เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 74 สายสัมพันธ์พัวพัน, เสียงโห่ร้องก้องฟ้า, เบื้องหลังคือแผนการ!

บทที่ 74 สายสัมพันธ์พัวพัน, เสียงโห่ร้องก้องฟ้า, เบื้องหลังคือแผนการ!

บทที่ 74 สายสัมพันธ์พัวพัน, เสียงโห่ร้องก้องฟ้า, เบื้องหลังคือแผนการ!


การประลองครั้งนี้เป็นที่จับตามองของผู้คนทั่วหล้า เนื่องจากนี่คือการขึ้นเวทีครั้งแรกของศิษย์สายตรงเจ้าสำนัก

อิ๋งปิงยืนถือกระบี่อย่างสงบ แลดูเย็นชาห่างเหิน ราวกับดอกบัวหิมะบริสุทธิ์สูงส่งบนภูผา กลายเป็นจุดรวมสายตาของผู้คนโดยปริยาย

ผู้คนมากมายจ้องมองนางแบบไม่กะพริบตา นางมีพรสวรรค์สูงส่งเพียงใดนั้น เป็นที่ถกเถียงกันไปต่างๆ นานา แต่เรื่องความงามที่ไร้ที่ติของนาง ย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ถึงขั้นมีผู้คนลุ่มหลงแล้วด้วยซ้ำ...

“อิ๋งปิงสู้ๆ!”

ไม่รู้ว่าศิษย์คนใดตะโกนขึ้นมา หนึ่งเสียง สองเสียง สามเสียงดังระงม คำพูดของผู้คนมากมายย่อมสามารถสร้างกระแสได้ ดังนั้น...เสียงตะโกนดังก้องราวคลื่นทะเลจากเหล่าศิษย์สำนักชิงเยวียนจึงดังระงม

บนแท่นพิธี

“อิ๋งปิงสู้ๆ!” ซางอู่กำหมัดแน่น ลุกขึ้นยืนโบกมือทั้งสองข้างอย่างไม่รักษาภาพพจน์

ท่านผู้อาวุโสหานเฮ่อมุมปากกระตุกเล็กน้อย พลางคิดว่า นี่มันสิ่งใดกัน? ในฐานะผู้อาวุโสที่ดูแลยอดเขาแห่งหนึ่ง ไร้ซึ่งสง่าราศีถึงเพียงนี่ได้อย่างไร นี่ถือว่าถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้วรึ?

“อิ๋งปิงสู้เขา!”

เสียงของท่านผู้อาวุโสแห่งยอดเขาอัสดงดังเป็นพิเศษ

หานเฮ่อ “...”

อิ๋งปิงกำลังประลองกับศิษย์ของท่านอยู่มิใช่รึ!

บนแท่นพิธีพลันคึกคักขึ้นมาทันที สำหรับสำนักเล็กใหญ่อื่น ๆ นั้นมิต้องกล่าวถึง ต่างตั้งอกตั้งใจชมอย่างจริงจัง เพราะในหมู่พวกเขา หลายคนขึ้นเขาชิงเยวียนมาเพราะแสงสีรุ้งอันน่าตกตะลึงในคืนนั้น และปรากฏการประหลาดจากแสงสีรุ้งนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะตกอยู่กับอิ๋งปิง

สถานการณ์ต่างๆพลันอลหม่านเล็กน้อย

ฝั่งตรงข้าม ณ ลานประลอง

เหงื่อเย็นเยียบหยาดหนึ่งร่วงหล่นจากหน้าผากของเซี่ยหลันอ้าย มิใช่เพราะผู้คนภายนอกต่างสนับสนุนอิ๋งปิง หากแต่เป็นเพราะแรงกดดันจากตัวอิ๋งปิงเองต่างหาก นางกัดฟันแล้วกล่าวว่า

“ศิษย์น้อง ข้าอยากจะเพิ่มเดิมพัน หากข้าชนะ เจ้ามอบกระบี่น้ำค้างสวรรค์ให้แก่ข้าได้รึไม่ หากข้าแพ้...”

“ย่อมได้”

เซี่ยหลันอ้ายยังมิทันกล่าวจบ เสียงใสกังวานราวหยกตกกระทบพื้นก็ดังขึ้น

อิ๋งปิงตอบตกลงในทันที แม้แต่สิ่งที่นางจะนำมาเป็นเดิมพัน ฝ่ายตรงข้ามก็ยังมิได้ฟังจนจบ ความฉับไวนี้ทำให้เซี่ยหลันอ้ายรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย

“เช่นนั้น…ศิษย์น้องเชิญลงมือ”

“เจ้าก่อนเถอะ”

ร่างรูปสลักน้ำแข็งเงยหน้ามองนางเป็นครั้งแรก เซี่ยหลันอ้ายเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การถ่อมตน แต่ความหมายของอิ๋งปิงคือ หากนางลงมือก่อน ตนก็จะไม่มีโอกาสได้ลงมือเลย

ช่างยโสโอหังยิ่งนัก!

หลี่โม่รู้สึกชาไปทั้งหน้าพลางหายใจเข้าลึกๆ ‘ใช่ ถูกต้องที่สุด นี่แหละคือรสชาติที่คุ้นเคย!’

“ศิษย์น้องระวังตัวด้วย!”

เซี่ยหลันอ้ายไม่กล่าวอันใดมาก พลันเร่งวิชาดาบงูวิญญาณไปถึงขีดสุด คมดาบที่เปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้ถูกวาดออกไป ด้วยหวังจะใช้ปราณภายในที่เต็มเปี่ยม กดดันคู่ต่อสู้ด้วยพลังแห่งขอบเขตสุราหยก

แม้นางจะมีโทสะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพลีผลามหรือดูถูกคู่ต่อสู้ เพราะผู้ที่ถูกอาวุธลี้ลับยอมรับเป็นนาย ย่อมมีฝีมือกระบี่ที่เหนือกว่าตนอย่างแน่นอน แต่ความได้เปรียบของนางยังคงมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตที่สูงกว่า หรือประสบการณ์การต่อสู้...

ในชั่วพริบตานั้น นางมีความคิดมากมาย ติดแม้กระทั่งว่าหลังจากอิ๋งปิงถอยหนี นางจะปิดเส้นทางถอยนั้นอย่างไร หากอิ๋งปิงตอบโต้ นางจะค่อยๆ ดึงจังหวะของตนเพื่อทำให้อีกฝ่ายรับมือไม่ทัน แต่จริงๆ แล้ว...นางคิดมากเกินไปหน่อย

แสงกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่ดุจใยไหม ปราณภายในคมกริบกรีดอากาศ แม้แต่คนในขอบเขตเดียวกัน หากถูกคมดาบนี้เฉือน ก็ต้องบาดเจ็บถึงสาหัส

ฟึ่บ!

พลันนั้นเอง มือเรียวสวยไร้รูปร่างแทรกผ่านวงดาบเข้าไปอย่างมั่นคง คมกระบี่ที่เปลี่ยนแปลงไปมาและคาดเดาไม่ได้นั้น กลับถูกจับได้อย่างง่ายดาย ราวกับเด็ดบุปผาในสวนหลังบ้าน

วิชาดาบงูวิญญาณหยุดนิ่ง ดาบอ่อนถูกหนีบไว้ด้วยนิ้วเรียวยาวขาวสะอาด

แคร้ง—

เพียงสะบัดนิ้วเบาๆ คมดาบก็กลับคืน เฉือนร่างผ่านชายเสื้อของเจ้าของมันเอง อีกนิดก็เกือบพลาดท่าเฉือนถึงทรวงอก!

เซี่ยหลันอ้ายยืนนิ่งอยู่กับที่ รูม่านตาหดลงพร้อมหายใจอย่างติดขัด นางมองไปยังเด็กสาวที่ห่างออกไปเพียงดาบเดียวโดยไม่รู้ตัว แต่กลับพบว่าดวงตาที่เหมือนกระจกน้ำแข็งคู่นั้น ยังคงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ชัดเจนว่าอีกฝ่ายออมมือไว้

ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบงัน

...

บนแท่นพิธี 

ทุกคนคิดว่าอิ๋งปิงจะชนะ แต่ไม่คาดคิดว่าจะชนะด้วยวิธีนี้

เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่สูงกว่าตนหนึ่งขอบเขต นางไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกมา เพียงแค่ใช้ปราณภายในห่อหุ้มนิ้วเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ง่ายดายเกินไปแล้ว

“กระบี่เล่มนั้นของนาง ชื่อกระบี่น้ำค้างสวรรค์ใช่ไหม?”

ชายหนุ่มเสื้อขาวแห่งป่าหินธารา ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองหายไปแล้ว ส่วนชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตมิได้ตอบเขา เพียงถอนหายใจว่า

“เหตุใดสำนักชิงเยวียนที่เริ่มอ่อนแอ จึงมักมีอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ได้เสมอ...”

ส่วนปฏิกิริยาของเหล่าผู้อาวุโสนั้นอื่นๆนั้น มิอาจกล่าวถึงได้มากนัก เหตุเพราะศิษย์สายตรงหลี่กำลังแสดงท่าทีอันแปลกประหลาดออกมา

“หญิงผู้นี้! นางกลัวยิ่งนัก! ข้ากลัวแล้ว ฮือออ..!”

“เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่?”

อิ๋งปิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นหลี่โม่กำลังแสดงละครฉากหนึ่ง

“ข้ากำลังแสดงเป็นคนธรรมดาที่ตกใจอย่างเหมาะสมอยู่”

อิ๋งปิง: “…”

...

ดื่มชาไปอีกพักใหญ่ ขณะที่หลี่โม่กำลังจะลุกไปเข้าห้องน้ำ พลันเสียงของท่านผู้อาวุโสเฉียนปู้ฟ่านก็ดังขึ้น

“การต่อสู้ต่อไป”

“หลินเจียงแห่งยอดเขาหรูอี้, ปะทะ...”

“หลี่โม่แห่งยอดเขาหยกงาม!”

ข่าวดี ในที่สุดก็ถึงคิวของเขาแล้ว

ข่าวร้าย ตอนนี้เขาปวดท้องเล็กน้อย

แต่ช่างบังเอิญนัก การต่อสู้ครั้งแรกก็เจอคนรู้จักแล้ว ทันทีที่ท่านผู้อาวุโสเฉียนปู้ฟ่านอ่านชื่อทั้งสองจบ สายตาทั่วทั้งลานประลองก็มองมาที่เขาอย่างพิจารณา ในสำนักมีการพูดคุยเกี่ยวกับหลี่โม่มากมาย บางคนบอกว่าเขาชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสุภาพบุรุษผู้มีน้ำใจ บางคนบอกว่าเขาฝีมือไม่พอ มิอาจเทียบกับอิ๋งปิงได้ และไม่สมควรเรียกว่าคู่หูอัจฉริยะแห่งสำนักชิงเยวียน

บางคนก็พูดจาให้ร้ายว่าเขาเป็นหนุ่มหน้าสวย เป็นชายบำเรอของผู้อาวุโสซางอู่... แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เป็นเพียงคำพูดจากความอิจฉาเท่านั้น ศิษย์อาวุโสของสำนักชิงเยวียนต่างรู้ดีว่าซางอู่เองก็จนกรอบ ไม่มีเงินเลี้ยงชายบำเรอหรอก

สรุปแล้ว มีการพูดคุยกันไปต่างๆ นานา แต่ที่แน่ชัดก็คือ ทุกคนล้วนอยากเห็นว่าศิษย์สายตรงผู้นี้มีฝีมือเพียงใด

ภายใต้สายตาที่จับจ้องของทุกคน หลี่โม่ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาต้องไปเข้าห้องน้ำก่อน ดังนั้นจึงทำได้เพียงขึ้นสู่เวที แล้วกล่าววาจาเบา ๆ แก่ศิษย์พี่หลินเจียง

“อาหลิน พวกเรามาตัดสินกันเร็วๆ เถอะ”

“ได้เลย”

ดังนั้น หลินเจียงที่เพิ่งขึ้นเวที ก็เดินไปที่ขอบเวที ในหนึ่งวินาทีหลังจากที่ท่านผู้อาวุโสเฉียนสั่งว่า ‘เริ่ม’ เขาก็พลันกระโดดลงจากเวที

“ข้ายอมแพ้!”

หลินเจียงตะโกนอย่างไม่ลังเล ราวกับว่าหากตนจะตะโกนช้าไปนิดเดียว อาจทำให้หลี่โม่ได้ลงมือได้

เหล่าศิษย์ “เอ๊ะ?”

เหล่าผู้อาวุโส: “??”

ผู้เข้าร่วมชมจากสำนักอื่นๆ “ห้ะ???”

นี่มัน...คือการสมรู้ร่วมคิดกันใช่หรือไม่! พวกเจ้าทั้งสองคนก็อยู่ในขอบเขตปราณโลหิตเหมือนกัน ไฉนจึงยอมแพ้กันง่ายดายแบบนี้เล่า เห็นพวกเราเป็นคนโง่หรือไร?! หลินเจียง เจ้าไม่รู้สึกผิดต่อพวกเราเลยหรือ?

บัดซบ! คืนเงินมาเดี๋ยวนี้! เอ๊ะ…พวกเรามิได้เสียเงินนี่นา เช่นนั้นก็หาเป็นไรไม่

เรื่องนี้ต้องเป็นปัญหาแน่ๆ และเป็นปัญหาใหญ่ด้วย! กฎมิได้ห้ามการยอมแพ้ และการตกออกนอกเวทีก็ถือว่าแพ้เช่นกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องแปลกประหลาดแบบนี้ขึ้น

สำนักต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในแคว้นจื่อหยางก็อยู่ที่นี่ เฉียนปู้ฟ่านจึงรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย พลางรีบกลับไปปรึกษาหารือกับผู้อาวุโสท่านอื่น

“จะตัดสินอย่างไรดี?”

“ให้พวกเขาประลองกันใหม่ดีไหม?”

“ดูสภาพหลินเจียงแล้ว จำเป็นต้องประลองอีกรึ?”

เหล่าผู้อาวุโสก็ปรึกษาหารือกันไม่ได้ข้อสรุป เฉียนปู้ฟ่านพลันคิดบางสิ่งได้ กล่าวขึ้นมาอย่างสงสัย

“ศิษย์หลานซางอู่ เจ้ามิได้แอบข่มขู่หลินเจียงให้เขายอมแพ้หรอกกระมัง?”

เหล่าผู้อาวุโสต่างมองไปที่นาง นี่เป็นสิ่งที่นางทำได้จริงๆ

“พวกท่านจงระวังคำพูดด้วย!”

“ข้าจำเป็นต้องข่มขู่ศิษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งด้วยหรือ? ยุ่งยากจะตายไป หากจะข่มขู่ ไฉนไม่ข่มขู่ท่านผู้อาวุโสเฉียนให้เป่านกหวีดข้างเดียวไปเลยเล่า ไม่สะดวกกว่าหรือ?”

ซางอู่บังเกิดโทสะอย่างรุนแรง พวกท่านอาจจะสงสัยคุณธรรมของนางได้ แต่การสงสัยสติปัญญาของนางนั้น นางจะโมโหอย่างยิ่ง

เหล่าผู้อาวุโส: “...”

เจ้ากำลังทำท่าภูมิใจกับสิ่งใดกัน?

ท่านผู้อาวุโสเฉียนจึงทำได้เพียงประกาศออกไปอย่างช่วยไม่ได้

“หลี่โม่ชนะ!”

“โห่ววววว...” เสียงโห่ฮาดังมาจากรอบเวที

หลี่โม่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะอย่างขมขื่น

“อาหลิน ข้าอยากเร็วก็จริง แต่ต้องทำถึงเพียงนี้เลยหรือ?”

“ข้ามิได้โง่นะ” หลินเจียงส่ายหัวราวกับกลองรำ

เขาจำได้ชัดเจน ตอนทดสอบศิษย์ หลี่โม่ชกเพียงหมัดเดียว ก็ทำให้หวังหู่ที่ต้อนเขาจนมุมได้ กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ในทันที ขนาดกระดองของเต่าหนาม ก็ยังแตกละเอียด...ราวกับสัตว์หายนะในร่างมนุษย์

หากสู้กับหลี่โม่จริงๆ นั่นมิใช่การส่งตนเองไปตายหรือ?

ยอมแพ้ตอนนี้ เขายังสามารถรักษากำลังไว้เพื่อการต่อสู้ครั้งต่อไปได้ หากไม่รู้จักยอมแพ้ ก็ไม่ต้องคิดถึงอันดับในการประลองของเก้ายอดเขาแล้ว หากศิษย์พี่หลี่ควบคุมฝีมือมิอยู่ เขาคงต้องเตรียมจัดงานศพให้ตนเองเป็นแน่..

จบบทที่ บทที่ 74 สายสัมพันธ์พัวพัน, เสียงโห่ร้องก้องฟ้า, เบื้องหลังคือแผนการ!

คัดลอกลิงก์แล้ว