- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 92 คนดีที่ไหนจะหัวเราะเช่นนั้นกัน?
บทที่ 92 คนดีที่ไหนจะหัวเราะเช่นนั้นกัน?
บทที่ 92 คนดีที่ไหนจะหัวเราะเช่นนั้นกัน?
โรงเตี๊ยมที่ดูไม่ใหญ่นัก พลันเป็นลานสังหารที่เต็มไปด้วยประกายจากดาบและคมกระบี่ในชั่วพริบตา
มีดสั้นที่เอวของจั่วชิวหยางคมกริบและน่าสะพรึงกลัว มันตวัดเพียงครั้งเดียวก็มีหนึ่งชีวิตที่ดับดิ้น ทุกครั้งที่เสียงมีดแหวกอากาศ ผู้คนรอบข้างต่างรู้สึกเหมือนถูกมดนับพันกัดกินหัวใจ
“แข็งแกร่งมาก”
ใจของเซียวฉินหวั่นไหวเล็กน้อย ไอสังหารของอีกฝ่ายช่างน่าตื่นตะลึง หากต้องต่อสู้กันถึงชีวิต เขาไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้เลย
อาจารย์เคยบอกว่าในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน เขาเองก็ถือเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นคนหนึ่ง แต่เซียวฉินกลับรู้สึกว่าตนเองธรรมดามาตลอด ในตอนแรกเขาเคยคิดว่าเป็นเพราะสำนักชิงเยวียนมีคนเก่งมากมาย
แต่พอลงจากเขามา เขาก็ได้พบกับยอดฝีมือเช่นนี้อีก
“สมแล้วที่เป็นวิชาดาบไร้ชีวิต อายุเพียงเท่านี้ กลับฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว”
มหาปราชญ์พันร่างเอ่ยขึ้นเบาๆ และรู้สึกประหลาดใจในตัวจั่วชิวหยางไม่ต่างกัน
“ท่านอาจารย์รู้จักวิชาการต่อสู้ของเขาหรือขอรับ?”
“ไร้สาระ! หากข้าไม่รู้จัก แล้วจะเตือนเจ้าได้อย่างไรเล่า”
“ท่านอาจารย์ โรงเตี๊ยมนี้ก็ไม่ปกติ ทำไมท่านไม่เตือนข้าก่อนล่ะขอรับ”
เซียวฉินหลบไปที่มุมหนึ่ง อาวุธลับที่บินว่อนไปมาทำให้เขาจำต้องหยิบกระบี่หักขึ้นมาปัดป้อง
“พวกนี้ไม่ถือว่าเป็นมือสังหารไร้ระดับด้วยซ้ำ”
“อีกอย่าง... พวกมันไม่ได้มาเพื่อฆ่าเจ้าเสียหน่อย”
เซียวฉินพยักหน้า เขายังไม่ได้รับภารกิจจากสำนัก และที่นี่ก็ไม่มีผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลง ซึ่งมันก็ช่วยไม่ได้...
ทันใดนั้น อาวุธลับชิ้นหนึ่งที่เขาฟาดกลับไป กลับพุ่งทะลุอกของคนชายโชคร้ายคนหนึ่ง
“ข้าว่าแล้วเชียว! ไอ้หน้าซื่อคนนี้… มันเป็นพวกเดียวกับจั่วชิวหยาง!”
“ฆ่ามัน!”
ส่วนหนึ่งของประกายดาบและคมกระบี่พลันพุ่งเข้าหาเซียวฉิน มหาปราชญ์พันร่างหัวเราะเยาะ
“ตอนนี้เจ้าก็เป็นพวกเดียวกับมันแล้ว”
“.....” เซียวฉินเงียบงัน
เขาต้องเข้าร่วมการต่อสู้อย่างไม่เต็มใจ คนทั้งสองเป็นอัจฉริยะแห่งขอบเขตปราณภายใน ที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้ ส่วนกลุ่มมือสังหารปลอมเหล่านี้ ไม่มีใครอยู่ในขั้นสุราหยกเลยด้วยซ้ำ ผลลัพธ์จึงไม่ต้องสงสัย การปะทะกันในครั้งนี้จบลงอย่างรวดเร็ว
โรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยซากศพ ยกเว้นพ่อครัวและเจ้าของโรงเตี๊ยมปลอมที่หนีไปได้ ส่วนคนที่เหลือก็จบชีวิตลงที่นี่ จั่วชิวหยางนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม เช็ดคราบเลือดบนใบหน้า ก่อนก้มลงกินบะหมี่ต่อ
ก่อนจะกิน เขาเขี่ยเนื้อวัวทั้งหมดไปไว้ในชามของเซียวฉิน
“นี่ถือเป็นการขอบคุณหรือ?”
เซียวฉินนั่งลง มุมปากพลันกระตุกเล็กน้อย
จั่วชิวหยางกลืนบะหมี่ลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วส่ายหน้าพร้อมกล่าวว่า
“อันนี้เปล่า...แต่ข้าให้คำแนะนำเจ้าได้”
“เจ้ายังพอมีเวลาที่จะไป จากนี้ไปคนที่มาฆ่าข้าจะไม่ใช่พวกกระจอกอย่างเมื่อครู่แล้ว”
“ยังจะมีมาอีกหรือ?”
เซียวฉินตกอยู่ในห้วงความคิด... เขายังต้องรออยู่ที่นี่ เมื่อเห็นว่าเซียวฉินไม่ตอบรับ จั่วชิวหยางก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องสามอันธพาลแห่งเขาหวยหรือไม่?”
“เขาหวย ข้าเคยได้ยิน ที่นั่นมีหมู่บ้านอยู่ด้วย” เซียวฉินพยักหน้า
เขาเข้าสำนักชิงเยวียนมาหลายปีแล้ว จึงไม่ค่อยรู้เรื่องภายนอกมากนัก แต่เขายังจำหมู่บ้านเขาหวยได้ เป็นเพราะเคยผ่านที่นั่นเมื่อครั้งเดินทางจากเมืองเมียนเหอมายังเมืองจื่อหยาง
ใบหน้าของจั่วชิวหยางขยับเล็กน้อย
“หมู่บ้านนั่น...ไม่มีอีกแล้ว ทั้งคนทั้งสัตว์ต่างไม่รอด สามปีก่อน ที่นั่นถูกพวกโจรกลุ่มหนึ่งยึดครอง หัวหน้าโจรเรียกตัวเองว่าสามอันธพาลแห่งเขาหวย เป็นพี่น้องร่วมสายเลือด และเชี่ยวชาญในการโจมตีร่วมกัน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็กำหมัดแน่น ข้อปลายนิ้วพลันขาวซีดลง
“โอ้?” สีหน้าของเซียวฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“แล้วทางราชการกับสำนักไม่จัดการหรือ?” เขาก็ไม่เคยเห็นมีภารกิจทำนองนี้จากหอกิจการภายนอกเลย
มุมปากของจั่วชิวหยางเผยรอยยิ้มหยัน
“เขาหวยตั้งอยู่ตรงชายแดนของสองเมือง ทางเมืองจื่อหยางบอกว่าหมู่บ้านเขาหวยอยู่ใกล้เมืองเมียนเหอ จึงไม่ใช่เขตอำนาจของพวกเขา ส่วนทางการเมืองเมียนเหอก็บอกว่ามีแม่น้ำกั้นอยู่ หากชาวบ้านมีเรื่องอะไรก็ควรไปที่เมืองจื่อหยาง”
“ต่างฝ่ายต่างถกเถียงกันไปมา... ไม่รู้ว่าพวกเขาลืมไปแล้ว หรือยังตกลงกันไม่ได้จนถึงทุกวันนี้”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็กวาดตามองซากศพบนพื้น แล้วพึมพำกับตัวเองว่า
“น่าเสียดายที่สามอันธพาลแห่งเขาหวยเป็นแค่ผู้สมรู้ร่วมคิด ส่วนคนที่ฆ่าอาจารย์ของข้า ข้ายังหาเบาะแสไม่พบ...”
มีดสั้นที่เอวก็พลันสั่นระรัวเบาๆ ราวกับจะรับรู้ถึงความโศกเศร้าและความแค้นของเขา ไอสังหารในห้องโถงปะทุขึ้นอีกครั้ง รุนแรงจนทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นได้
“ไปเถอะ นี่เป็นเรื่องดีสำหรับเจ้า”
น้ำเสียงของจั่วชิวหยางเต็มไปด้วยไอสังหาร แทบจะไม่ได้ยินความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ เซียวฉินรู้สึกหนักใจเล็กน้อย มหาปราชญ์พันร่างถอนหายใจและกล่าวว่า
“วิชาดาบไร้ชีวิต สังหารคน สังหารตนเอง ไร้อารมณ์และความรู้สึก เป็นเคล็ดวิชาชั้นสูงของหอละอองฝน”
“แต่ผู้ที่ฝึกฝนวิชานี้มักมีจุดจบที่ไม่ดีนัก ไม่ตายด้วยน้ำมือผู้อื่น ก็ตายด้วยน้ำมือตนเอง”
“ที่เขาเตือนให้เจ้าไป ก็เพราะกลัวว่าเมื่อเขาคลุ้มคลั่งขึ้นมา จะฟันเจ้าไปพร้อมกับพวกมัน”
เซียวฉิน “.....” ที่ว่าดีสำหรับข้า หมายความว่าแบบนี้นี่เอง
หลังจากพูดจบ จั่วชิวหยางก็ไม่เอ่ยปากอีก สะสมไอสังหารเงียบๆ เพื่อรอให้พลังของตนเองถึงจุดสูงสุด
ในขณะนั้น อีกสามร่างก็ฝ่าม่านฝนเข้ามา และเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ว่า... ความเร็วของพวกเขาค่อนข้างจะ… เร็วไปหน่อยหรือไม่?
ปัง—!
ร่างที่ดูน่าสังเวชราวกับกระสอบผ้าสองร่างลอยเข้ามาในโรงเตี๊ยมอย่างแรง กระแทกเข้ากับโต๊ะเก้าอี้จนพัง
พวกเขาคือพ่อครัวและเจ้าของโรงเตี๊ยมที่เพิ่งหนีไปเมื่อครู่ ตอนนี้มีลมหายใจรวยริน สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวราวกับเจอผี
“สามอันธพาลแห่งเขาหวยหรือ?” ม่านตาของจั่วชิวหยางหดแคบลง จิตใจชะงักงันจนแทบจะหายใจไม่ทัน
ปัง—ปัง—!
อีกหลายร่างก็กระแทกเข้ามา คราวนี้เป็นคนสามคนที่หน้าตาค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ทุกคนมีหน้าอกที่ยุบลงไป
สีหน้าของจั่วชิวหยางแข็งค้างราวกับหิน ในขณะนั้น เซียวฉินพลันยิ้มแหยๆ แล้วเดินไปที่ประตูพร้อมกล่าวว่า
“ศิษย์น้องหลี่ ใช่เจ้าหรือไม่?”
“ขออภัยที่ข้ามาช้าขอรับศิษย์พี่เซียว”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาท่ามกลางสายฝน เป็นหลี่โม่นั่นเอง
ทั้งที่สามารถเอาชนะสามอันธพาลแห่งเขาหวยที่ร่วมมือกันต่อสู้กับยอดฝีมือขั้นโอสถลึกลับได้ แต่ร่างกายของเขากลับสะอาดเอี่ยม ราวกับคุณชายที่กำลังจะเตรียมออกไปเดินเล่นในสวน
หลี่โม่มองความวุ่นวายที่พื้น คิ้วกระตุกเล็กน้อย พลางลูบท้องแล้วถามว่า
“เสี่ยวเอ้อล่ะ? ไปหลบอยู่ที่ใดกัน?”
“เสี่ยวเอ้อก็อยู่นี่แหละ”
เซียวฉินชี้ไปที่พื้นด้วยความละอายเล็กน้อย เพราะตนเองเป็นคนฆ่า
“แล้วเจ้าของโรงเตี๊ยมล่ะ?”
“ไอ้อ้วนที่ถูกเจ้าซัดเข้ามาเมื่อครู่นั่นไง”
“แล้วคนที่อยู่ข้างๆนั่น... คือพ่อครัวหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว ศิษย์น้องหลี่นี่ฉลาดจริงๆ”
“.....นี่มันเรื่องอันใดกันแน่!”
….
สิบห้านาทีที่แล้ว
รถม้าคันหนึ่งที่เดินทางออกจากสำนักชิงเยวียน กำลังวิ่งไปบนเส้นทางอย่างมั่นคง
“คนจากสำนักอื่นน่าจะเข้าไปในเมืองแล้ว”
“พวกเรายังต้องไปอีกนานแค่ไหนขอรับ?” หลี่โม่ขับรถม้าลงเขาเองเป็นครั้งแรก จึงยังจำเส้นทางไม่ได้นัก
อีกทั้งยุคนี้ก็ไม่มีระบบนำทางอันใด เขาจึงเปิดม่านรถม้าออก แล้วถามคนที่อยู่ด้านใน อิ๋งปิงหยิบแผนที่ที่เฉียนปู้ฟ่านให้มาออกมาจากอกเสื้อ นางก้มลงมองแผนที่ ก่อนใช้นิ้วเรียวสวยชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผ่นกระดาษอย่างแผ่วเบา
ค่อนข้างไกล… หลี่โม่ครุ่นคิดในใจ
ว่าแต่การนัดพบกัน เหตุใดจึงเลือกสถานที่ที่อยู่ไกลจากเมืองขนาดนี้?
พลันเขาก็เห็นว่านิ้วเรียวสวยของนางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะชี้ไปยังอีกจุดหนึ่ง
หลี่โม่เงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ก่อนเห็นยัยก้อนน้ำแข็งเม้มปาก สีหน้าของนางดูไม่แน่ใจนัก
“?”
เงียบไปชั่วครู่ นางจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไม่...ใช่หรือ?”
“พวกเราไม่ได้ลงเขาไปเยี่ยมญาติใช่ไหม?”
“อืม”
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงชี้ไปที่บ้านข้าเล่า!?”
“.....”
ในที่สุด หลี่โม่จำต้องหาคนถามทาง แล้วก็ได้พบกับคนสองสามคนที่ดูเหมือนกำลังคุยกันอยู่ตรงทางแยก
ในความคิดแรกของหลี่โม่ ถึงแม้พวกนั้นจะหน้าตาไม่ค่อยดีนัก แต่ก็เป็นคนดีเลยทีเดียว หลังจากรู้ว่าพวกเขาหลงทาง ก็อาสาที่จะนำทางให้
แต่พอถึงหน้าโรงเตี๊ยม พวกเขาก็เผยธาตุแท้ออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย แถมยังหัวเราะ ‘แหะๆๆ’ อีกด้วย
คนดีที่ไหนจะหัวเราะเช่นนั้นกัน?