เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 81 งานอดิเรกขององค์หญิงเจียง, เพลิงบัวแดงแห่งกงกรรม

บทที่ 81 งานอดิเรกขององค์หญิงเจียง, เพลิงบัวแดงแห่งกงกรรม

บทที่ 81 งานอดิเรกขององค์หญิงเจียง, เพลิงบัวแดงแห่งกงกรรม


“จันทราในราตรีนี้ ดูเหมือนจะสว่างกว่าคราก่อนกระมัง?”

ในห้องปีก หลี่โม่เพิ่งปูฟูกที่นอนเรียบร้อยกำลังครุ่นคิด เขาก็พอจะเดาได้ว่าเหตุที่ยัยก้อนน้ำแข็งไม่ยอมให้อยู่ห้องข้างๆ คงเกี่ยวข้องกับกายาเซียนของนางเป็นแน่ เขาไม่แน่ใจว่าอาการเช่นนี้มาเป็นประจำทุกเดือนดุจจันทราวนรอบ หรือเป็นเพียงครั้งคราวกันแน่?

“กายาจันทราหงส์ไท่อินช่างเหนือธรรมดาและมีปรากฏการณ์ประหลาดมากมาย” หลี่โม่รำพึง

"กายาเซียนกำเนิดลึกล้ำของข้าช่างเก็บตัวนัก ตอนนี้แม้แต่การทะลวงขอบเขตยังเป็นปัญหาเลย”

หลี่โม่บ่นเพียงสองสามประโยคเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าระบบไม่เคยให้ของที่ไร้ประโยชน์แก่เขา โดยเฉพาะของที่ได้จากยัยก้อนน้ำแข็ง

ทว่าเรื่องของกายากำเนิดเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ได้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สั่งสมประสบการณ์และถ่ายทอดกันได้ เช่นหลินเจียง เขารู้ดีว่าควรฝึกฝนวิชาหอกเพื่อดึงความสามารถของกายามาใช้อย่างเต็มที่ แต่หลี่โม่ไม่มีใครให้เรียนรู้ จึงทำได้เพียงอาศัยตนเอง ค้นคว้าไปทีละก้าว...

ขณะคิดเช่นนั้น หลี่โม่ก็เปิดเคล็ดกระบี่ที่เพิ่งได้รับมาทั้งสองเล่ม แล้วเริ่มศึกษาอย่างละเอียด ยามราตรีค่อยๆ ล่วงเลยไป พลันเมล็ดพันธุ์โลกก็สั่นไหว

“วันนี้องค์หญิงชูหลงมาเร็วหรือนี่?”

ในเมล็ดพันธุ์โลก

เจียงชูหลงกอดกิ่งไม้ ก้มหน้าเล็กน้อย นางเพิ่งจะแสดงผลงานของตนเสร็จสิ้น พลางแอบมองไปยังอีกฝ่าย กัดริมฝีปากเล็กน้อย แล้วจึงถามอย่างระมัดระวังว่า

“ท่านอาจารย์...ข้า...ข้ามิได้ทำให้ท่าน...ผิดหวังใช่หรือไม่?”

นางมิรู้เลยว่า ‘ท่านเทพเซียน’ เกือบจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางรำพึงว่าสตรีผู้นี้ช่างน่าพรั่นพรึงนัก

วิชาที่ดอกหญ้าสามารถโค่นดวงตะวันจันทราแลดวงดาวได้นั้น เขาเพียงแค่กล่าวเล่นๆ เพื่อให้กำลังใจองค์หญิงเจียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่องค์หญิงเจียงกลับฝึกฝนไปตามทางนั้นจริงๆ! เมื่อครั้งที่นางชักกระบี่ออกไป กลับแฝงไว้ด้วยเจตจำนงกระบี่อันไร้ขอบเขต

‘เพลิงป่ามิอาจเผาผลาญได้หมดสิ้น วสันตวาโยพัดพาให้ก่อกำเนิดใหม่’  นั่นคือกระบวนท่ากระบี่ที่นางเข้าใจได้ด้วยตนเอง ทั้งที่มิเคยร่ำเรียนวิชากระบี่ใดๆ มาก่อน!

“อืม...ไม่เลวเลย ช่วงนี้คงจะลำบากมากสินะ”

“มิได้ลำบากเลยเจ้าค่ะ” เจียงชูหลงแก้มแดงก่ำเมื่อถูกชมเชย โบกมือเล็กๆรัว

“ข้าก็แค่...แค่...ยามตื่นเช้า กินข้าว ออกไปนอกประตู หาเก็บของเก่า ก็มีฝึกบ้าง แล้วยามกลางคืน ก่อนนอน ก็ฝึกกับท่านอีกสักพัก...”

ชีวิตประจำวันขององค์หญิงเจียงเรียบง่ายนัก กินข้าว เก็บของเก่า นอนหลับ แล้วฝึกกระบี่ในขณะที่ทำสามสิ่งนี้ไปด้วย

'หนึ่งวันมีแค่ 12 ชั่วยามมิใช่รึ? อีกอย่าง มิใช่ว่าตระกูลมู่หรงก็ช่วยยดูแลนางให้แล้วนี่? เหตุใดนางยังต้องออกไปเก็บของเก่าอีกเล่า?' หลี่โม่ได้แต่ตะลึง

“ในชีวิตประจำวันของเจ้า มีสิ่งใดที่ทำให้เจ้าลำบากหรือไม่?” อาจารย์ถาม

“เมื่อก่อนก็หิวบ่อยเจ้าค่ะ แต่หลังจากพี่หลี่มา ก็ไม่เคยหิวอีกเลย...”

เจียงชูหลงพลันไม่ติดอ่างเมื่อเอ่ยถึง ‘พี่หลี่’ แต่เสียงพูดของนางค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ...

“แล้วเจ้ายังออกไปเก็บของทุกวันเพื่ออะไร?”

เมื่อได้ยินท่านอาจารย์เทพเซียนถามเช่นนั้น นางพลันนึกได้

‘อ้อ ใช่ ทำไมกันนะ?’ นางเองก็มิเข้าใจ เพียงแต่รู้ว่าทุกครั้งที่เก็บของที่ผู้อื่นไม่ต้องการจากข้างนอกมา เช่น ว่าวที่พังแล้ว หรือขวดที่บิ่น เมื่อเห็นของเก่าเหล่านั้นถูกจัดเก็บเรียบร้อย นางก็จะรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง มีความสุขอย่างเปี่ยมล้น

“งาน...งานอดิเรกกระมังเจ้าคะ?”

เจียงชูหลงกะพริบตา เอ่ยถามอย่างลองเชิง

หลี่โม่ “...”

'เป็นงานอดิเรกที่ประหลาดนัก เอาเถอะ เจ้ามีความสุขก็พอแล้ว'

“ว่าแต่...ท่านอาจารย์...พี่หลี่เขา...ช่วงนี้เขาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?” เสียงสอบถามที่แผ่วเบาดังขึ้น

นัยน์ตาสีเทาของเจียงชูหลงกลับสว่างไสวกว่าเมื่อครู่เสียอีก นางคิดว่าท่านอาจารย์เก่งกาจถึงเพียงนี้ แม้แต่เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ในยุคโบราณก็ยังรู้แจ้งเห็นจริงทุกซอกมุม เช่นนั้นย่อมต้องรู้ว่าพี่หลี่ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างเป็นแน่?

'เด็กสาวผู้นี้ช่างห่วงใยข้าเสียจริง ครั้งก่อนบอกว่าจะกลับไปเยี่ยมนาง แต่ยังมิได้ส่งข่าวกลับไปเลย' หลี่โม่ยิ้มในใจ พลางปรับเสียงให้แจ่มใสว่า

“หลี่โม่หรือ? เขาสบายดี เพิ่งคว้าสามอันดับแรกจากการประลองเก้ายอดเขาของสำนักชิงเยวียน ชื่อเสียงขจรขจาย จนเป็นที่เคารพยำเกรงของเหล่าชนชั้นนำแห่งแคว้นจื่อหยาง ข้าขอบอกตามตรงว่าวิชากระบี่ของเขานับว่ายอดเยี่ยม”

เจียงชูหลงฟังแล้วดวงตาเปล่งประกาย ราวกับล่องลอยไปไกลแสนไกล มองเห็นพี่หลี่ในลานประลองที่สง่างามองอาจ นางยิ้มอย่างสดใส

“พี่หลี่เก่งกาจยิ่งนัก”

“อืม เขาคงจะกลับเข้าเมืองไปหาเจ้าในอีกไม่ช้า”

“จริงหรือเจ้าคะ?”

“เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องกัน เคล็ดกระบี่ทั้งสองเล่มนี้ เจ้าจงนำไปทำความเข้าใจ คราวหน้าข้าจะทดสอบ เจ้าจงฝึกฝนอย่างเงียบๆ อย่าได้นำออกแสดงแก่ผู้ใด”

ท่านเทพเซียนผู้สูงศักดิ์โบกแขนเสื้อ พลันปรากฏคัมภีร์กระบี่สองเล่มบนโต๊ะ เจียงชูหลงเก็บรักษามันไว้อย่างถนุถนอม จากนั้นลูบท้องตนเอง แล้วกล่าวอย่างสับสนเล็กน้อยว่า

“ท่านอาจารย์...ข้า...ในท้องข้า...ช่วงนี้ดูเหมือนจะมี...หนูน้อยตัวหนึ่งเพคะ”

หนูน้อย?!

หลี่โม่ภายใต้หน้ากากขมวดคิ้วเล็กน้อย เอื้อมมือจับข้อมือของนาง สัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ถอนหายใจโล่งอก พลางประหลาดใจเล็กน้อยว่า

“นั่นมิใช่ท้องครรภ์ แต่เป็นตันเถียน เจ้ากำลังจะเปิดเส้นชีพจรแล้ว”

“เปิดเส้นชีพจร?”

เจียงชูหลงมีความรู้เรื่องวิชาการต่อสู้น้อยนัก จึงไม่เข้าใจความหมายของการเปิดเส้นชีพจร หลี่โม่เองยังมิได้อธิบายให้นางฟัง เขากะว่าจะรอให้ร่างกายของเจียงชูหลงฟื้นฟูเต็มที่เสียก่อน ค่อยพาไปหลอมรวมปราณ มิคาดว่านางจะหาเส้นทางที่ถูกต้องเจอด้วยตนเอง

“เช่นนั้น ข้าจะมอบยาเม็ดบางส่วนสำหรับปกป้องเส้นชีพจรให้เจ้า”

ยามราตรีดึกดื่น

จันทราอันเจิดจรัสแขวนอยู่กลางนภา โปรยปรายแสงสีเงินไปทั่วศาลาชิวสุ่ย สาดส่องให้พื้นดินสะท้อนแสงสีขาวบริสุทธิ์ เสียงลำธารน้อยในลานบ้านพลันเงียบสงัดไป

“ฮู่วว...”

หลี่โม่พ่นลมหายใจสีขาวออกมา มองออกไปข้างนอก ปรากฏว่าลำธารทั้งสาย มิรู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ได้ถูกแช่แข็งจนเป็นน้ำแข็ง เปล่งประกายสีน้ำเงินเข้มท่ามกลางราตรี

ศาลาชิวสุ่ยหลังน้อย บัดนี้หยดน้ำกลายเป็นน้ำแข็งสิ้นแล้ว ราวกับจะหนาวเย็นยิ่งกว่าช่วงฤดูหนาวเสียอีก

“ยัยก้อนน้ำแข็ง...นางคงมิได้เป็นอันใดใช่ไหม?”

ขณะคิดเช่นนั้น พลันได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ:

    【ยินดีกับเจ้าของระบบ ท่านลงทุนกับเจียงชูหลงสำเร็จ และช่วยให้นางเปิดเส้นชีพจรได้】

    【ผลตอบแทนจากการลงทุน: ตราคัมภีร์เงินนพคุณหนึ่งชิ้น】

    【ตราคัมภีร์เงินนพคุณ: สามารถพัฒนาวิชาขั้นสูงจนถึงระดับสุดยอดวิชา และยกระดับวิชานั้นขึ้นหนึ่งระดับ!】

“ในที่สุดก็มาแล้ว!”

ดวงตาของหลี่โม่พลันสว่างวาบขึ้น เขาขาดเพียงตราคัมภีร์เงินนพคุณอีกชิ้นเดียว ก็จะสามารถยกระดับสุดยอดวิชาให้เป็นวิชาเทพได้ และจะได้ใช้ตราคัมภีร์นพคุณสีทองที่ได้มาก่อนหน้า

นั่นหมายความว่า เขาจะสามารถอัพเกรดวิชาให้เหนือกว่าวิชาระดับเทพได้! และยังมีโอกาสทะลวงขอบเขตปราณภายในอีกด้วย! หากองค์หญิงเจียงอยู่ตรงหน้า เขาคงกอดนางแล้วหอมแก้มอย่างแรงสักสองสามที!

มิรอช้า ตราประทับเล็กๆ ที่เปล่งประกายราวปรอทเหลวก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือ ลวดลายคล้ายตัวอักษรของปลาหมึกนั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา เขานำ《เคล็ดบัวเพลิงสุริยัน》ออกมา แล้วประทับลงไป ตัวอักษรพลันเลื่อนไหล ราวกับมีฝูงปลาเล็กปลาน้อยจำนวนนับไม่ถ้วนแหวกว่ายอยู่ภายใน

พลันปรากฏวิชาใหม่!

《วิชาเทพหงส์โลหิตบัวสวรรค์เปลี่ยนสุริยัน》

วิชาเทพ!

สิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนในเก้าสวรรค์สิบแดนต่างเฝ้าฝันหา บัดนี้กลับวางอยู่บนโต๊ะเขา

วิชาเทพหนึ่งวิชาเพียงพอที่จะทำให้ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนล้มตาย พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน กำหนดชะตาการขึ้นลงของอำนาจที่มิอาจคาดเดาได้ ก่อให้เกิดคลื่นลม และสร้างความวุ่นวายนองเลือด

หลี่โม่เคยเห็น《คัมภีร์กระบี่จันทรา》และ《คัมภีร์กระบี่สุริยะ》จึงรู้ว่าวิชากระบี่สองเล่มนี้แม้จะล้ำลึก แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงสุดยอดวิชาระดับต่ำเท่านั้น ไม่ว่าสองกระบี่จะรวมพลังโจมตีกันอย่างไร ก็มิอาจเทียบชั้นกับวิชาระดับเทพที่แท้จริงได้ ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะกาลเวลาล่วงเลยไปนาน ข่าวลือจึงอวยสองวิขานี้เกินจริง

“วิชาเทพยังคงเหนือจินตนาการ เป็นที่สุดแห่งวิถีการต่อสู้” หลี่โม่รำพึง

"แล้วเหนือไปกว่านั้นเล่า คือสิ่งใดกัน?” หลี่โม่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นในใจ

ตราคัมภีร์นพคุณสีทองในฝ่ามือของเขา ค่อยๆ วางลงบนกระดาษ อักษรโบราณสีทองพลันระเบิดพลังออกมา ราวกับร้อยสายธารไหลรวมสู่ทะเลตะวันออกหลอมรวมเข้าสู่ภายใน กระดาษคุณภาพดีสีขาวอมเขียว ค่อยๆ เลือนหายไป ราวกับมันไม่อาจรองรับสิ่งที่ถูกจารึกได้อีกต่อไป

“ข้ายังดูไม่ทันชัดเลย...”

ด้วยความประหลาดใจ หลี่โม่เพ่งมองอย่างตั้งใจอีกครั้ง แต่กลับเห็นตัวอักษรเหล่านั้นลึกซึ้งและยากจะเข้าใจ ราวกับยังคงเปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นใหม่ มิอาจมองเห็นได้โดยแท้จริง

นี่มิใช่อักษรภาษาใดๆ ที่หลี่โม่เคยเห็นมาก่อน ถึงกับจะกล่าวว่าเป็นตัวอักษรก็ยากนัก

วึ้ง—

ในที่สุด กระดาษก็สลายไปจนหมดสิ้น แต่กลับกลายเป็นกลีบบัวที่มีพลังวิญญาณลึกลับ พุ่งตรงเข้าสู่หว่างคิ้วของเขาขณะที่หลี่โม่ไม่ทันระวัง

ตูม—

ภาพอันยิ่งใหญ่พลันฉายวาบในห้วงความคิด ราวกับฟ้าดินเพิ่งก่อกำเนิด สรรพสิ่งยังคงอลหม่าน

ในชั่วพริบตา มีสิ่งนับไม่ถ้วนสลายไปแล้วก่อกำเนิดขึ้นใหม่ในหัวของเขา ความยิ่งใหญ่เช่นนี้เกินกว่าการเคลื่อนไหวในเมล็ดพันธุ์โลกหลายเท่าตัวนัก

ดอกบัวสีแดงดอกหนึ่ง ค่อยๆ เบ่งบานขึ้นอย่างเงียบงัน

กลีบบัวขยับเพียงเล็กน้อย ก็บังเกิดเพลิงบัวแดงแห่งกงกรรมอันไร้ขอบเขต แผดเผานภากาศโดยรอบ

จบบทที่ บทที่ 81 งานอดิเรกขององค์หญิงเจียง, เพลิงบัวแดงแห่งกงกรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว