- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 113 หลอมกายในเตาหลอม, เส้นทางรูปลักษณ์คู่ของเทพธิดาเยือกแข็ง
บทที่ 113 หลอมกายในเตาหลอม, เส้นทางรูปลักษณ์คู่ของเทพธิดาเยือกแข็ง
บทที่ 113 หลอมกายในเตาหลอม, เส้นทางรูปลักษณ์คู่ของเทพธิดาเยือกแข็ง
“เจ้า... จะเข้าไปพร้อมกับศิษย์น้องเป่าอย่างนั้นรึ?”
“ขอรับ”
“หมายถึงกระโดดเข้าไปในเตาหลอมอย่างนั้นรึ?”
“ขอรับ”
เมื่อเห็นหลี่โม่ยืนยันอย่างจริงจัง สีหน้าของผู้อาวุโสเซวี่ยก็เคร่งเครียดขึ้นทันที เขาหันไปทางถังเสี่ยวเป่าแล้วสั่งว่า
"เสี่ยวเป่า ไปตามศิษย์พี่หญิงรองของเจ้ามา! นางเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาอาการทางจิตใจ"
ผู้อาวุโสเซวี่ยเป็นกังวลว่าหลี่โม่จะเครียดจนเกินไป หรือไม่ก็ฝึกวิชาจนจิตใจวิปลาส สภาพจิตใจแบบไหนกันที่ถึงกับคิดวิธีพิสดารเช่นนี้?
การกระโดดเข้าไปในเตาหลอมพร้อมกับโอสถนั้น... เท่ากับการลัดขั้นตอนจัดงานศพไปเลย! ไม่ก็เป็นการเผาศพโดยตรงเสียด้วยซ้ำ!
“โอ้! ได้เลยขอรับ!”
ถังเสี่ยวเป่ารีบเช็ดใบหน้าและเตรียมวิ่งออกไป
“เดี๋ยว!”
หลี่โม่กดศีรษะของถังเสี่ยวเป่าไว้แล้วหันตัวอีกฝ่ายกลับมา
“ท่านผู้อาวุโสเซวี่ย ข้าพูดจริงนะขอรับ”
“นั่นแหละ ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่เลย!”
เซวี่ยจิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนกล่าวต่อ
“การเป็นผู้ฝึกยุทธ์นั้น ย่อมคิดไปเองได้ง่าย บางครั้งยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเดินไปในทางที่ผิด อย่างตอนที่ข้ายังหนุ่ม ก็ชอบคิดหาทางลัดเสมอ เมื่อคราที่หลอมปราณโอสถลึกลับล้มเหลวไปหลายครั้ง ข้าก็เคยคิดว่าการหาโอสถลึกลับโดยตรงจากภายนอก แล้วยัดเข้าไปในตันเถียน มันคงไม่ต่างอะไรกับการหลอมโอสถลึภายในปราณหรอกกระมัง”
“ก็ฟังดูเข้าทีดีนะขอรับ”
หลี่โม่รู้สึกว่าความคิดของผู้อาวุโสเซวี่ยช่างสร้างสรรค์ยิ่งนัก สมกับเป็นปรมาจารย์ปรุงยาที่เป็นอัจฉริยะไม่แพ้เขาเลยจริงๆ
แต่แล้วเซวี่ยจิงก็ถอนหายใจออกมา ดูท่าว่าวิธีที่ว่านั้นจะล้มเหลว
“แล้วมันล้มเหลวได้อย่างไรหรือขอรับ?” หลี่โม่เอ่ยถาม
เซวี่ยจิงอ้าปากค้างแล้วก็ปิดลง ไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมา ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอีกรอบ
ถังเสี่ยวเป่าตบหน้าผากตัวเองแล้วนึกขึ้นได้ว่า
“อาจารย์ทำโอสถลึกลับตกลงไปในส้วม แล้วยังจุดโคมไฟตามหาอีก...”
“เจ้าศิษย์ทรยศ! หุบปากเดี๋ยวนี้!”
เมื่อถูกเปิดเผยเรื่องน่าอายสมัยหนุ่ม ใบหน้าชราของเซวี่ยจิงก็แดงก่ำ
หลี่โม่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองฟ้าคล้ายเพิ่งได้สติ
“อืม... นกตัวนั้นช่างงดงามนัก! เมื่อครู่ผู้อาวุโสเซวี่ยว่าอย่างไรนะขอรับ?” ดูท่าการแสดงของศิษย์น้องหลี่จะถูกนำมาใช้จนหมดหน้าตักแล้ว
หากผู้อาวุโสเซวี่ยรู้ว่าเขาได้ยิน ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนอีก?
“อืม... ก็สวยดี” เซวี่ยจิงพยักหน้าเบา ๆ
“มีนกที่ไหนกัน...”
เป๊าะ!
หน้าผากของถังเสี่ยวเป่าถูกอาจารย์ดีดเข้าอย่างจัง เขารู้สึกน้อยใจ
ก็บนท้องฟ้าไม่มีสิ่งใดเลยนี่น่า…
“เอาเถอะ... เรามาเข้าเรื่องกัน” หลี่โม่กระแอมไอเบา ๆ แล้วพูดอย่างจริงจังว่า
“ท่านผู้อาวุโสเซวี่ย ที่ข้ากล้าเข้าไปในเตาหลอมนั้น มิใช่เพราะคิดไปเอง หนึ่งคือวิชาหลอมกายของข้าฝึกมาได้ไม่เลวเลย”
กล่าวจบเขาก็หยิบอาวุธระดับมีคมออกมา ก่อนจะดีดนิ้วใส่
อาวุธนั้นก็แตกหักทันที เซวี่ยจิงเลิกคิ้วเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจในความสำเร็จด้านการหลอมกายของหลานศิษย์ผู้นี้ แต่กระนั้น สำหรับเรื่องนี้แล้วก็ยังไม่เพียงพอ
หลี่โม่พูดต่อว่า
“หลานศิษย์ยังได้ศึกษาเรื่องร่างกายของตัวเองมาบ้าง ข้าพบว่าร่างกายของข้าไม่เกรงกลัวความหนาวและทนทานต่อความร้อนยิ่งนัก”
เซวี่ยจิงส่ายหน้า
“ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมไม่เกรงกลัวความหนาวและความร้อนในระดับหนึ่งอยู่แล้ว”
“แต่ข้ากับอิ๋งปิง… นอนเตียงเดียวกันมาร่วมเดือนแล้ว”
เมื่อสิ้นเสียง บรรยากาศในลานเล็ก ๆ ก็เงียบสงัดลงทันที
“เจ้า...!”
เซวี่ยจิงมองอย่างตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง ราวกับหัวใจกำลังถูกคลื่นลูกใหญ่ซัดสาด
“ขอรับ” หลี่โม่พยักหน้าหนักแน่น
“พวกเจ้าสองคน... ไปถึงขั้นนั้นแล้วรึ?”
“...ท่านผู้อาวุโสเซวี่ย ท่านน่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องสภาพร่างกายของข้ามากกว่านะขอรับ”
เส้นเลือดที่หน้าผากของหลี่โม่ผุดขึ้น
“อืม... หากเป็นระดับที่ไม่เกรงกลัวความร้อนและความหนาวถึงเพียงนี้...”
เซวี่ยจิงรวบรวมสติ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แล้วก็หายใจเข้าลึกๆ
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ลองดูสักครา หากมีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้น ข้าจะหยุดทันที”
…
ในเวลาเดียวกัน
ณ ยอดเขาหลักของสำนักชิงเยวียน
“ความก้าวหน้าในขั้นปราณภายในของเจ้า ทำลายสถิติของสำนักลงแล้ว อีกทั้งยังสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นปราณญาณเทพได้ด้วยระดับปราณภายใน”
“กระทั่งในอดีตหลายร้อยปีมานี้ สำนักชิงเยวียนก็ไม่เคยมีศิษย์เช่นเจ้า”
ซ่างกวนเหวินชางกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างโล่งใจ
“ท่านเจ้าสำนักกล่าวเกินไปแล้ว” อิ๋งปิงพยักหน้าเล็กน้อย
จนถึงบัดนี้นางก็ยังไม่เคยเอ่ยปากเรียกซ่างกวนเหวินชางว่าอาจารย์ และอีกฝ่ายก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด
“เมื่อเจ้าเข้าสู่ขั้นโอสถลึกลับ ผู้ดูแลและศิษย์ในขั้นปราณญาณเทพของสำนักทั้งหมด ก็คงมิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าแล้ว”
ซ่างกวนเหวินชางกล่าว ผู้อาวุโสซู, เฉียนปู้ฟ่าน และหานเฮ่อแห่งยอดเขาอัสดง ไม่มีผู้ใดคัดค้านเลย แม้จะไปที่จงโจว นางก็ยังคงโดดเด่นอย่างมาก
“แนวทางการฝึกวิชาของเจ้ามีเอกลักษณ์มาโดยตลอด”
“วันนี้ที่ข้าเรียกเจ้ามา ก็เพื่อจะถามว่าเจ้า ว่าเตรียมจะใช้อะไรในการเข้าสู่ขั้นปราณญาณเทพ?”
ซ่างกวนเหวินชางถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไท่อิน” อิ๋งปิงตอบโดยไม่ลังเล การเฝ้าสังเกตการณ์ไท่อินจะทำให้นางสามารถควบคุมพลังปราณไท่อินในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
ซ่างกวนเหวินชางไม่แปลกใจกับคำตอบนี้ เขากล่าวราวกับได้เตรียมคำตอบไว้แล้ว
“หากการใช้ไท่อินสำเร็จ ก็จะเป็นรูปลักษณ์ของเทพอย่างมิต้องสงสัย แต่การที่มันแขวนอยู่บนฟากฟ้า จึงเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเรา”
“การเฝ้าสังเกตการณ์ ย่อมมิใช่แค่การมองเห็นเท่านั้น ไม่ว่าจะไท่อิน(ดวงจันทร์) สุริยัน และดวงดาวนับไม่ถ้วน ย่อมได้ประโยชน์กว่าการเฝ้าสังเกตนกหรือสัตว์ทั่วไป”
"แต่ผู้ที่สามารถเข้าใจแก่นแท้ และนำมันมาไว้ใน‘จิตใจ’ได้อย่างแท้จริงนั้น หาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อไม่เห็นสีหน้าของอิ๋งปิงเปลี่ยน ซ่างกวนเหวินชางจึงกล่าวต่อ
“สำนักชิงเยวียนของเรา มีแนวทางเข้าสู่ขั้นปราณญาณเทพที่ไม่ด้อยไปกว่าการสังเกตไท่อิน ทั้งยังเหมาะกับเจ้ามาก และง่ายดายมากกว่าด้วย”
“นั่นก็คือการรวบรวมรูปลักษณ์นกนับร้อย แล้วแปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์หงส์”
“เจ้า... เต็มใจหรือไม่?”
เมื่อซ่างกวนเหวินชางกล่าวมาถึงจุดนี้ ดวงตาของเขาก็ส่องประกายอย่างมาก เหล่าผู้อาวุโสหลายคนก็กลั้นหายใจด้วยเช่นกัน นี่เป็นความลับอันยิ่งใหญ่ที่สุดของสำนักชิงเยวียน มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่รู้
“ข้าจะไม่ละทิ้งการเฝ้าสังเกตรูปลักษณ์ไท่อิน”
อิ๋งปิงกล่าวเสียงแผ่วเบา ประกายในดวงตาของซ่างกวนเหวินชางก็หรี่ลงทันที
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่อาจบังคับเจ้าได้...”
“ส่วนรูปลักษณ์หงส์ ข้าก็ตั้งใจที่จะรวบรวมเพื่อสังเกตการณ์เช่นกัน” อิ๋งปิงกล่าวต่อ
“หืม?” เหล่าผู้อาวุโสพากันงุนงง
“หมายความว่าอย่างไร?”
วินาทีถัดมา แสงสองสายสว่างขึ้นพร้อมกัน แสงหนึ่งมีต้นกำเนิดจากปราณไท่อิน รวมเป็นหนึ่งกับทุกสรรพสิ่ง ส่วนอีกแสงหนึ่ง ดูราวกับภาพของความจริงและภาพลวงตาผสมกัน
สองแสงสะท้อนไปมา ทำให้เส้นผมสีดำของอิ๋งปิงพลิ้วไหว ราวกับนางมิใช่คนในโลกีย์วิสัย
“ปราณภายในสองแบบอย่างนั้นรึ?!” เฉียนปู้ฟ่านตอบสนองทันที
“เจ้าตั้งใจจะ... รวบรวมโอสถลึกลับสองเม็ด แล้วเฝ้าสังเกตเทพลักษณ์ไท่อิน กับรูปลักษณ์นกนับร้อยไปพร้อมกัน เพื่อสร้างภูมิทัศน์คู่อย่างนั้นรึ?”
หานเฮ่อถามเสียงเบา เขาเกรงว่าหากอ้าปากกว้างเกินไป หัวใจจะกระเด็นออกมาเสียก่อน
“เจ้าค่ะ” อิ๋งปิงพยักหน้า
เหล่าผู้อาวุโสหลายคนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น พวกเขาเคยพบเรื่องประหลาดจากอิ๋งปิงมาหลายคราจนชิน แต่ในวันนี้ แม้พวกเขาจะใช้จินตนาการทั้งหมดที่มี ก็ยังนึกไม่ถึงว่าอิ๋งปิงจะเลือกเส้นทางเช่นนี้ มันเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก
แต่เมื่อมองไปที่ดวงตาอันสงบนิ่งของหญิงสาว พวกเขาก็ไม่รู้สึกอยากจะห้ามปราม ในใจกลับรู้สึกว่านางรู้ดีว่าตนเองกำลังทำอะไร และมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง
หากสำเร็จจริง ๆ... ไท่อินและหงส์ล้วนเป็นเทพลักษณ์
ตามความซับซ้อนและความลึกลับแล้ว รูปลักษณ์ที่รวมในขั้นปราณญาณเทพมีหลายระดับ
ตั้งแต่รูปลักษณ์ชั้นล่าง, รูปลักษณ์ชั้นกลาง, รูปลักษณ์ชั้นสูง, รูปลักษณ์สุดยอด และรูปลักษณ์เทพแห่งวิถี
ส่วนรูปลักษณ์เทพคู่นั้น? อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
“ดี... เมื่อเจ้ามีความมุ่งมั่นเพียงนี้ ข้าก็ดูเหมือนคนใจแคบไปเลย”
ซ่างกวนเหวินชางวางกล้องยาสูบลงบนโต๊ะ
“หากเจ้าสามารถรวมโอสถลึกลับสองเม็ดได้ ข้าจะพาเจ้าไปที่ศาลบรรพชนของยอดเขาหลัก”