- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 77 บดขยี้อย่างไร้ปรานี
บทที่ 77 บดขยี้อย่างไร้ปรานี
บทที่ 77 บดขยี้อย่างไร้ปรานี
บนเวทีประลอง
ดวงตาของคู่ปรับแดงก่ำด้วยเพลิงแค้น บรรยากาศซึ่งตึงเครียดอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งทวีความเข้มข้น
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงเชียร์คุ้นหูเหล่านั้น หลี่โม่กลับรู้สึกขัดเขินจนแทบจะมุดดินหนี เขาไม่แม้แต่จะสนใจสายตาอาฆาตของหวังฮ่าวด้วยซ้ำ
'พอเถอะ! เลิกท่องบทพูดพวกนั้นได้แล้ว!' เสียงในใจของหลี่โม่คร่ำครวญ
“ให้ข้าดูหน่อยเถอะว่าเจ้ามีฝีมือแค่ไหน ศิษย์น้องหลี่”
หวังฮ่าวเร่งพลังปราณภายในพุ่งพล่านทั่วร่าง จิตสังหารแผ่เข้าบดขยี้หลี่โม่ผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าในบัดดล
ในชั่วพริบตาที่เฉียนปู้ฟ่านกล่าวคำว่า 'เริ่ม' เขาพลันพุ่งเข้าหาหลี่โม่ราวกับลูกธนูที่หลุดจากคันศร
หมัดของเขาเปล่งแสงสีดำจางๆ ออกมาอย่างเห็นได้ชัด เผยให้เห็นว่านี่คือนวมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อปล่อยหมัดออกไป เกิดเสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงคำรามของเสือดาว ปราณภายในที่หมุนวนส่งเสียงราวกับฟ้าร้อง
ในสำนักชิงเยวียน มีผู้คนไม่น้อยรู้จักกระบวนท่านี้เป็นอย่างดี นี่คือวิชาเอกของฝูถู ผู้ดูแลศิษย์ชั้นใน มีนามว่าวิชา 'ฝ่ามือพยัคฆ์เหินทลายฟ้า' ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับสูง
“ออกหมัดได้ดี” ในใจของหลี่โม่พลันปรากฎความตื่นเต้นพุ่งพล่านเช่นกัน
นี่นับเป็นการต่อสู้จริงจังครั้งแรกของเขา ครั้งที่ต่อสู้กับชุยเผิงนั้น อีกฝ่ายบาดเจ็บหนัก จึงไม่อาจแลกกระบวนท่าได้อย่างเต็มที่ และถูกสังหารโดยง่ายในท้ายที่สุด
เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกมา
กระดูกและเส้นเอ็นสั่นสะท้าน ปราณโลหิตจากเส้นชีพจรทั้ง 36 สาย พลันพุ่งพล่านออกมาหล่อเลี้ยงทั่วร่าง
เขาบิดเอว ส่งหมัดตรงเข้าใส่
หวังฮ่าวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะคลี่ออกเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย
“ดูท่าเจ้าจะยึดติดกับชื่อเสียง ไม่ยอมใช้กระบี่เพลิงสีชาด คิดอวดอ้างความได้เปรียบจากการไม่ใช้อาวุธรึ?”
เดิมทีเขาก็กังวลว่านวมนี้จะทานคมของอาวุธลี้ลับได้ไม่กี่ครา แต่การกระทำของหลี่โม่ในครานี้ตรงกับความต้องการของเขายิ่งนัก
ยามเผชิญหน้าศัตรูที่เหนือกว่า กลับมิเร่งใช้พลังทั้งหมดตั้งแต่ต้น มัวแต่วางท่าเพราะเห็นแก่หน้าตา
วันนี้ เขาจะต้องให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสความโหดร้ายถึงที่สุด!
แต่…เขาจะทำได้จริงหรือ?
“อ๊ะ? ขอบเขตปราณโลหิตสู้กับขั้นปราณภายใน ยังไม่ใช้อาวุธอีกหรือ?”
“ไม่เพียงแต่ไม่ใช้อาวุธ เขายังไม่ได้ใช้วิชาการต่อสู้ด้วยซ้ำ”
“ศิษย์สายตรงหลี่มีพื้นฐานการฝึกฝนร่างกายที่ดี ข้าเห็นเขาที่ถ้ำเทพศาสตราวุธบ่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีไม้ตายอื่นก็ได้?”
“การฝึกฝนร่างกายจนถึงขีดสุดของขอบเขตปราณโลหิตก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งขนาดนั้นนะ ไม่อย่างนั้นทุกคนก็ไปฝึกร่างกายกันหมดแล้ว ใครจะไปเรียนรู้วิชาการต่อสู้อื่นๆ ล่ะ”
“เขาไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านวิถีกระบี่หรอกหรือ?”
ผู้หนึ่งไร้อาวุธ เพียงขอบเขตปราณโลหิต
อีกผู้หนึ่งสวมนวมเหล็ก ถึงขั้นปราณภายใน
ผู้ใดเห็นก็ล้วนฉงน??
ทว่าเมื่อหมัดทั้งสองปะทะกัน…
เคร้ง!—
หมัดเนื้อปะทะกับหมัดนวม...กลับเกิดเสียงก้องกังวานราวโลหะกระทบกัน วงฝุ่นคละคลุ้งแผ่ออกไปรอบศูนย์กลางของคนทั้งสอง ร่างหนึ่งเซถอยไปข้างหลัง ทิ้งรอยหลุมลึกเป็นทางยาวบนพื้น เมื่อเห็นว่าคนที่ถอยไปคือใคร ทุกคนก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับเห็นผี
เพราะนั่นคือหวังฮ่าว!
หวังฮ่าวหน้าซีด รอยยิ้มแข็งค้างอยู่ที่มุมปาก แขนที่ปะทะเมื่อครู่ยังสั่นสะท้านไม่หยุด
แม้ไม่เคยฝึกฝนร่างกาย แต่ร่างกายเขามิได้อ่อนแอ ยามปกติแล้ว แม้มิใช้ปราณภายใน ก็ยังมิด้อยไปกว่าสัตว์อสูรเลย ที่สำคัญ เมื่อครู่เขายังได้ใช้ปราณภายในระดับสูงสุดไปแล้วด้วยซ้ำ
เหตุใดพลังของหลี่โม่จึงมากมายถึงเพียงนี้?
ยังไม่ทันที่ความคิดจะสิ้นสุดลง ร่างเงาของเด็กหนุ่มตรงหน้าก็หายไปจากจุดเดิม
'วิชาฝ่าเท้าจับวายุ!'
หวังฮ่าวรีบใช้เคล็ดวิชาเท้าเช่นกัน ทว่าเงาร่างของหลี่โม่กลับตามติดดุจพายุโหมกระหน่ำ
ความคิดของหลี่โม่ในตอนนี้นั้น…
'อืม...บนเวทีประลองนี้ มิอนุญาตให้สังหารคู่ต่อสู้โดยเจตนา การปลิดชีพอีกฝ่ายคงมิใช่เรื่องดีนัก ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการงัดไม้ตายลับออกมา'
'แม้กระทั่งกระบี่เพลิงสีชาดที่คมกริบ รวมถึงวิชาดาบที่เรียนรู้จากสองยอดฝีมืออย่าง 'ยัยก้อนน้ำแข็ง' กับ 'เจียงชูหลง' ซึ่งต้องใช้ความเข้าใจในวิถีแห่งยุทธ์อันลึกซึ้ง ก็ล้วนมิใช่สิ่งที่หวังฮ่าวจะรับมือไหวอย่างแน่นอน'
อีกทั้ง เขายังอยากลองค้นหาว่า ร่างกายอันแข็งแกร่งนี้ ที่ซึ่งผู้ฝึกวิชาขั้นสุดยอดในระดับปราณภายก็ยังมิอาจทะลวงผ่านได้ มีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ที่ใดกันแน่
ในพริบตา หลี่โม่ก็ปรากฏตัวตรงหน้าหวังฮ่าว ทั้งสองมองหน้ากันชั่วขณะ
ครั้นถูกจ้องมองด้วยดวงตาที่เปล่งประกายสีเพลิง หวังฮ่าวก็รู้สึกหนาวสะท้านอย่างไร้เหตุผล เขากลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ทว่าแล้วความโกรธที่น่าอับอายก็พลันพุ่งขึ้นในใจ
ในประวัติศาสตร์การประลองเก้ายอดเขาของสำนัก ไม่เคยมีขั้นปราณภายในระดับสุราหยกคนไหน ที่ถูกขอบเขตปราณโลหิตเลยต้อนจนมุมเยี่ยงนี้
เขาโกรธ แต่ก็มิอาจทำอันใดได้ ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นขึ้นมาจากเอว ทำให้เขาสูญสิ้นความสามารถในการคิดไปชั่วขณะ
“เกราะภายนอก…”
“งั้นก็หมายความว่า เจ้าทนการชกต่อยได้ดีสินะ?”
หลี่โม่ขมวดคิ้ว เมื่อครู่เขาต่อยออกไป สัมผัสที่ได้ไม่ใช่การชกไปที่ร่างกายของอีกฝ่าย แต่กลับเป็นความแข็งกระด้างราวกับเกราะ
“เดี๋ยวก่อน...”
หวังฮ่าวมีความรู้สึกไม่ดีผุดขึ้นในใจ ยังมิทันได้เอ่ยจบ
“ศิษย์สายตรงหลี่ถูกหวังฮ่าวเข้าประชิดตัวหรือ?”
“ไม่สิ หวังฮ่าวต่างหากที่ถูกศิษย์สายตรงหลี่เข้าประชิดตัว!”
เป็นอีกครั้งที่ฝ่ามือพยัคฆ์เหินทลายฟ้าปะทะกับกำปั้นอันทรงพลัง
ตึง!— นวมพลันบุบลงไป
หลี่โม่ไม่รอช้า ฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายยังคงตื่นตะลึงและอ่อนแรง กระทุ้งศอกเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายทันที
หมัดหกประสานที่ประสานเป็นหนึ่ง ถูกเขานำมาใช้ได้อย่างราบรื่น หมัด, ศอก, เข่า...
ปัง! ปัง! ปัง!—
หวังฮ่าวผู้สวมเกราะในตัว ถูกหลี่โม่กระหน่ำโจมตีอย่างดุดันบนเวทีประลอง ปราณภายในระดับสุราหยกของเขา บัดนี้กลับไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ทำได้เพียงใช้ปกป้องอวัยวะสำคัญเท่านั้น
ไม่ใช่เขาไม่พยายามโต้กลับ แต่เขาม่สามารถทะลวงการโจมตีนี้ได้เลย!
“เดี๋ยวก่อน...เดี๋ยว…ก่อน...”
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!—
“ข้า...ข้าขอยอม...”
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
พื้นหินสีเขียวที่ใช้สร้างเวที ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยร้าวคล้ายใยแมงมุม เมื่อเทียบกับการประลองของยอดฝีมือ นี่กลับดูเหมือนการทะเลาะวิวาทตามท้องถนนเสียมากกว่า และยังเป็นการซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวอีกด้วย สถานการณ์ดูโหดร้ายยิ่งนัก
“เฮือก! ให้ตายเถอะ...”
“ศิษย์สายตรงหลี่...เป็นคนหรือเปล่าเนี่ย?”
“ศิษย์สายตรงหลี่ปกติก็ดูสุภาพอ่อนโยนเหมือนคนดีๆ ทั่วไป ทำไมพอลงมือแล้วถึงได้น่ากลัวขนาดนี้?”
“อย่าลืมสิว่าอาจารย์เขาเป็นใคร...” สายตาหลายคู่พลันจ้องค้าง
หวังฮ่าวพยายามหนีลงจากเวทีเพื่อยอมแพ้ แต่กลับถูกมือหนึ่งคว้าข้อเท้าไว้ พร้อมลากกลับไปอย่างแรงจนพื้นเวทีเป็นรอยขีดข่วนยาว หลังจากได้เห็นภาพนั้น ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อแตกพล่าน
โหดร้ายเกินไปแล้ว!
บางคนที่พาครอบครัวมาด้วย ถึงกับต้องรีบปิดตาเด็กๆ ในทันที
“เฮ้อ โชคดีที่ไม่ได้สู้กับศิษย์น้องหลี่นะเนี่ย...” เซียวฉินถอนหายใจยาว พูดกันตามตรง ตอนนี้หวังฮ่าวแข็งแกร่งกว่าเขามาก ถ้าเขาเจออีกฝ่าย หากอาจารย์ไม่ช่วย ก็ไม่มีโอกาสชนะเลย
“อาจารย์ นี่คือสิ่งที่อาจารย์ว่าไว้ใช่หรือไม่ขอรับ? ขอบเขตปราณโลหิต ที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป”
“ตอนอาจารย์อยู่ในขอบเขตปราณโลหิต ก็แข็งแกร่งถึงเพียงนี้หรือเปล่าขอรับ?” เซียวฉินผู้ไม่เคยเห็นโลกมาก่อนถามขึ้น
“เอ่อ...อืม...ก็...ใกล้เคียงล่ะมั้ง” เสียงของมหาปราชญ์พันร่างดูแผ่วเบาเล็กน้อย
“อาจารย์ ทำไมท่านถึงได้เสียงเบาขอรับ?” เซียวฉินไม่เข้าใจ อาจารย์ใช้ไม้บำรุงวิญญาณหยินแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงยังไม่ฟื้นตัวเท่าไหร่เลย?
“แฮ่มๆ โอ้...ศิษย์น้องหลี่คนนี้ บางอย่างก็เกินความคาดหมายของอาจารย์ไปหน่อย”
“แล้วไม้บำรุงวิญญาณก็ไม่ได้ออกฤทธิ์เร็วขนาดนั้นด้วย”
เขาก็ยังงงอยู่เหมือนกัน 'เด็กคนนี้มีเส้นชีพจรเท่าไหร่กันแน่? หรือว่าเขาจะมองผิดไป?'
“การมีชีวิตอยู่มันดีจริงๆ นะ...” หลินเจียงกลืนน้ำลาย มือชุ่มเหงื่อเช็ดกับชายเสื้ออย่างแรง แม้ว่าหมัดของศิษย์พี่หลี่จะไม่ได้ตกกระทบตัวเขา แต่แค่คิดก็ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบแล้ว
“อืมๆ!” มู่หรงเซียวพยักหน้าอย่างแรง โชคดีที่ตอนนั้นเขาไหวพริบดี พอคิดดูแล้ว นั่นเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้
ตอนนี้ สายตาที่คนรอบข้างมองมาที่พวกเขา ไม่มีข้อสงสัยใดๆ แล้ว มีแต่ความชื่นชมและยกย่องเท่านั้น พวกเขาไม่ได้เล่นละครตบตา นี่เรียกว่ามีวิสัยทัศน์กว้างไกลต่างหาก!
บนแท่นพิธี
ซางอู่กำหมัดน้อยๆ อย่างเปี่ยมสุข ดวงตากลมโตเป็นประกายเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ นางไม่ได้รับศิษย์ผิดคนจริงๆ
ซางอู่ลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองเหล่าผู้อาวุโสที่ยังคงตกตะลึง นางรวบรวมลมปราณลงสู่ตันเถียน ก่อนตะโกนออกมา
“ไอ้พวกปากหมา พวกเจ้าว่ายังไง!”