- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 94 แผนสำเร็จแล้ว, บุกเข้าไปในหอละอองฝน
บทที่ 94 แผนสำเร็จแล้ว, บุกเข้าไปในหอละอองฝน
บทที่ 94 แผนสำเร็จแล้ว, บุกเข้าไปในหอละอองฝน
“จดหมายฉบับนี้เป็นของหอละอองฝน”
จั่วชิวหยางเห็นตรานกนางแอ่นที่มุมซ้ายล่างของจดหมาย ก็ลุกพรวดขึ้นยืนด้วยไอสังหารที่พลุ่งพล่านทั่วร่าง
“หืม?” ซางอู่หรี่ตามอง
จั่วชิวหยางทำสีหน้าเคียดแค้น แล้วกุมศีรษะก่อนจะนั่งลง
“ท่านอาจารย์ขอรับ ดูเหมือนเขาจะเกี่ยวข้องกับหอละอองฝน”
“การล่วงรู้เจตนาและเบาะแสของหอละอองฝนจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเรานะขอรับ”
หลี่โม่โน้มน้าวอาจารย์อย่างมีเหตุผล เขาโบกมือเรียกจั่วชิวหยางให้เข้ามาดูด้วยกัน เพราะเขาเองก็อ่านไม่รู้เรื่อง ตัวอักษรที่ใช้ในจดหมายดูคล้ายอักษรภาพ หากไม่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะก็ไม่สามารถเข้าใจได้เลย
หลี่โม่จึงให้จั่วชิวหยางหยิบจดหมายไปอ่าน
“พวกเจ้าสามคน ฝีมือคงไม่ตกต่ำไปหรอกกระมัง?” เสียงอ่านจดหมายเริ่มเกริ่นนำ
“ยามนี้สถานการณ์ในใต้หล้ากำลังปั่นป่วน พวกเจ้าพี่น้องกลับอาศัยอยู่แต่ในหมู่บ้านเขาหวย ทำเรื่องปล้นสะดมเล็กๆ น้อยๆ แล้วเมื่อไรจะโดดเด่นขึ้นมา? ในเมื่อการทดสอบไร้สิ้นสุดได้เริ่มขึ้นแล้ว พวกเจ้าก็ควรคว้าโอกาสนี้ก้าวเข้าสู่ยุทธภพ เข้าร่วมหอละอองฝน ต่อไปก็จะมีคนหนุนหลังในภายภาคหน้า”
“พี่ชายผู้นี้เป็นคนไร้ความสามารถ แต่บัดนี้ก็ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้น อยู่ในขอบเขตปราณญาณเทพ และได้รับตำแหน่งมือสังหารโลหิตในหอละอองฝน”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ น้ำเสียงของจั่วชิวหยางก็สั่นเครือ มือของเขากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างมาก
เขาสามารถยืนยันได้ว่าคนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มา ก็คือศัตรูที่ฆ่าอาจารย์ของเขา เมื่อเห็นศัตรูอยู่ใกล้แค่เอื้อม จั่วชิวหยางจึงรู้สึกโกรธจนแทบคลั่ง
“ข้ารู้ว่าเจ้ารีบ แต่ใจเย็นๆก่อน”
หลี่โม่ส่งสัญญาณให้เขาอ่านจดหมายให้จบ
จั่วชิวหยางสูดหายใจลึกๆหลายครั้ง แล้วจึงอ่านต่อ
“ล่าสุดข้าได้รับข่าวว่าลูกศิษย์ของคนทรยศผู้นั้น ที่เราฆ่าเมื่อหลายปีก่อน ก็ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาของหอละอองฝนด้วย”
“ในเมื่อมันกล้าฝึกวิชาของหอเรา ก็ควรจะจัดการเพื่อกวาดล้างคนทรยศในสำนัก พวกเจ้าไปฆ่ามันซะ แล้วมาหาข้าที่นัดพบเดิม”
“สำนักงานใหญ่กำลังจะเปิดสาขาในแคว้นจื่อหยาง หากพวกเจ้าทำเรื่องนี้สำเร็จ ข้าจะพูดดีๆ กับเจ้าของสาขา เพื่อหาตำแหน่งดีๆให้กับพวกเจ้า”
“—เสี่ยวหมีทัว”
...
จดหมายเปิดเผยข้อมูลมากมาย หลี่โม่และคนอื่นๆ ต่างตกอยู่ในห้วงความคิด
“หอละอองฝนจะมาเปิดสาขาในแคว้นจื่อหยางหรือ?”
ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาเลือกเมืองจื่อหยางเป็นสถานที่จัดการการทดสอบไร้สิ้นสุด ต้องการรับสมัครคนในพื้นที่นี่เอง
แต่แคว้นจื่อหยางตั้งอยู่ตรงขอบของแดนบูรพา ไม่ถือเป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองอะไรเลย ห่างไกลจากความปั่นป่วนของ‘เก้าสวรรค์สิบดินแดน’มากนัก หอละอองฝนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ จะมาตั้งฐานที่นี่ทำไมกัน?
“จะจัดการการทดสอบไร้สิ้นสุดอะไรก็ช่างเถอะ แต่กล้าขยายอำนาจเข้ามาในแคว้นจื่อหยางหรือ?”
คิ้วของซางอู่ชี้ขึ้น
“ถ้าข้าเจอเจ้าของสาขาเมื่อไหร่ ข้าจะซัดมันให้อึแตกไปเลย”
สำนักชิงเยวียนไม่ยอมให้ผู้ใดมาเป็นหอกข้างแคร่กับตนแน่นอน เรื่องนี้มันล้ำเส้นกันเกินไป ไม่มีสำนักใดที่จะทนให้องค์กรมือสังหารมาตั้งฐานอยู่ในอาณาเขตของพวกเขาได้
แต่หอละอองฝนนั้นมีพฤติกรรมที่ลึกลับ มีสายตาอยู่ทั่วโลก เป็นเหมือนกับตัวป่วนที่ยากจะจับตัว ในอดีต ราชวงศ์ต้าอวี้เคยร่วมมือกับสำนักใหญ่หลายแห่งเพื่อปราบปราม แต่ก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้เลย
ทำลายฐานที่มั่นหนึ่งแห่ง แต่ไม่สามารถกำจัดสมาชิกทั้งหมดในองค์กรได้ และไม่นานฐานที่มั่นแห่งใหม่ก็จะผุดขึ้นมาอีก
“การจะหาสำนักงานสาขาของหอละอองฝนคงไม่ใช่เรื่องง่าย”
เซียวฉินครุ่นคิด เขาหยิบตราคัมภีร์ศิลาทมิฬสามอันขึ้นมาจากพื้น
จั่วชิวหยางมองดูตราคัมภีร์ศิลาทมิฬเหล่านั้น ก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย
ตราคัมภีร์ศิลาทมิฬนี้ถูกหล่อหลอมด้วยวิธีพิเศษ เมื่อการทดสอบไร้สิ้นสุดเริ่มขึ้น มันจะดูดซับปราณภายในของผู้ครอบครองไว้เล็กน้อย หากผู้ครอบครองเสียชีวิต ตราคัมภีร์ศิลาทมิฬก็จะแตกสลาย
แต่ตราคัมภีร์ทั้งสามอันนี้กลับไม่ได้รับความเสียหาย…
เป็นเพราะสามอันธพาลเขาหวยตายด้วยปราณภายในของตนเองหรือ?
“เรา... สามารถปลอมตัวเป็นสามอันธพาลเขาหวยแล้วเข้าไปในหอละอองฝนได้หรือไม่?”
“จำนวนคนของเราก็พอดีเลยขอรับ ถ้าพี่จั่วชิวเข้าร่วมด้วยก็…”
เซียวฉินมีความรับผิดชอบมาก เมื่อรับภารกิจจากสำนักมาแล้ว เขาก็จะทำอย่างเต็มที่
จั่วชิวหยางส่ายหน้า
“ข้าฝึกวิชาดาบไร้ชีวิตมาแล้ว ต่อหน้าคนของหอละอองฝน ข้าไม่อาจซ่อนตัวตนได้”
ได้ยินดังนั้น หลี่โม่ก็เหลือบมองเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ พร้อมส่งสายตาว่า ‘เจ้าอยากลองที่จะเป็นมือสังหารที่ไร้ความรู้สึกดูบ้างไหม?’
อิ๋งปิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “?”
ในขณะนั้น จั่วชิวหยางก็กล่าวอีกครั้ง
“อาจจะไม่เหมาะสมนัก พวกเขาสามคนดูเหมือนจะสนิทสนมกับเสี่ยวหมีทัว หากพบกันจริงๆ พวกท่านอาจจะถูกจับได้”
“เว้นแต่...เราจะฆ่าเสี่ยวหมีตั้งแต่แรก! ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราเป็นตัวปลอม”
ดวงตาของจั่วชิวหยางลุกโพลงราวกับพบช่องทางที่จะล้างแค้น อีกฝ่ายอยู่ในขอบเขตปราณญาณเทพ มีเพียงการร่วมมือกับศิษย์สำนักชิงเยวียนเหล่านี้เท่านั้น โอกาสจึงจะเป็นไปได้
“ข้ายินดีร่วมมือ”
หลี่โม่ยิ้ม การช่วยอีกฝ่ายล้างแค้นก็ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง และสามารถทำภารกิจของสำนักให้สำเร็จได้ด้วย เขาไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
ปัญหาต่อไปคือ… จะหาเสี่ยวหมีทัวที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดได้อย่างไร
“ข้าจะตามหาในเมือง แต่ในช่วงเวลาสั้นๆอาจจะยังไม่มีผลลัพธ์ คนผู้นี้ระมัดระวังเป็นอย่างมาก”
ในระหว่างที่จั่วชิวหยางเดินทางมายังเมืองจื่อหยาง เขาก็พยายามสืบข่าวของอีกฝ่ายมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีข้อมูลน้อยเกินไป
“แทนที่เราจะตามหาเขา สู้ให้เขาเข้ามาหาเราเองไม่ดีกว่าหรือ?” หลี่โม่กล่าวอย่างครุ่นคิด
“หากเราใช้ตัวตนของสามอันธพาลเขาหวย แล้วติดอันดับต้นๆของการทดสอบไร้สิ้นสุด อาจจะสามารถล่อเขาออกมาได้”
จั่วชิวหยางกระจ่างแจ้งทันที ศิษย์สำนักชิงเยวียนแซ่หลี่ผู้นี้ช่างมีไหวพริบจริงๆ ทำไมเขาถึงคิดวิธีนี้ไม่ได้นะ?
“การกอบกู้ชื่อเสียงของยอดเขาหยกงาม เห็นทีก็จะเป็นครานี้แหละ”
"ถ้าเจอคนที่สู้ไม่ได้ ค่อยเรียกข้าแล้วกัน” ซางอู่รู้สึกว่าสติปัญญาของศิษย์รักไม่ได้ด้อยไปกว่าตนเองแล้ว นางจึงขี้เกียจใช้สมอง
ให้เขาใช้สมอง แล้วนางจะออกแรงเมื่อจำเป็น สมบูรณ์แบบ!
“ไม่ได้ๆ เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้เข้าร่วมการทดสอบไร้สิ้นสุด?” เซียวฉินค้นพบจุดบอด
“เราจะเปิดโรงเตี๊ยมแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ถึงตอนนั้นข้าจะมีวิธีเอง”
หลี่โม่ดูแผนที่ ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้กับเมืองจื่อหยางมากที่สุด นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่ที่ต้องการเข้าเมือง จะต้องผ่านที่นี่ ถึงตอนนั้น เขาก็แค่ใช้เนตรทิพย์ลิขิตฟ้าส่องดู ก็สามารถรู้ได้แล้ว...
จั่วชิวหยางกับเซียวฉินต่างก็รู้สึกเคลือบแคลงใจ แต่ในเมื่อหลี่โม่พูดแบบนั้น แสดงว่าเขาก็มีวิธีของตัวเอง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สงสัยอะไรอีก และช่วยกันทำความสะอาดสถานที่
หลี่โม่ดีดนิ้วปลดปล่อยปราณภายใน ทันใดนั้น ศพที่อยู่บนพื้นก็ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน
อิ๋งปิงขมวดคิ้วอีกครั้ง ดูเหมือนนางจะไม่ชอบที่เถ้าถ่านฟุ้งกระจายไปทั่ว นางจึงพลิกฝ่ามือ ทำให้เกิดกลุ่มเมฆขึ้น รวบรวมเถ้าถ่านทั้งหมดไปที่กระถางดอกไม้หลังห้อง ถือว่าเป็นการทำประโยชน์ให้กับธรรมชาติ
“ปราณภายในของคนทั้งสอง...”
ม่านตาของจั่วชิวหยางสั่นสะท้าน เขาคิดว่าตนเองถือเป็นอัจฉริยะในรุ่นเดียวกันแล้ว มีน้อยคนนักที่สามารถสู้กับเขาได้เกินหนึ่งกระบวนท่า
แต่ชายหญิงคู่นี้ แค่ปลดปล่อยปราณภายในออกมา ก็สามารถทำให้เขาประหลาดใจได้แล้ว นี่คือศิษย์อัจฉริยะของสำนักชิงเยวียนอย่างนั้นหรือ?
แล้วก็... พวกเจ้าทำลายหลักฐานจนชำนาญขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?
เซียวฉินเก็บโต๊ะและเก้าอี้ไปพลาง เกาหัวไปพลาง
“พวกเจ้าว่า เราลืมอะไรไปหรือเปล่า?”
“ไม่นี่ ลืมอะไรได้อีก?”
หลี่โม่มองดูเถ้าถ่านที่ค่อยๆหายไป
จะลืมอะไรได้อีก ไม่มีข้อผิดพลาดแน่นอน
...
ในเวลาเดียวกัน
ใจกลางเมืองจื่อหยาง ที่โถงกลางของที่ว่าการเมือง คนจากสำนักต่างๆ กำลังชนแก้วกันและจัดงานเลี้ยง
“ว่าแต่… คนจากสำนักชิงเยวียนทำไมยังไม่มาอีก?”
“จริงๆเลย เป็นเรื่องของพวกเขาแท้ๆ แต่กลับต้องให้พวกเรามาคอยเป็นห่วง”
“เอ่อ… ซางอู่เป็นคนนำทีม เจ้ายังจะหวังความน่าเชื่อถืออยู่อีกหรือ?”
คนจากสำนักต่างๆ ต่างก็พากันพูดคุย
“เฮ้อ ความสงบสุขของแคว้นจื่อหยางนี้ ต้องพึ่งพาทุกท่านแล้ว”
เจ้าเมืองจื่อหยางมีแววตาที่สั่นไหว แล้วลุกขึ้นยืนเพื่อรินเหล้าให้ทุกคน
“ท่านเจ้าเมืองชุยกล่าวเกินไปแล้ว”
“การผดุงคุณธรรมเพื่อความยุติธรรม มันก็เป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ”