- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 91 เลือดนกสามขา, การทดสอบไร้สิ้นสุดเริ่มต้นขึ้น, จั่วชิวหยาง
บทที่ 91 เลือดนกสามขา, การทดสอบไร้สิ้นสุดเริ่มต้นขึ้น, จั่วชิวหยาง
บทที่ 91 เลือดนกสามขา, การทดสอบไร้สิ้นสุดเริ่มต้นขึ้น, จั่วชิวหยาง
หลายวันผ่านไป กิจวัตรประจำวันของศิษย์น้องหลี่เป็นไปอย่างมีระเบียบวินัย
ตอนเช้าเป็นการฝึกต่อสู้กับท่านอาจารย์ แม้เขายังไม่อาจต้านทานพลังวัตรของซางอู่ได้โดยสมบูรณ์ แต่ระยะเวลาที่ยืนหยัดอยู่ได้ก็ยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็น ‘สัมผัสที่หก’ ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
การควบคุมปราณภายในของเขาก็ดีขึ้นมาก ไม่สร้างภาระให้คู่บำเพ็ญอย่างยัยก้อนน้ำแข็งแล้ว ทำให้การบำเพ็ญคู่ในตอนกลางคืนราบรื่นยิ่งขึ้น
หลี่โม่ค้นพบว่าเมื่อคนทั้งสองฝึกฝน 《เสียงหงส์บรรเลงสวรรค์》 ร่วมกัน ความก้าวหน้าของวิชาเป็นไปอย่างรวดเร็วเกินคาด
เดิมทีแม้เขารวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติได้ ก็ยังต้องดูดซับพลังจากสวรรค์และปฐพีเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณ ทว่าเมื่อมียัยก้อนน้ำแข็งอยู่ด้วย กระบวนการเหล่านี้กลับเร็วขึ้นสิบเท่า
การรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ, รับของวิเศษหายาก, ถูกท่านอาจารย์ซ้อม... รวมถึงการบำเพ็ญคู่กับยัยก้อนน้ำแข็ง...
สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนปราณภายในของเขาก้าวกระโดดขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
ทว่าก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง…
การคาดคะเนของเขาผิดพลาดไปตั้งแต่แรก ตันเถียนของเขาแข็งแกร่งเกินไป ราวกับสามารถรองรับสายธารได้นับร้อยสาย เดิมทีเขาคาดว่าสิบวันหรือเกือบเดือนคงจะเพียงพอต่อการฝีกบำเพ็ญ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะต้องใช้เวลามากกว่านั้น
ศิษย์น้องหลี่ไม่รีบร้อน เพราะกระบวนการฝึกฝนก็ดำเนินไปด้วยดี...
【ยินดีด้วยเจ้าของระบบ ท่านช่วยอิ๋งปิงฝึกฝนได้สำเร็จ】
【การตอบแทนจากการลงทุน: เลือดนกสามขาหนึ่งหยด】
【เลือดนกสามขา : สายเลือดของวิหคอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นวิญญาณแห่งหยาง มีพลังแห่งดวงอาทิตย์ของอีกาป่าอยู่เล็กน้อย】
…
ในเมล็ดพันธุ์โลก
เจียงชูหลงใช้กิ่งไม้ทั้งมือซ้ายและขวาฟาดฟันไม่หยุด
ท่านอาจารย์เทพเซียนหยวนสื่อพลิกฝ่ามือและหยิบขวดแก้วผลึกใสออกมา ภายในมีของเหลวสีทองซีดอยู่สองสามหยด มันไม่ได้รวมตัวกันเป็นของเหลว ทว่ากลับลุกไหม้เป็นเปลวไฟเล็ก ๆ งดงามราวกับเม็ดถั่ว
นี่คือผลลัพธ์จากการบำเพ็ญคู่ระหว่างหลี่โม่และยัยก้อนน้ำแข็งตลอดหลายวันที่ผ่านมา
เจียงชูหลงหยุดมือ ก่อนเดินมากอดเข่าแล้วนั่งลงข้าง ๆ
“อาจารย์...เจ้าถั่วเล็กๆนี่ ...มันอุ่นจัง” เปลวไฟกะพริบในดวงตาของนาง
“นี่คือเลือดนกสามขา” ท่านอาจารย์เทพเซียนยิ้มอย่างอ่อนโยน ราวกับว่าสิ่งนี้เป็นของธรรมดา
“นกสามขาหรือ? ท่านอาจารย์...ท่าน...ก็มีสิ่งนี้ด้วย?” เจียงชูหลงอ้าปากเล็ก ๆ ด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าเคยเห็นสิ่งนี้หรือ?”
“เคย...เคยเห็น...ที่คล้ายกันนิดหน่อย” เจียงชูหลงพูดตะกุกตะกัก พลางเล่าเรื่องราวที่นางเคยพบเจอ
เมื่อก่อน ตอนที่อยู่คนเดียวและไม่มีใครเล่นด้วย บางครั้งนางก็จะแอบหนีออกจากตำหนักกุ้ย
ครั้งหนึ่งนางหนีไปไกลพอสมควร
“ที่นั่นมี...มีป้าย...ป้ายเล็ก ๆ มากมาย...”
“แล้วก็มี...รูปปั้นของ...ท่านปู่จักรพรรดิอู่...”
“มีอีกา...สามขา...กำลังจิกท่านปู่จักรพรรดิอู่...”
หลังจากฟังไปสักพัก หลี่โม่ก็เข้าใจทันทีว่าสิ่งที่เจ้าหญิงเจียงพูดถึงคือศาลบรรพชน
นางไปที่นั่น และเห็นอีกาสามขาสีดำจิกรูปปั้นของจักรพรรดิอู่ เลือดที่กระเซ็นออกมาตอนที่มันถูกจับและถูกตีจนตาย ก็คล้ายกับเลือดอีกาป่าในขวดแก้วที่เขาถืออยู่
“ตัวนั้นน่าจะไม่ใช่นกสามขาที่แท้จริง แต่มีก็สายเลือดของมันอยู่เล็กน้อย” หลี่โม่ยิ้มและกล่าว
“นกสามขาที่แท้จริงสามารถแปลงกายเป็นดวงอาทิตย์อันยิ่งใหญ่ได้”
เจียงชูหลงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด แล้วก็สงสัยอีกว่า
“แต่...แต่ว่าดวงอาทิตย์...ไม่ใช่ท่านปู่จักรพรรดิอู่หรือ?”
คำถามนี้ทำให้ศิษย์น้องหลี่จนปัญญา ในบันทึกประวัติศาสตร์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าท่านปู่จักรพรรดิอู่ของนางเปลี่ยนร่างเป็นดวงอาทิตย์ แต่เรื่องจริงเป็นเช่นไรก็ไม่มีใครทราบ ทว่าองค์หญิงเจียงไม่ได้จมอยู่กับคำถามนี้มากนัก
“อาจารย์ สิ่งนี้...ให้...ให้อาจารย์”
เจียงชูหลงหยิบถุงหอมที่เย็บอย่างเรียบร้อยออกมาจากอกเสื้อ แม้จะไม่มีงานปัก แต่ผ้าที่ใช้ก็ยังดูดีอยู่
“หนู...หนูทำเอง”
นางพูดตะกุกตะกัก นิ้วมือก็บิดไปมา ไม่กล้าสบตาอาจารย์ของตนเอง
“เจ้าทำเป็นด้วยหรือ?” ท่านอาจารย์เทพเซียนประหลาดใจ
“ทำ...ทำเป็นสิ...เรียนจากนางในมา”
“แล้วผ้าล่ะ หามาจากที่ไหน”
“ซื้อ...ซื้อมา”
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ดูจะชอบ เจียงชูหลงก็โล่งใจ พูดจาได้คล่องขึ้นเล็กน้อย
“ช่วงนี้มีของให้เก็บเยอะ...ดาบเอย กระบี่เอย...อะไรพวกนี้...ทุกวันเลย...ตรงที่เดิม ๆ”
“หืม?” ท่านอาจารย์เทพเซียนสงสัย
บนถนนสามารถเก็บดาบและกระบี่ได้ด้วยหรือ? ของแบบนี้มีมาให้เก็บได้เรื่อย ๆ ได้อย่างไร?
แต่หลังจากเจ้าหญิงเจียงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหลายวันนี้ เขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าการทดสอบไร้สิ้นสุดนั้น ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ทุกวันจะมีเหล่านักเดินทางในยุทธภพต่อสู้กัน บางคนยึดมั่นในคุณธรรมก็จะไปหาที่ที่สวยงามเพื่อท้าประลอง
องค์หญิงเจียงของเราก็จะรออย่างเงียบๆ รอจนกว่าพวกเขาจะต่อสู้กันเสร็จ จากนั้นจึงออกมาเก็บกวาด และนางยังขุดหลุมฝังศพให้ผู้แพ้ เพื่อให้พวกเขาได้ไปสู่สุขคติ
หลี่โม่ “.....”
เก็บศพหรือ? เขาไม่คิดเลยว่างานอดิเรกในการ 'เก็บกวาด' ขององค์หญิงเจียงจะพัฒนามาถึงขั้นนี้...
“ไม่...ไม่ดีหรือ?”
หลี่โม่คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ความปลอดภัยต้องมาก่อน”
หลังจากคิดได้ เขาเลยถ่ายทอดวิชาเก็บซ่อนลมปราณให้นาง
“ว่าแต่...อาจารย์...พี่หลี่...จะกลับมาเมื่อไหร่?”
นี่เป็นคำถามที่เจียงชูหลงถามเป็นประจำทุกวันก่อนที่จะจากไป
“วันนี้” ท่านอาจารย์เทพเซียนตอบอย่างมั่นใจ
เขาได้รู้มานานแล้วว่าสำนักจะส่งศิษย์และผู้อาวุโสลงเขา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ในเมืองจื่อหยาง
ในฐานะหนึ่งในสามอันดับแรกของการประลอง เขาจะต้องไปประจำที่ตัวเมือง และเมื่อถึงเวลานั้น ท่านอาจารย์ก็จะติดตามไปด้วยในฐานะผู้นำของคณะ
ว่าแต่... น่าจะถึงเวลาแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมท่านอาจารย์ถึงไม่มีข่าวคราวเลย?
...
ศาลาชิวสุ่ย
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามจากศิษย์รัก ดวงตาของซางอู่ที่นอนอยู่บนเก้าอี้ยาวดูเหม่อลอย
“หือ? ไปในเมืองจื่อหยางหรือ?” นางหยิบน้ำเต้าเล็กๆขึ้นมาจิบสองสามจิบ แล้วจึงเกาไหล่ที่เหมือนปุยเมฆสีชมพู
“มีเรื่องนี้จริงด้วย”
“…”
“จริงๆแล้ว… พวกเราควรออกเดินทางตั้งแต่สองวันก่อน”
หลี่โม่ “!?”
สรุปว่าท่านลืมไปแล้วใช่ไหมเนี่ย!?
เมื่อสอบถามจึงได้ความ พี่เซียวได้ออกเดินทางล่วงหน้าไปแล้ว และคงจะรออยู่ที่จุดนัดพบตั้งแต่สองวันก่อน
ดังนั้น หลี่โม่และยัยก้อนน้ำแข็งจึงรีบโยนท่านอาจารย์ขึ้นรถม้าลงเขาไป
…
ณ โรงเตี๊ยม จุดพักม้า
ยามเย็นที่ไร้แสงตะวัน ห่างจากเมืองจื่อหยางหนึ่งร้อยลี้
วันนี้ฝนตกหนัก เสียงฝนกระทบชายคาดังเป็นจังหวะ ไอน้ำที่ฟุ้งกระจายทำให้ด้านนอกขาวโพลนไปหมด ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้โรงม้ากลับคึกคักขึ้นมา ผู้คนต่างชนแก้วกัน เสียงโหวกเหวกเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย
“ข้าออกเดินทางเร็วไปหรือ? แต่นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว...”
ร่างหนึ่งสวมหมวกฟาง ด้านหลังสะพายกระบี่ใหญ่ที่หักอยู่
ชายหนุ่มนั่งทานอาหารอยู่ที่มุมหนึ่ง สายตาก็อดมองไปที่ทางเข้าไม่ได้ เมื่อคิดดูแล้ว เซียวฉินก็รู้ว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากตนเอง
หลายวันที่ผ่านมา โรงเตี๊ยมแห่งนี้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย มีคนตายและเลือดตกยางออกอยู่บ่อยครั้ง แสดงให้เห็นว่าการทดสอบไร้สิ้นสุดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
“หึ การทดสอบไร้สิ้นสุด” ในขณะนั้น เสียงแก่ชราดังขึ้นข้างหูของเขา
“เฒ่าผู้นี้เกลียดพวกหนูที่น่ารังเกียจเหล่านั้นที่สุด พวกมันเป็นเหมือนแมลงที่กัดกินทุกส่วน ไม่มีรูใดที่พวกมันไม่เจาะเข้าไป”
“หากตอนนั้น ไม่ใช่เพราะถูกมือสังหารธรณีมรณะสองคนจ้องเล่นงาน ข้าคงไม่ถึงกับ...” มหาปราชญ์พันร่างดูท่าจะไม่มีความประทับใจที่ดีต่อหอละอองฝนเลย
“อาจารย์ขอรับ หอละอองฝนเป็นองค์กรแบบใดกันแน่?” เซียวฉินอดไม่ได้ที่จะสงสัย แม้แต่อาจารย์ ก็ยังถูกพวกมันบีบได้เชียวหรือ?
“ในหอละอองฝน ที่สูงสุดคือเทวะมรณะสามสิบหกคน ซึ่งรับคำสั่งโดยตรงจากเจ้าหอ นอกจากนี้ยังมีธรณีมรณะเจ็ดสิบสองคน มนุษย์สังหารสามร้อยหกสิบคน และมือสังหารทั่วไปที่ไร้ระดับอีกนับไม่ถ้วน”
“หึหึ พวกที่ก่อความวุ่นวายในช่วงสองวันนี้ คงไม่มีใครที่สามารถเข้าหอได้เลย”
“พวกที่มีคุณสมบัติเข้าหอละอองฝน จะเป็นคนโง่ที่มาท้าประลองกันอย่างโจ่งแจ้งได้อย่างไร ของจริงนั้นล้วนเป็นงูพิษ ที่เห็นแก่ผลประโยชน์และไร้ซึ่งความปรานี”
“หอละอองฝนนั้น แม้แต่คนในราชวงศ์มันก็กล้าสังหาร”
“หากจ่ายเงินให้พวกมัน พวกมันก็จะทำงานให้เจ้า”
พอฟังดูแล้ว ท่านอาจารย์ก็อาจจะมีความประทับใจประหลาดๆต่อหอละอองฝนอยู่บ้าง
เซียวฉินครุ่นคิดและถามต่อว่า
“การลอบสังหารของพวกมันมีล้มเหลวบ้างหรือไม่ขอรับ?”
“หากล้มเหลว… แสดงว่าเจ้ายังจ่ายเงินไม่มากพอ พวกมันจะขอเพิ่มเงินแทน”
“.....” ในบางแง่มุม หอละอองฝนก็ดูจะมีความมุ่งมั่นอยู่ไม่น้อย
เซียวฉินรู้สึกอยากอยู่ให้ห่างจากหอละอองฝนที่เห็นแก่ผลประโยชน์และไร้ซึ่งมนุษยธรรม เขายังคงอยากคบหาแต่กับบัณฑิตอย่างหลี่โม่มากกว่า...
ในขณะนั้น ร่างหนึ่งก็ฝ่าม่านฝนเข้ามา
โรงเตี๊ยมที่กำลังคึกคักอย่างยิ่งพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับความตาย
ชายผู้นั้นผอมบาง เอวคาดไว้ด้วยมีดสั้นหนึ่งเล่ม เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ พื้นกลับค่อย ๆ ถูกย้อมไปด้วยสีแดงจากน้ำที่หยดลงมาจากตัวเขา ซึ่งไม่ใช่หยดน้ำฝน แต่เป็นโลหิต
กึกๆ ๆ—
เมื่อถูกผู้คนจ้องมอง เขากลับเดินตรงไปนั่งฝั่งตรงข้ามของเซียวฉิน
“พี่ชาย ข้านั่งที่นี่ได้หรือไม่?”
“ตามสบาย…”
เซียวฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม อาจารย์บอกว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา
พูดจบ เขาก็สั่งบะหมี่เนื้อวัวไม่ใส่ต้นหอมจากเด็กเสิร์ฟชามหนึ่ง
“นี่ขอรับคุณชาย บะหมี่เนื้อวัวตามที่ท่านสั่ง ไม่มีใส่ต้นหอมขอรับ” เด็กเสิร์ฟวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่ชายผู้นั้นกลับหรี่ตาลง
เขาไม่ได้แตะตะเกียบ เพียงแต่ยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า
“แต่ว่า...ข้าไม่กินเนื้อวัว”
คำพูดนี้ทำลายบรรยากาศที่เหมือนพายุฝนกำลังจะมา และไอแห่งการสังหารในที่สุดก็ปะทุขึ้น
อึก!—
เด็กเสิร์ฟที่เมื่อครู่ยังยิ้มแย้มกลับสะบัดผ้าเช็ดไหล่ทิ้ง พลันปล่อยเข็มเล็กๆที่เหมือนขนวัวออกมาราวกับพายุฝนดอกท้อ
ในโรงเตี๊ยมมีเสียงชักดาบและกระบี่ดังขึ้นไปทั่วบริเวณ
“จั่วชิวหยาง วันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า!”
แขกที่มารับประทานอาหาร เจ้าของโรงเตี๊ยม รวมถึงคนเลี้ยงม้า ต่างก็พุ่งเข้ามาด้วยเจตนาสังหารอย่างท่วมท้น
เซียวฉิน “!?”
ที่คนผู้นี้เลือกนั่งกับเขา เพราะคนในโรงเตี๊ยมทั้งหมด…
มีเพียงเขาเท่านั้นที่ไม่ใช่มือสังหาร?
มันช่างกะทันหันเกินไปจริง ๆ