- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 86 หลี่โม่ “ข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
บทที่ 86 หลี่โม่ “ข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
บทที่ 86 หลี่โม่ “ข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
การสอนต่อสู้ในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ถ้ายึดตามที่ท่านอาจารย์คนสวยกล่าวไว้ตอนท้าย พรุ่งนี้คงต้องเผชิญหน้ากันอีก
“พรุ่งนี้ยังต้องสู้กันอีกหรือเนี่ย”หลี่โม่เดินเข้าครัวด้วยสายตาเหม่อลอย
ชีวิตเช่นนี้ เห็นทีจะรับมือไม่ไหวแล้ว
“การใช้พลังของเมล็ดพันธุ์โลก เป็นภาระที่หนักหนาสาหัสยิ่งนัก...”
“เดี๋ยวสิ ปราณภายในของข้ามัน…?” ขณะกำลังจุดไฟเตรียมผัดผัก หลี่โม่ก็พลันพบว่าร่างกายตนเองเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ปราณภายในของเขาแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยก่อนการประลองอย่างนั้นหรือ?
ทั้งที่เขาแค่โดนทุบตีมาเท่านั้นเอง!
“ฮึๆ เข้าใจถึงข้อดีแล้วใช่ไหม คนทั่วไปก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอให้ข้าลงมือเลยนะ”
เสียงสบาย ๆ ของซางอู่ดังขึ้น นางยืนมือไขว้หลังพิงวงกบประตู กลับมาอยู่ในท่าทางสบายๆ อีกครั้ง
ปราณขอบเขตภูมิทัศน์ภายใน?
ดูเหมือนอาจารย์คนงามมิได้ปลดปล่อยปราณระดับนั้นออกมาอย่างไร้เหตุผล เขารับประทานน้ำนมวิญญาณปฐพีมานาน สารแก่นแท้จึงหลงเหลืออยู่ภายในกาย มิอาจดูดซึมได้ทั้งหมด
หรือว่า...ภูมิทัศน์ภายในของท่านอาจารย์ส่งเสริมให้เขาหลอมรวมเข้ากับสารแก่นแท้ได้ดียิ่งขึ้น?
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายก็ดูเหมือนจะสบายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ไอสังหารที่ซ่อนอยู่ภายในก็พลันได้รับการจัดระเบียบเสียด้วยซ้ำไป
คล้ายกับในสมองของหลี่โม่พลันปรากฏภาพของซุนหงอคงกระโดดเข้าไปในเตาหลอมแปดทิศ!
“ขอบคุณท่านอาจารย์!”
“คืนนี้ข้าจะเลี้ยงสุราชั้นเลิศ ท่านอาจารย์จะได้ดื่มสุราที่แท้จริง!”
หลี่โม่ขอบคุณอย่างจริงจัง
“เจ้ายังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง”
อาจารย์สาวงามฮึมฮำเบาๆ มือที่ซ่อนอยู่หลังแขนเสื้อของนางก็พลันปล่อยไม้คลึงแป้งหลุดมือไป
“เอ๊ะ? ไม้คลึงแป้งของข้าหายไปไหนแล้ว? แปลกจริงๆ เลย...”
คืนนี้เขาจะได้ห่อเกี๊ยวไหมนะ? หลี่โม่พลันรู้สึกสงสัย
…
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ในที่สุดอาหารเย็นของศาลาชิวสุ่ยในวันนี้ก็ถูกจัดวางลงบนโต๊ะ หลี่โม่รักษาสัญญา นำสุราชั้นเลิศที่กล่าวไว้เมื่อครู่มาวางลง
"เซียนเมา" ระบบเคยตอบแทนสุรานี้ออกมาเพียงสองครั้งจวบจนบัดนี้ ซึ่งนับเป็นสุราที่ดีที่สุดในบรรดารางวัลประเภทสุราทั้งหมดแล้ว
“เจ้ามีของดีเช่นนี้ด้วยหรือ!”
“ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นศิษย์รักที่ดีที่สุดของอาจารย์”
ซางอู่โอบกอดไหสุราไว้แน่น จมูกรั้นขยับสูดดม เพียงไม่กี่ครั้งก็พลันทำหน้าเคลิบเคลิ้ม นางยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะกล่าวว่า
“คืนนี้ ข้าจะสอนเคล็ดวิชาที่สองที่อาจารย์ถนัด ดื่มพันจอกไม่เมา!”
“......” หลี่โม่รู้สึกว่าตนเองไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนวิชานี้เลยสักนิด
ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง เขาก็พลันหันกายกลับไป
“ในที่สุดเจ้าก็ลงมาแล้ว...ไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นไร”
อิ๋งปิงส่ายหน้า ดวงตาของนางฉายแววซับซ้อน ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือดราวกับก่อนหน้าที่จะเข้าสำนัก ลำคอก็แหบแห้งเล็กน้อย
หลี่โม่รินชาให้นาง สีหน้าครุ่นคิด
‘ผิดปกติ! ผิดปกติมาก!’ ยัยก้อนน้ำแข็งผู้นี้คือแหล่งเงินทุนรายใหญ่ที่สุดของเขา จะต้องไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นกับนางเด็ดขาด! หากแต่นางไม่พูด แล้วเขาจะรู้ได้...
เดี๋ยวก่อน! ข้ามีระบบคอยช่วยเหลือนี่น่า จะมามัวคาดเดาไปไย?
เนตรทิพย์ลิขิตฟ้า...ทำงาน!
【นาม: อิ๋งปิง】
【อายุ: 16】
【รากฐานกระดูก: กายาจันทราหงส์ไท่อิน】
【ขอบเขต: ขอบเขตปราณภายในขั้นรวบรวมปราณ】
【ลิขิตฟ้า: สีแดง (มีกระดูกจักรพรรดิประจำกาย, มีวาสนาน้ำแข็งลี้ลับ, แฝงลักษณะของจักรพรรดินีหงส์สวรรค์)】
【ประเมิน: โชคชะตามีอุปสรรคมากมาย แต่ก็สามารถเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีได้เสมอ ตอนนี้ปีกยังไม่แข็งแรง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนผัน นางย่อมจะต้องทะยานสูงขึ้นสู่เก้าสวรรค์สิบดินแดน ปกครองหกทิศแปดพิภพ】
【สิ่งที่เพิ่งประสบพบเจอ: คาดการณ์ถึงการดำรงอยู่ของบุคคลที่ตนเองมิอาจเอาชนะได้ ชั่วขณะหนึ่งมิอาจยอมรับความพ่ายแพ้ของตนเองได้ จิตใจมีช่องโหว่ พลันเกิดความสงสัยในวิถีแห่งยุทธ์ของตน พลังไท่อินไม่อาจควบคุมได้ ทำใหัหลงเหลืออยู่ในส่วนต่างๆของร่างกายอย่างลึกซึ้ง จึงอยู่ในสภาพอ่อนแอ】
หลี่โม่: “??”
ทำให้ยัยก้อนน้ำแข็งรู้สึกพ่ายแพ้? ใครช่างกล้าบังอาจได้ถึงเพียงนี้
“เจ้า...แข็งแกร่งกว่าเมื่อวานมาก”
เสียงแหบแห้งเจือความอ่อนแอของอิ๋งปิงดังแผ่วเบา
“ข้าหรือ?”
หลี่โม่ชี้ไปที่ตนเอง พลางตะลึงงันไปชั่วขณะ
“อืม”
“นอกจากศาสตราเทพแล้ว ปราณภายในของเจ้าก็ผิดแผกจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง”
อิ๋งปิงนั่งลงเบื้องหน้าโต๊ะหิน ร่างกายดูบอบบางลงเล็กน้อย ใจของนางวุ่นวายอย่างแท้จริง
ข้อกำหนดบทลงโทษของระบบ มิใช่สาเหตุที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความฝันเมื่อคืนก่อน ที่นางได้กลับไปยังกุยซวี และเกิดข้อสงสัยในเส้นทางของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่นางยึดมั่นในตอนนี้!
นางกำลังสงสัยว่าตนเองอาจจะติดอยู่ในด่านเคราะห์ของการเข้าสู้วิถีแห่งเซียน มิได้ถือกำเนิดใหม่มาแต่อย่างใด...เพราะนางมิอาจแยกแยะความจริงได้เลย!
“...ข้า?”
หลี่โม่พลันพูดไม่ออก คนที่ทำให้ยัยก้อนน้ำแข็งเก็บตัว คือตัวเขาเองหรือ!
“เป็นไปไม่ได้หรอก” หลี่โม่โบกมือปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว
อิ๋งปิงไม่พูดอะไรเพิ่มเติม แต่ซางอู่ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“ศิษย์รัก เจ้าก็ค่อนข้างแข็งแกร่งนะ”
“ถ้าข้ากดขอบเขตลงมาสู้กับเจ้าในระดับเดียวกัน โอกาสแพ้ชนะคงครึ่งต่อครึ่ง แต่ถ้าเป็นการต่อสู้ถึงตาย เจ้ามีโอกาสชนะมากกว่าสัก…เจ็ดต่อสามได้กระมัง”
คำพูดจากราชานักสู้แห่งสำนักชิงเยวียนถือว่ามีน้ำหนักมาก หลี่โม่อดไม่ได้ที่จะตะลึงงัน
ในชาติภพก่อน เขามักจะใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้าน และยอมรับความธรรมดาของตนเองมานานแล้ว ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ในอินเทอร์เน็ตมีทั้งคนอายุ 24 ขับปอร์เช่ อายุ 14 สอบติดชิงหวา ทำให้เขาเหมือนเป็นตัวละคร NPC ที่มาเติมเต็มจำนวนคนบนโลกมนุษย์เท่านั้น
ทว่า...ในช่วงเวลาอันสั้น การเปลี่ยนแปลงของเขาดูเหมือนจะยิ่งใหญ่เกินไปจริงๆ ยิ่งใหญ่จนกระทั่งตัวเขาเองก็รู้สึกแปลกแยกไปชั่วขณะ
เมื่อครู่เขายังคิดว่าการที่ต้องตกเป็นรองผู้อื่นเพียงชั่วคราว ไม่น่าจะทำให้นางต้องสงสัยในตนเองขนาดนี้กระมัง สำหรับบุตรีแห่งลิขิตฟ้าเช่นนาง คงเป็นเพียงลมและน้ำค้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...
เมื่อครุ่นคิดอีกครั้ง นี่ก็มิอาจต่างอะไรกับการเอาตนเองไปเปรียบกับผู้อื่นได้ ตัวเขาเองยังไม่อาจยอมรับความสำเร็จที่มาถึงอย่างกะทันหันได้ในระยะเวลาอันสั้น ก็พอจะเข้าใจยัยก้อนน้ำแข็งขี้นมาบ้าง เพราะในกระดูกของนางนั้นช่างเยือกเย็นและหยิ่งผยองนัก...
“สุรานี่...ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
แก้มของซางอู่เริ่มแดงระเรื่อ วันนี้นางมึนเมาเร็วกว่าปกติ แย้มยิ้มอย่างซื่อตรงพลางพึมพำ
“นึกถึงเมื่อก่อนที่ลงเขาไปท่องยุทธภพ ในโรงเตี๊ยมยังมีนักเล่านิทาน...เล่าเรื่องราวแปลกประหลาดในยุทธภพ”
“เรื่องราวก็ค่อนข้างน่าสนใจ เพียงแต่ชอบเติมสีตีไข่ สร้างข่าวลือไม่ก็ใส่ร้ายป้ายสี”
พูดถึงตรงนี้ ซางอู่กำหมัดทุบโต๊ะหนึ่งครั้ง
ดวงตาของหลี่โม่ก็เป็นประกายเล็กน้อย นักเล่านิทาน...
“เอ๊ะ? ศิษย์รัก เจ้าเคยฟังนักเล่านิทานหรือ?” ซางอู่เท้าคางพลางเอียงศีรษะเอ่ยถาม
แค่เคยฟังหรือ!?
มุมปากหลี่โม่พลันปรากฏรอยยิ้มลึกลับ
“แน่นอน! ข้าเคยฟังมามากมาย อีกทั้งข้ายังรู้เรื่องราวมากมายที่พวกท่านไม่เคยฟังมาก่อน”
“โม้!”
ซางอู่แสดงท่าทีดูแคลน นางอ่านตำรามามากกว่ากระดาษที่เจ้าเคยใช้เสียอีก เมื่อเห็นนางไม่เชื่อ หลี่โม่เหลือบมองยัยก้อนน้ำแข็งเล็กน้อย แล้วกระแอมไอเบาๆ
“ไม่เชื่อหรือ? งั้นข้าจะเล่าให้พวกท่านฟัง”
“เชิญเลย”
ซางอู่ส่งเสียงเชียร์ แม้อิ๋งปิงจะยังมิคืนสติเต็มที่ แต่นางก็ถูกดึงดูดความสนใจไปบ้าง การสืบทอดที่เขาได้รับนั้นมิธรรมดา บางทีอาจมีเบาะแสบันทึกลับที่หาไม่ได้ในโลกนี้อีกแล้วก็เป็นได้?
พลั่ก!—
หลี่โม่ตบโต๊ะหนึ่งครั้ง มีท่าทีราวกับนักเล่านิทาน
“แขกสาวงามทั้งสอง”
“ข้าคอแห้งผาก เล่าเรื่องไม่ได้ ใคร่ขอสุราสักจอกได้หรือไม่?”
บุคลิกนักแสดงของศิษย์น้องหลี่มิได้เป็นเช่นนี้เพียงวันสองวัน ซางอู่และอิ๋งปิงจึงมิได้แสดงท่าทีประหลาดใจนัก
“ยอดเยี่ยม! มีกลิ่นอายดีทีเดียว”
“เล่าให้ดีเถิด หากเล่าดี ย่อมมีรางวัลให้”
ซางอู่แย้มยิ้มระรื่น รินเซียนเมาให้เขาหนึ่งจอก
หลี่โม่จิบไปหนึ่งคำ พลันรู้สึกซ่านร้อนไปทั่วร่าง สมองก็พลันโล่ง ความคิดพลันแจ่มชัดในพริบตา
แม้นิยายในชาติภพก่อน กับการเล่านิทานในโลกนี้จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ทว่าเรื่องนี้ก็มิอาจทำให้เขาจนปัญญาได้ เพียงแค่ตัดทอนและขัดเกลาเท่านั้น
อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากกลุ่มผู้ฟัง เด็กสาวทั้งหลายล้วนโปรดปรานเรื่องราวที่มีองค์ประกอบของความรัก...
“เรื่องราวที่ข้าจะเล่าในวันนี้ มีชื่อว่า 《จักรพรรดินีผู้หวนกลับ》”
อิ๋งปิง “?”
ซางอู่ “น่าสนใจดีนี่”
เสียงอันกังวานใสของหลี่โม่ก็พลันดังก้องขึ้น
“เรื่องนี้ มีบทกวีสั้นๆ อยู่บทหนึ่ง”
“หุบเขาอับเฉาพัดลมหนาวเหน็บ จักจั่นฤดูใบไม้ผลิร้อง สตรีผู้หนึ่งได้หวนคืน”