- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 98 รากฐานปราณญาณเทพ, คนในหุบเขาเพลิงหยกโกรธจัด
บทที่ 98 รากฐานปราณญาณเทพ, คนในหุบเขาเพลิงหยกโกรธจัด
บทที่ 98 รากฐานปราณญาณเทพ, คนในหุบเขาเพลิงหยกโกรธจัด
“เจ้ากำลัง...”
“เก็บ... เก็บขยะ”
“แต่ข้ายังไม่ได้ไปเลยนี่”
“คุณชายค้อนราชัน... ไม่ใช่... คนเลว”
เจียงชูหลงใช้กิ่งไม้เล็กๆ แหย่หลิวเหิง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแน่นิ่งราวกับโคลนเหลว นางก็โล่งใจว่าเขาตายแล้วจริงๆ
ถ้าเขาตายแล้วและไม่มีใครต้องการของของเขา ของเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับขยะ นางก็สามารถเก็บไปได้
เจียงชูหลงเงยหน้าขึ้นอย่างอ่อนแรง ดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังมองไปยังหลี่โม่
"...เก็บไปเถอะ"
มุมปากของหลี่โม่ยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า
“เจ้าไม่กลัวข้า… หรือไม่กลัวไปเจอคนเลวคนอื่นอีกหรือ?”
“ข้าเคย... เคยเจอมาแล้ว...”
“ถ้าเจอ… คนเลว... ก็ใช้สิ่งนี้... ตีพวกเขา” เจียงชูหลงโบกกิ่งไม้ในมือพลางเขี่ยของในอกเสื้อของหลิวเหิงออกมาทีละชิ้น
สีหน้านางดูตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะโดยปกติแล้ว นางเก็บได้แต่ของเล็กๆน้อยๆที่ไม่มีใครต้องการ ไม่เคยมีของให้เก็บมากมายขนาดนี้มาก่อน
หลี่โม่เงียบไป
'ที่เจ้าบอกว่าฝึกกระบี่ตอนเก็บขยะ คือการฝึกแบบนี้เองหรือ?'
'จนถึงตอนนี้ยังไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น นับว่าโชคดีจริงๆ'
'เดี๋ยวก่อน... ดูเหมือนจะไม่ใช่เพราะโชคดี'
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า
“ช่วงนี้เจ้าอย่าออกมาเก็บขยะอีกนะ ในเมืองมันไม่ปลอดภัย”
“แต่ถ้าไม่เก็บ... ก็ไม่มี... ไม่มีเงิน”
“เจ้าเอาเงินไปทำอะไร?”
“ซื้อ... ซื้อผ้า... มาทำเสื้อ”
“เงินแค่นั้นก็น่าจะพอแล้วมั้ง?” หลี่โม่เห็นนางหยิบเงินสองสามตำลึงจากตัวหลิวเหิง
“พอ... พอแล้ว” เจียงชูหลงพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบกลับไปเถอะ”
หลี่โม่หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
“ของสิ่งนี้ให้เจ้าไม่ได้” เขาปล่อยปราณภายใน ดึงรูปปั้นที่เจียงชูหลงเพิ่งหยิบไปมาไว้ในมือ
“ขอบคุณ... คุณชายค้อนราชัน...”
“ข้าไปก่อนนะ” เจียงชูหลงดีใจมาก ถึงกับโบกมือเล็กๆให้เขาสองสามครั้ง
เงาร่างผอมบางของนางหายลับไปในยามค่ำคืน ราวกับหญ้าเล็กๆ ที่ถูกสายลมพัดพาจนเลือนหายไป
“คงถึงเวลาต้องไปดูนางแล้ว”
'พรุ่งนี้ไปเลยดีไหมนะ?' เขาคิดในใจพลางเดินออกจากซอย
หลังจากออกเดิน ศพของหลิวเหิงที่ถูกทุบจนอวัยวะภายในแหลกเหลวก็ลุกไหม้ขึ้นอย่างเงียบงัน แปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ทนแรงค้อนไม่ไหว แต่ไม่อาจสัมผัสถึงปราณภายในที่ทำลายล้างนั่นได้ต่างหาก…
ร้านหม้อไฟ ชั้นสอง
【ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของระบบ ท่านลงทุนใน ‘ลั่วเหยา’ สำเร็จ, ช่วยชีวิตอีกฝ่ายไว้ได้】
【รางวัล: อาวุธขึ้นชื่อ กระบี่หยกกิ่งท้อ】
【กระบี่หยกกิ่งท้อ】: “ในอดีตมียอดฝีมือวิถีกระบี่ผู้หนึ่ง บรรลุธรรมจากการมองดูป่าท้อ เขานำกิ่งไม้ธรรมดาๆ มาเป็นกระบี่ ซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นอาวุธขึ้นชื่อ”
ในฝ่ามือปรากฏกิ่งไม้สีหยกขึ้น มีดอกท้อสามดอกบานอยู่บนนั้น ราวกับเพิ่งถูกเด็ดมาสดๆ
หากส่งปราณภายในเข้าไป ก็จะปรากฏคมดาบเล็กๆขึ้น กิ่งท้อนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยช่างตีเหล็ก แต่เป็นของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จัดว่าเป็นอาวุธขึ้นชื่อชั้นดี
“เหมาะกับองค์หญิงชูหลงจริงๆ”
“เมื่อนางกำลังจะทะลวงขั้นปราณภายใน ข้าจะมอบให้แก่นาง” หลี่โม่ยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เก็บกระบี่หยกกิ่งท้อแล้ว เขาก็หยิบของอีกชิ้นออกมาจากอกเสื้อ มันคือรูปปั้นค้างคาวปีศาจที่น่าเกลียดน่ากลัว มีปีกสี่ปีก รูปปั้นนี้มีเสน่ห์บางอย่าง หากมองดูนานๆ จะรู้สึกเหมือนสติถูกดูดเข้าไป
ในความมึนงง รู้สึกราวกับว่าค้างคาวปีศาจนี้มีชีวิตขึ้นมา...
“ของสิ่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก” หลี่โม่รวบรวมสมาธิและหลุดพ้นจากสภาวะนั้นได้ในที่สุด
“รูปปั้นนี้บันทึกคัมภีร์รากฐานปราณญาณเทพไว้”
เสียงเย็นชาดังขึ้นจากประตู หลี่โม่เงยหน้ามอง
เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นไป ก็เห็นอิ๋งปิงในชุดนักฆ่าราตรีเดินเข้ามาในห้อง หน้ากากแก้วไร้ลักษณ์แปรเปลี่ยนเป็นใยแมงมุมสีดำคลุมหน้า เมื่อก้าวเดินก็เกิดการแสงสะท้อนขึ้นมา ชุดนักฆ่าราตรีก็ทำจากวัสดุแบบเดียวกัน ค่อนข้างรัดรูป...
'จะช่างฝีมือดีๆ ที่สามารถสร้างผ้าคลุมให้เป็นรูปร่างแบบนี้ หรือแบบอื่นๆได้อีกไหมนะ...' หลี่โม่แอบหยิกต้นขาตัวเองโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“เจ้ารู้จักของสิ่งนี้หรือ?”
อิ๋งปิงพยักหน้าเล็กน้อย
“ของสิ่งนี้ใช้เพื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณญาณเทพ”
“ปราณญาณเทพนั้น แท้จริงคือการสัมผัสได้ถึงสัตว์, สิ่งของ, หรือแม้แต่เสน่ห์ของธรรมชาติ เมื่อฝึกฝนจิตวิญญาณจนเวลาผ่านไป จิตวิญญาณจะสร้างความเชื่อมโยงกับสิ่งภายนอก เปลี่ยนโอสถลึกลับให้เปิดออก จึงจะนับว่าเข้าสู่ขั้นปราณญาณเทพได้”
“เมื่อจิตวิญญาณของเจ้าแข็งแกร่งพอที่จะสร้างโลกภายในขึ้นมาได้ และสามารถฉายภาพจากโลกภายในไปยังภายนอกได้ นั่นจึงจะกลายเป็นขั้นขอบเขตภูมิทัศน์ภายใน”
ปกติหญิงสาวไม่ค่อยพูดอะไรมากนักในคราเดียว แต่ข้อมูลที่ให้มานั้นมีมากเหลือเกิน ครอบคลุมวิธีเข้าสู่ขั้นปราณญาณเทพ และขอบเขตภูมิทัศน์ภายในอย่างละเอียด ราวกับว่านางได้ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาด้วยตนเอง...
หลี่โม่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงตอนที่หลิวเหิงใช้พลังนั่น ลมเย็นและเงาปีศาจที่ดูทั้งเสมือนจริงและไม่เหมือนจริงนั้น น่าจะมาจากการจ้องมอง‘รูปปั้นค้างคาวปีศาจ’นี้อย่างยาวนาน จึงทำให้ขั้นโอสถลึกลับกำลังเข้าจะสู่ขั้นปราณญาณเทพ
หากไม่ใช่เพราะเขาได้รับการฝึกฝนพิเศษจากซางอู่แล้วไซร้ เกรงว่าเขาคงทำได้แค่ใช้กำลังเข้าโจมตีแบบครอบคลุมเท่านั้นจึงจะเอาชนะอีกฝ่ายได้
“เจ้าฝึกเคล็ดวิชาจิตเพลิงก่อบัว เจ้าก็สามารถเรียนรู้เคล็ดบัวเพลิงสุริยันจากนางได้ก่อน แล้วค่อยให้นางวาดภาพบัวเพลิงใต้อัคคีแก่เจ้า...” อิ๋งปิงพูดจบ ก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย
ซางอู่ไม่น่าจะวาดภาพรากฐานได้ และยิ่งไม่น่าจะแกะสลักได้
“ถ้าหากมองของจริงโดยตรงจะไม่ดีกว่าหรือ?”
“แน่นอน” อิ๋งปิงพยักหน้า ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นหรือรูปวาด สุดท้ายก็ไม่สามารถแสดงเสน่ห์ของมันได้อย่างสมบูรณ์
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่โม่ก็ถามว่า
“แล้วถ้าหากมองดวงอาทิตย์ล่ะ?” ดวงอาทิตย์แขวนอยู่บนท้องฟ้า ไม่ใช่ว่าอยากจะมองเมื่อไหร่ก็มองได้หรอกหรือ?
“ใช้สิ่งของเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ประการแรก ต้องมีเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกัน ประการที่สอง ตัวเจ้าเองต้องทนต่อสิ่งนั้นให้ได้ ภายใต้ฟ้าดินนี้ นอกจากคนในราชวงศ์ต้าอวี้แล้ว ไม่มีใครสามารถมองดูจิตวิญญาณแห่งดวงอาทิตย์ได้ มิฉะนั้นก่อนที่จะฝึกสำเร็จ จิตวิญญาณเจ้าคงมอดไหม้ไปก่อน”
ตอนที่อิ๋งปิงอยู่ในขั้นปราณญาณเทพ นางก็มองดูไท่อิน(ดวงจันทร์) เป็นเพราะร่างกายของนางดีกว่าคนทั่วไป จึงสามารถทนต่อการชำระล้างของพลังไท่อินอันบริสุทธิ์ได้
หลี่โม่มองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้เขาไม่ได้ฝึกวิชาคล็ดบัวเพลิงสุริยัน ถึงกระนั้น เขาก็อยากจะลองมองดูจิตวิญญาณแห่งดวงอาทิตย์ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่ปลอดภัย หรือถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็จะมองค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์ เพื่อเข้าสู่ขั้นปราณญาณเทพด้วยวิชาหลอมกาย
“ตอนนี้ข้าเพิ่งจะอยู่ในขั้นปราณภายใน เรื่องนี้ยังไม่รีบร้อน”
“พรุ่งนี้ไปดูชูหลงด้วยกันไหม?”
“ได้”
เมื่อการพูดคุยสิ้นสุดลง ทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบ
หลี่โม่นั่งลงบนเตียง ส่วนอิ๋งปิงก็ยังคงนิ่งเฉย มีเพียงริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อย แม้จะเป็นช่วงเวลาของการฝึกคู่กันที่น่ายินดี แต่สำหรับหลี่โม่ ช่วงเวลาเหล่านี้กลับเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง
หญิงสาวไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า อย่างที่รู้กันดีว่าในสภาวะที่หนาวเย็น ร่างกายผู้ชายมักจะหงอยเหงา แต่ศิษย์น้องหลี่ไม่หวั่นไหวต่อความร้อนและความเย็น แถมยังฝึกเคล็ดวิชาธาตุหยางอีกด้วย จึงยิ่งไม่รู้สึกหนาว...
รับมือกับช่วงเวลานี้ยากจริงๆ
….
ในเวลาเดียวกัน
หญิงสาวที่หนีออกจากบ้านและแกล้งปลอมตัวเป็นจอมยุทธ์ ก็วิ่งมาถึงที่ว่าการเมืองอย่างเงียบๆ
“พี่ใหญ่! ข้าถูกคนรังแก ข้าเกือบตายไปแล้ว! ฮือๆๆๆ!” นางร้องเสียงดังมาก
“อะไรนะ!?”
"ไอ้สุนัขตัวไหนกัน! ข้าจะสับมันเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปให้หมากิน!”
“ใครกันช่างบังอาจ! กล้ามาแตะต้องคนของหุบเขาเพลิงหยกเลยหรือ!”
บรรดาศิษย์สายตรงของหุบเขาเพลิงหยกต่างก็โกรธจัด