- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 85 การสอนพิเศษของซางอู่
บทที่ 85 การสอนพิเศษของซางอู่
บทที่ 85 การสอนพิเศษของซางอู่
“เจ้ามาพักในห้องข้าเถิด” หลี่โม่กล่าวขึ้นทันที
แคร้ง!— เสียงชามในมือของอิ๋งปิงหลุดร่วงแตกกระจายบนพื้นน้ำแข็ง นางตกใจจนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจพลันถี่กระชั้นขึ้น
หลี่โม่มองอย่างงุนงง อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า
“สภาพของห้องเจ้าเป็นเช่นนั้น จะพักอาศัยได้อย่างไรเล่า?”
“......” อิ๋งปิงมิได้เอ่ยสิ่งใด นางหลุบตาลงมองสภาพห้องซึ่งเสียหายยับเยิน แม้กระทั่งเตียงที่นางเคยนอน บัดนี้ก็อาศัยน้ำแข็งที่ยังไม่ละลายค้ำจุนไว้ หากน้ำแข็งละลาย เกรงว่าจักพังครืนลงมา
“เจ้าย้ายไปพักห้องข้า ส่วนห้องปีกที่ข้าพักอยู่ตอนนี้ก็สบายดี” หลี่โม่กล่าวอีกครั้ง
“อืม” อิ๋งปิงพยักหน้า หยิบตะเกียบชุดใหม่ขึ้นมา พลางกินข้าวอย่างเชื่องช้า ท่าทางยังคงแข็งทื่อเล็กน้อย
หลี่โม่เองก็ไม่ทราบว่านางประสบสิ่งใดมา เลยไม่รู้จะว่ากล่าวอะไรดี บางทีนางคงปรารถนาความสงบในยามนี้กระมัง?
ยามบ่ายคล้อยไปได้ครึ่งหนึ่ง ยัยก้อนน้ำแข็งก็ย้ายห้องนอนไปเก็บตัวต่อ นางมิได้ปรารถนาจะเอ่ยสิ่งใด อีกทั้งมิได้ฝึกฝน ทว่าซางอู่กลับมาก่อน ใบหน้าอันงดงามราวบุปผชาติเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“ท่านอาจารย์กลับจากอ่านตำราที่หอคัมภีร์แล้วหรือ?” หลี่โม่ถาม
“อืม” ซางอู่พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น ราวกับได้บรรลุสัจธรรมแล้ว
“แล้วท่านอาจารย์คิดจะสั่งสอนข้าแล้วหรือยัง?” หลี่โม่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เมื่อครุ่นคิดดูแล้วก็จริง ท่านอาจารย์ยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ แต่กลับดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสได้ ขอบเขตก็สูงส่งยิ่งนัก นับเป็นยอดคน เพียงแต่ขาดวิธีการสั่งสอนศิษย์ หากได้เรียนรู้หลักการสอนเพียงเล็กน้อย การสั่งสอนเขาก็น่าจะเกินพอแล้ว
“ข้าอ่านเจอตำราเล่มหนึ่งเขียนไว้ว่า อาจารย์ควรสอนศิษย์ในสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุด” ซางอู่เชิดคางกล่าว
“ถูกต้องขอรับ” หลี่โม่รู้สึกว่ามีเหตุผล
“ข้าคิดทบทวนดูแล้ว สิ่งที่ข้าถนัดที่สุด มีไม่พ้นอยู่สามอย่าง” ซางอู่ชูสามนิ้วขึ้นมา ศิษย์น้องหลี่แสดงท่าทางตั้งใจฟัง พลันได้ยินท่านอาจารย์กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า
“ประลองยุทธ์ ดื่มสุรา เล่นการพนัน”
หลี่โม่ “.....”
ดูราวมิได้มีสิ่งใดผิดเพี้ยน ทว่าเขากลับรู้สึกพิกลใจ?
“ตำราเล่มนั้นยังกล่าวอีกว่า การสั่งสอนศิษย์ต้องลงมือปฏิบัติจริง เช่นนั้นพวกเรามาเริ่มจากอย่างแรกกันเถิด” ซางอู่มองไปที่หลี่โม่ หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากโค้งขึ้น
“มา! มาสู้กับข้าก่อน… ถ้าได้ต่อสู้ ข้าก็จะสอนสิ่งที่เจ้าควรรู้ไปในตัว”
หลี่โม่ “!”
ช่างเป็นการสั่งสอนด้วยการกระทำโดยแท้
“มิสู้ไม่ได้หรือขอรับ?”
“มิได้ ข้าจะต้องเป็นอาจารย์ที่ได้มาตรฐาน”
“เดี๋ยว!” หลี่โม่โพล่ง
“มีอะไรอีก?”
“ก่อนจะเริ่มต่อสู้ ท่านอาจารย์ช่วยบอกข้าหน่อยว่าตำราเล่มนั้นวางอยู่ที่ใดในหอคัมภีร์...” ศิษย์น้องหลี่สาบานว่าจะไปเผาตำราเล่มนั้นทิ้ง
ดวงตาเรียวรีของซางอู่เป็นประกาย
“เมื่อประลองเสร็จสิ้น ข้าจะบอกเจ้า”
“.....” หลี่โม่มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก ดวงตาพลันลุกโชนด้วยประกายไฟเล็กๆ
ท่านอาจารย์ถูกผู้อาวุโสหลายท่านชื่นชมว่ามีกายาแห่งการต่อสู้แต่กำเนิด และมีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักชิงเยวียนไม่อยู่น้อย ถึงขนาดทำให้เด็กน้อยหยุดร้องไห้ในยามค่ำคืน แต่บัดนี้ เขาเองก็มิได้อ่อนแอแล้วกระมัง?
อย่างน้อยก็เคยปะทะกับบุตรีแห่งลิขิตฟ้ามาแล้วเชียวนะ! อีกทั้งเมื่อคืนยังทะลวงเข้าสู่ปราณภายใน แข็งแกร่งกว่าคราก่อนมาก หลี่โม่พลันรู้สึกฮึกเหิมเล็กน้อย คิดว่าตนเองประลองกับท่านอาจารย์ ก็คงมิแพ้ราบคาบนัก เขาตามนางไปยังลานว่างนอกประตูหลัง
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู
หึม— เกิดเสียงครางต่ำคราหนึ่ง
เปลวไฟสีแดงฉานพลันแผ่ขยายออกรอบกายซางอู่ แผ่ปกคลุมรัศมีร้อยเมตรโดยรอบจนหมดสิ้น ในชั่วพริบตา ทุกสิ่งก็เงียบสงบลง ความร้อนระอุพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง
ชั่วขณะนั้น หลี่โม่ราวกับถูกจองจำอยู่ในเตาหลอมโอสถ มิอาจรับรู้สิ่งภายนอกได้เลย
นี่คือผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งของผู้เชี่ยวชาญขอบเขตภูมิทัศน์ภายใน ที่ใช้ภาพในใจส่งผลกระทบต่อฟ้าดิน คล้ายกับผลกระทบของอาณาเขต
นี่...นี่มันไม่ถูกต้องกระมัง!
“ท่านอาจารย์! ท่านมิได้กดขอบเขตไว้หรือ?” หลี่โม่ถามด้วยความสับสน
“ข้อแรกของการต่อสู้ คือหากสามารถใช้กำลังข่มเหงอีกฝ่ายได้ ก็จงอย่าทำเรื่องไร้สาระ” ซางอู่กำลังตั้งใจถ่ายทอดอย่างจริงจัง
หลี่โม่ “!”
แล้วข้าจะสู้ท่านได้อย่างไรเล่า! ขอถอนตัว! ข้าขอถอนตัว!
แต่เห็นได้ชัดว่า การถอนตัวเป็นไปไม่ได้ อาจารย์สาวงามมือคันคะเยอ อดรนทนมิไหว อยากจะต่อสู้เต็มทนแล้ว
ครึ่งชั่วยามต่อมา
“ซี๊ด....” หลี่โม่ถอยหลังโซซัดโซเซ กุมหน้าผากที่แดงก่ำของตนเอง
แม้ท่านอาจารย์จะมิได้กดขอบเขต ทว่าก็ยังปรานีเขาอยู่ ทุกครั้งที่เขาจู่โจม นางจะตอบโต้ด้วยการดีดหน้าผาก นิ้วหยกนั้นราวกับขุนเขาที่สูงใหญ่จนเขาไม่อาจข้ามผ่านได้ ไม่ว่าจะจู่โจมเช่นไร ในพริบตาถัดไปเขาก็ยังถูกดีดที่หน้าผากอยู่ดี
“ได้แค่นี้เองหรือ?” ซางอู่ลูบปลายนิ้วเบาๆ แล้วหัวเราะคิกคัก
“.....!” หลี่โม่กำหมัดแน่น
ฝีเท้าเงาวายุ!
ร่างของเขาพลันแบ่งออกเป็นแปดร่าง พุ่งเข้าหาซางอู่จากทิศทางที่แตกต่างกัน
ทว่า ซางอู่เพียงแค่ฮึมฮำเบาๆ
ปัง!— ในพริบตาถัดมา เขาก็ลอยละลิ่วกลับไปในความเร็วที่เหนือกว่าเดิม
“การต่อสู้จงหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ จงรักษาความสงบไว้เสมอ”
“เจ้ามิใช่เด็กหนุ่มใจร้อน ความโกรธแค้นจะทำให้เจ้าเสียสติเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่เดิมทีเจ้าก็สามารถเอาชนะได้”
“ราชาแห่งการต่อสู้ที่แท้จริง ยังสามารถหาจังหวะยั่วยุคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย”
เมื่อคำพูดของซางอู่จบลง หลี่โม่ซึ่งยังคงมึนงงจากการถูกดีดหน้าผาก สมองพลันประมวลผลไปเองโดยอัตโนมัติ ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองได้เรียนรู้แก่นแท้ที่ท่านอาจารย์กล่าวแล้ว
เฮ้อ ก็แค่หาคำพูดยั่วยุเท่านั้น ข้าเชี่ยวชาญนัก! พลันเอ่ยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติว่า
“ได้เลย…ยายแก่!”
รอยยิ้มของซางอู่พลันแข็งค้าง อากาศพลันหยุดนิ่งงัน มีเพียงความร้อนระอุที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
“ฮะๆๆ...ยังมีอีกอย่างที่ยังมิได้บอกเจ้า” ใบหน้าของซางอู่ที่งดงามราวบุปผาแย้มยิ้มอย่างเมตตา แต่คำพูดกลับลอดไรฟันออกมาทีละคำ
“อย่า…ไป…ยั่ว…ยุ ผู้ที่เจ้ามิอาจเอาชนะได้!”
หลี่โม่ “!”
ลมแรงปะทะใบหน้า ราวกับอสูรกายโบราณที่ยิ่งใหญ่กำลังตื่นขึ้นช้าๆ
ในขณะนั้น ศิษย์น้องหลี่รู้สึกขนกายลุกซู่ไปทั่ว สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดพลันออกมา ทำให้เขาเพิ่มพลังจากเมล็ดพันธุ์โลก เรียกค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์มาอยู่ในมือ
กระบวนท่าเจ็ดปฐพีปราบนภา กระบวนท่าที่หนึ่ง
ปราบขุนเขา!
หึ่ม— อากาศหยุดนิ่ง
ทุกสิ่งรอบกายสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ไอสังหารที่หนาแน่นจนจับต้องได้พลันแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ซางอู่ที่อยู่ในสภาพโกรธเคือง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
โครม!!
พื้นดินสั่นสะเทือน ดวงตะวันพลันมืดมิด นี่คือคราแรกที่หลี่โม่ใช้ศาสตราเทพ พลังมหาศาลน่าสะพรึงกลัวแผ่ไปทั่วอาณาบริเวณ ล้นออกไปยังภายนอก ค้อนนี้ราวกับฟ้าร้องคำราม ราวกับทัณฑ์สวรรค์ แข็งแกร่งหาสิ่งใดเปรียบได้
ทว่า... พอค้อนอันน่าสะพรึงกลัวปะทะเข้ากับฝ่ามือขาวนวลของสตรี พลังที่พุ่งพลันหยุดชะงักลงทันที แม้แต่แรงมหาศาลก็พลันสลายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา
“เจ้าเด็กน้อย” ค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์ในฝ่ามือของซางอู่ส่งเสียงครางต่อเนื่อง ดวงตาเรียวรีเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
แน่นอนว่าหลี่โม่มิได้กระตุ้นพลังทั้งหมดของศาสตราเทพ และก็มิสามารถทำได้ด้วย แต่การแค่เหวี่ยงออกไปเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทำให้ภูเขาสั่งสะเทือนได้แล้ว แม้แต่ตัวนางเอง ก็ยังต้องออกแรงมิใช่น้อยจึงจะรับไว้ได้
“ข้าสู้มิได้ ข้าสู้มิได้จริง ๆ”
“ท่านดีดข้าให้สิ้นลมไปเลยเถิด” หลี่โม่หมดสิ้นเรี่ยวแรงนอนอยู่บนพื้น กลายเป็นปลาเค็มตัวหนึ่ง มิได้ปรารถนาจะเป็นยอดฝีมืออีกแล้ว
“เจ้าทำได้อย่างไร?” ซางอู่ยื่นนิ้วเรียวไปจิ้มหน้าเขา มองศิษย์รักของตนราวกับกำลังพินิจดูสัตว์หายาก หลี่โม่เก็บค้อนกลับไป แล้วยิ้มกว้าง
“ความโกรธแค้นมิอาจสามารถปลุกพลังแฝงได้เสมอไป”
“แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำได้นี่ขอรับ”
ซางอู่ “?” นี่คือคำตอบแบบใดกัน?
ทันใดนั้น หลี่โม่ก็พลันเผยสีหน้าตกใจ
“ผู้อาวุโสเฉียน ท่านมาถึงหน้าประตูได้อย่างไรกัน? ท่านมาทวงหนี้หรือ?”
ซางอู่ก็ตกใจ หันหลังกลับไปตามสายตาของหลี่โม่ทันที
ว่างเปล่า ไหนผู้อาวุโสเฉียน?
เมื่อนางหันกลับมาอีกครา ร่างของหลี่โม่ก็หายลับไปแล้ว ไม่ทราบว่าเขาหลบหนีไปแห่งหนใด แม้แต่อาณาเขตที่นางปล่อยออกมาก็มิอาจสัมผัสได้ นี่คือสิ่งที่ศิษย์น้องหลี่เพิ่งจะเข้าใจในห้วงยามนี้ สู้มิได้ ก็อย่าฝืน สามสิบหกกลยุทธ์กล่าวไว้ ถอยหนีย่อมดีกว่า
…
“เขาหนีออกไปได้อย่างไร?” อิ๋งปิงหรี่ตาลงครุ่นคิด ก่อนสังเกตเห็นมุมหนึ่งของอาณาเขต
นางพบสาเหตุแล้ว ตรงนั้นมีรูขาดหายไปตั้งแต่เมื่อใดมิอาจรู้ ราวกับถูกเปลวไฟบางชนิดเผาไหม้จนเป็นรู
“อาณาเขตของซางอู่เกิดจากการฉายภาพของเปลวเพลิงหลีหนานหมิง”
“เขามิเพียงแต่สามารถใช้ศาสตราเทพได้ ยังสามารถทำลายอาณาเขตของขอบเขตภูมิทัศน์ภายในได้อีกด้วย?”
บนศาลา ณ หน้าต่าง อิ๋งปิงเก็บทุกสิ่งเข้าสู่สายตาอย่างเงียบงัน ดวงตาที่สงบลงได้ไม่นาน ก็กลับมาเป็นระลอกคลื่นอีกคราอย่างห้ามมิอยู่