึๆ อย่าเลย หากอาจารย์ไป บรรดาคณิกาชั้นสูงก็คงไม่ต้องแข่งขันกันแล้ว”
“ก็ถูกของท่าน”
อาจารย์กับศิษย์คุยไปกินไป ในที่สุดความตึงเครียดของอิ๋งปิงก็ค่อยๆผ่อนคลายลง
ในวันนี้ นางเพิ่งจะรู้เรื่องมิติหงส์โลหิต…
ในชาติที่แล้ว คัมภีร์หงส์โลหิตของนางได้มาจากการสังหาร 'หานเจิน' ซึ่งนั่นเป็นตอนที่นางอยู่ในขั้นขอบเขต 'กายธรรม' แล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างจากชาติก่อนคือ มิติหงส์โลหิตในครั้งนี้ กลับเป็นที่ร่ำลือกันอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย
“ยัยก้อนน้ำแข็ง” เสียงเรียกของหลี่โม่ดึงสติของนางกลับมา
“หืม?”
“เจ้าเรียนรู้หรือยัง?” หลี่โม่ถาม
“เรื่องอะไร?” อิ๋งปิงตอบพร้อมกับคีบเต้าหู้เข้าปากไปคำหนึ่ง
“หมากรุกห้าเม็ดไง หากยังไม่ได้ เดี๋ยวข้าสอนให้อีกครา” หลี่โม่ไม่รอให้นางตอบ เขาหยิบหมากมาสาธิตทันที
มันก็คือหมากโกโมกุ หรือคล้ายๆกับโอเทลโล่บนกระดานโกะในโลกสีครามนั่นเอง
“แค่เรียงห้าเม็ดติดกัน ก็ถือว่าชนะแล้ว”
“นี่มันเกมสำหรับเด็กนี่” อิ๋งปิงส่ายหัว
เมื่อเห็นว่านางไม่สนใจ หลี่โม่ได้แต่ถอนหายใจและเล่นกับซางอู่ต่อไป อาจารย์สาวสวยผู้นี้เล่นพนันไม่เคยแพ้(?) แต่เล่นเกมที่ต้องใช้สติปัญญาไม่เคยชนะ
“อาจารย์...ท่านอ่อนหัดมากเลยนะ”
“หา! ได้เลย… ข้าไม่ยอม!” บนคิ้วของซางอู่มีกระดาษแผ่นหนึ่งแปะอยู่แล้ว
หลังจากนั้นสองนาที...
“อ่อนหัดนักก็ต้องฝึกให้มาก...แต่การพ่ายแพ้ต่อเซียนหมากรุกแห่งสำนักชิงเยวียนเช่นข้า ก็ถือว่าเป็นเกียรติแก่ท่านแล้ว” หลี่โม่เริ่มแสดงอาการอย่างเคย เขายืนกอดอกดูองอาจผ่าเผย
“เสี่ยวปิงเอ๋อร์ ช่วยข้าแก้แค้นหน่อย!” ซางอู่ขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่นอกเกม ตอนนี้บนใบหน้าของนางมีกระดาษแปะอยู่สองแผ่นแล้ว
หลี่โม่หัวเราะแล้วมองไปทางนาง เขาเห็นว่าเมื่อครู่ยัยก้อนน้ำแข็งบอกว่าไม่สนใจ แต่สายตาของนางก็เอาแต่มองมาทางนี้ตลอด
“อยากจะลองเล่นสักสองสามกระดานไหม? เจ้าบอกว่าเป็นเกมเด็กเล่น หากมีความสามารถก็ลองเอาชนะข้าดูสิ”
หากเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ อิ๋งปิงคงไม่สนใจ ทำไมนางจะต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการเอาชนะคนอื่นด้วย
แต่คนคนนี้คือหลี่โม่…
“ตกลง” นางวางตะเกียบลง ดวงตาที่สงบนิ่งจ้องมองมาอย่างจริงจัง
“!” ในใจของหลี่โม่ร้องขึ้น
'แปลกจริง ทำไมความต้องการที่จะเอาชนะของนางถึงได้เพิ่มขึ้นขนาดนี้? มันดูจริงจังยิ่งกว่าตอนประลองเก้ายอดเขาของสำนักเสียอีก ยัยก้อนน้ำแข็งของเรานี่ประหลาดจริงๆ'
แต่ศิษย์น้องหลี่คือ 'ผู้สร้าง' หมากรุกห้าเม็ดในโลกนี้ จะยอมเสียท่าได้อย่างไร
“หึๆ แค่ข้าออกแรงเล็กน้อย ก็จะทำให้เจ้าพ่ายแพ้ยับเยิน!”
...
หนึ่งนาทีต่อมา
หลี่โม่มองกระดานหมากรุกด้วยความตกตะลึง
'แพ้หรือนี่? ข้าคือปรมาจารย์หมากรุกห้าเม็ดนะ! ตารางฝึกหมากที่เขาวาดไว้ สามารถพันรอบศาลาชิวสุ่ยได้สามรอบ เขาแพ้ตั้งแต่กระดานแรกอย่างนั้นรึ?'
“ดูท่าเราคงจะเล่นกันได้แค่ไม่กี่กระดานแล้ว” อิ๋งปิงกล่าวเรียบๆ ดวงตาที่สงบราวกับน้ำพุใสใต้แสงจันทร์ของนาง มีประกายแห่งความสุขฉายออกมา
“เอาเถอะ...ข้ายินดีรับความพ่ายแพ้” หลี่โม่เห็นใบหน้าของนางผ่อนคลายลง จึงฉีกกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง
“มาเถอะ แปะสิ”
“อืม...” อิ๋งปิงรับกระดาษมา ก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มไปที่ร่องเหนือริมฝีปากของเขา
หลี่โม่ “?”