- หน้าแรก
- อ้อมกอดวายร้าย
- บทที่ 4 หรือว่าเธอพลาดข้าวไปตั้งเยอะ?
บทที่ 4 หรือว่าเธอพลาดข้าวไปตั้งเยอะ?
บทที่ 4 หรือว่าเธอพลาดข้าวไปตั้งเยอะ?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมเด็กสาวตัวน้อยคนนั้นขึ้นมาบ้าง
ลู่เป่ยเฉินแค่นเสียงอย่างเย็นชา แสร้งทำเป็นไม่ยี่หระและกล่าวว่า "ถ้าเธอไม่สน ก็คือไม่สน ใครจะอยากนับญาติกับเธอกันล่ะ?"
พูดจบ เขาก็พาเพื่อนๆ ไปเล่นต่อ ทว่าตลอดเวลาที่เหลือ ใจเขากลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้ปากจะบอกว่าไม่สน แต่ใบหน้าที่เหมือนกับเขาอย่างกับแกะ ทว่าดูหัวอ่อนและใสซื่อกว่ามาก กลับคอยผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน
ใบหน้าของลู่เป่ยเฉินทะมึนลง เขาพยายามสะบัดภาพใบหน้านั้นออกจากหัวอย่างบ้าคลั่ง!
หลังจากลู่เสี่ยวชาและอาเยว่ออกจากคลับเฮาส์ เธอหยุดเดินและนั่งยองๆ อยู่หน้าแผงขายน้ำตาลปั้น
ดวงตากลมโตสีดำขาวตัดกันชัดเจนจ้องมองน้ำตาลปั้นในมือเด็กเจ็ดขวบข้างๆ อย่างละห้อย ขนตายาวงอนกระพริบปริบๆ ยามนั่งยองๆ อยู่กับพื้น เธอดูตัวเล็กและน่าสงสารจับใจ
เล่นเอาเด็กน้อยข้างๆ รู้สึกทำตัวไม่ถูก
"พี่สาว อยากกินสักคำไหมครับ?"
เห็นพี่สาวหน้าตาสะสวยดูน่าสงสารขนาดนี้ เด็กชายตัวน้อยจึงตัดสินใจแบ่งปันอย่างใจกว้าง ยอมให้เธอกัดสักคำ
ลู่เสี่ยวชาพยักหน้าหงึกหงัก อ้าปากกว้าง แล้วงับหัวมังกรน้ำตาลปั้นของเขาเข้าไปคำเบ้อเริ่ม
กร๊อบ หัวมังกรน้ำตาลปั้นหายไปทั้งแถบ
เด็กชายตัวน้อยจ้องมองมังกรในมือตาค้าง ก่อนจะเบะปาก ตาแดงก่ำ แล้วปล่อยโฮออกมา
"ฮือๆๆ... ไม่ใช่ให้กัดตรงนั้นสักหน่อย! ผมจะให้พี่กัดตรงหางต่างหากเล่า"
ลู่เสี่ยวชายกมือปิดปาก มองเด็กน้อยด้วยสายตาไร้เดียงสา "ก็น้องบอกให้พี่กัดไม่ใช่เหรอ? แล้วร้องไห้ทำไมล่ะ?"
เมื่ออาเยว่ตามมาเจอลู่เสี่ยวชาที่กำลังถือแก้วชานมไข่มุก เขาก็เห็นเธอกำลังรังแกเด็กที่อายุน้อยกว่ามาก เขาจึงรีบขอโทษขอโพยแม่ของเด็กชายเป็นการใหญ่ พร้อมจ่ายเงินซื้อน้ำตาลปั้นรูปมังกรอันใหม่ให้เพื่อเป็นการปลอบขวัญ
ตอนเดินออกมา ลู่เสี่ยวชาถือน้ำตาลปั้นเต็มกำมือ สีหน้าเปี่ยมสุข แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ชานมในมือเขา เป็นภาพที่อธิบายสำนวน "กินในถ้วย มองในหม้อ" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อาเยว่จนปัญญาจริงๆ ถึงแม้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจะยากจน แต่พวกเขาก็ไม่เคยปล่อยให้เธออดอยาก แล้วทำไมเธอถึงได้กลายเป็นคนหวงของกินและตะกละขนาดนี้ได้นะ?
"เสี่ยวชา เธอไม่อยากรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับคุณชายน้อยคนนั้นจริงๆ เหรอ?"
ลู่เสี่ยวชาเลียน้ำตาลปั้นในมือแล้วกระพริบตาปริบๆ "ไม่อะ"
อาเยว่เงียบไปสองวินาที "หน้าตาเธอเหมือนเขาเปี๊ยบเลยนะ ถ้าเป็นสายเลือดเดียวกันจริงๆ เธออาจจะไม่ต้องอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกต่อไปแล้วก็ได้"
บรรยากาศในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกเขาถือว่าดีมาก แม่ครูใหญ่เปรียบเสมือนแม่ของเด็กๆ ทุกคน และความสัมพันธ์ระหว่างเด็กๆ ก็กลมเกลียวกันดี แต่ถึงจะดีแค่ไหน มันก็ยังเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่ดี
เด็กกำพร้าคนไหนบ้างไม่อยากมีบ้านที่แท้จริง?
อาเยว่ถามย้ำ "เสี่ยวชา เธอไม่อยากออกจากที่นี่เหรอ?"
ลู่เสี่ยวชาเลียลูกอม "ไม่อะ"
เธอตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
อาเยว่รู้สึกซาบซึ้งใจ คิดในใจว่า ถึงปกติเสี่ยวชาจะทำตัวไม่สนโลก แต่เธอก็คงผูกพันกับที่นี่มากสินะ
ด้วยความอยากรู้ เขาจึงถามต่อ "ทำไมถึงไม่อยากไปล่ะ?"
สีหน้าของลู่เสี่ยวชาจริงจังขึ้นมาทันที "ข้าวกับขนมที่ซ่อนไว้ใต้เตียงยังกินไม่หมดเลย"
เพล้ง...
เหมือนมีอะไรแตกสลาย อาเยว่กุมหน้าอก "เอาความซาบซึ้งเมื่อกี้คืนมาเลยนะ!"
อาเยว่ตั้งสติอยู่พักใหญ่กว่าจะพูดออกมาได้ "ของที่เธอซ่อนไว้นิดหน่อยแค่นั้น—ถ้าไปอยู่บ้านตระกูลลู่ เธอจะซื้อมากินเท่าไหร่ก็ได้!"
ฝีเท้าที่เคยเบาสบายของลู่เสี่ยวชาค่อยๆ หนักอึ้งและหยุดชะงักลงทันที เธอหันมามองหน้าอาเยว่อย่างจริงจัง
"พี่คิดว่าถ้าหนูกลับไปยอมรับญาตอนนี้ยังทันไหม?"
อาเยว่: "..."
เหนื่อยใจเหลือเกิน
ลู่เสี่ยวชารู้สึกเจ็บปวดใจ "นี่หนูเพิ่งพลาดข้าวไปตั้งเยอะเลยเหรอ?!"
ทั้งสองกลับมาถึงสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แม่ครูใหญ่ที่กำลังสอนเด็กๆ ทำงานฝีมือเห็นเข้าก็คิดว่าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น
ยิ่งเห็นรอยฝ่ามือบนหน้าอาเยว่ที่ยังไม่จางหาย หัวใจของแม่ครูใหญ่ก็หล่นวูบ
"เกิดอะไรขึ้น? อาเยว่ หน้าเธอไปโดนอะไรมา?"
อาเยว่แตะแก้มข้างที่โดนตบแล้วยิ้มแห้งๆ "ผมไม่เป็นไรครับ"
ลู่เสี่ยวชารีบแฉทันควัน "พี่อาเยว่โดนตบมาค่ะ"
แม่ครูใหญ่พูดด้วยความกังวล "มานี่เร็ว เดี๋ยวแม่ประคบให้ ไปโดนใครตบมาฮึ?"
ลู่เสี่ยวชานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กข้างๆ เด็กๆ ที่กำลังทำงานฝีมือต่างกรูเข้ามามุง หลายคนมองน้ำตาลปั้นในมือลู่เสี่ยวชาตาละห้อย
ลู่เสี่ยวชา: "..."
รู้งี้กินให้หมดก่อนกลับมาก็ดี จะให้ก็ทำใจไม่ได้ เธอหวงของกินจะตาย แต่ครั้นจะไม่ให้แล้วโดนเด็กๆ รุมจ้องตาเป็นมันแบบนี้ มันก็สะกิดต่อมมโนธรรมของเธออยู่นิดหน่อย
"พี่มีลูกอมนะ มาเอาสิ"
โชคดีที่อาเยว่เตรียมพร้อมไว้แล้ว เขารู้นิสัยลู่เสี่ยวชาดี จึงหยิบอมยิ้มสองห่อที่ซื้อมาแจกจ่ายให้เด็กๆ
ต่อมมโนธรรมของลู่เสี่ยวชาสงบลงทันที เธอกินของในมืออย่างมีความสุข ถึงเธอจะหวงของกิน แต่ก็หวงแค่ของตัวเอง ของคนอื่นเธอไม่สนหรอก
ไม่เพียงแต่ไม่สน เธอยังไปต่อแถวกับพวกเด็กๆ เพื่อรับลูกอมอีกต่างหาก
มุมปากอาเยว่กระตุก แต่ก็ยอมยื่นให้เธออันหนึ่ง
แม่ครูใหญ่ประคบน้ำแข็งให้อาเยว่พลางบ่น "ใครมันทำเธอ? เดี๋ยวแม่จะไปคิดบัญชีกับมัน! อย่าให้ใครมาคิดว่าคนของสถานรับเลี้ยงเราเป็นเป้านิ่งให้รังแกง่ายๆ เชียว!"
ลู่เสี่ยวชากินน้ำตาลปั้นหมดแล้ว เลียนิ้วขาวเนียนจนสะอาดเกลี้ยง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อาเยว่แล้วกระซิบถาม
"พี่อาเยว่ ชานมแก้วนั้นพี่ยังจะกินอยู่ไหม?"
อาเยว่หัวเราะพลางส่งชานมให้เธอ "พี่ตั้งใจซื้อให้เธอตั้งแต่แรกแล้ว"
ลู่เสี่ยวชารีบรับมาอย่างดีใจ ตบหน้าอกรับประกันแข็งขัน "จากนี้ไปหนูจะปกป้องพี่อาเยว่เอง ใครมารังแกพี่ บอกหนูได้เลย"
พูดจบ เธอก็หันไปบอกแม่ครูใหญ่ "แม่ครูคะ ไม่ต้องไปตามหาคนทำหรอกค่ะ หนูตบไอ้หัวแดงนั่นคืนไปแล้ว"
แม่ครูใหญ่รีบคว้ามือน้อยๆ ของลู่เสี่ยวชามาดู "ตบยังไงลูก? เจ็บมือไหม?"
มุมปากอาเยว่กระตุก คิดในใจว่า แม่ครูครับ แม่ครูน่าจะถามมากกว่าว่าคนที่โดนตบตอนนี้เป็นตายร้ายดียังไง
ลู่เสี่ยวชาตอบพลางดูดชานม "ไม่เจ็บค่ะ คนนั้นอ่อนแอจะตาย หนูออกแรงแค่นิดเดียวเขาก็ปลิวแล้ว ยืนยังแทบไม่อยู่เลย"
พูดจบ เธอยังทำหน้าดูแคลนประกอบ
แม่ครูใหญ่ไม่ได้สงสัยอะไร เพียงแต่กำชับให้ดูแลตัวเองดีๆ อย่าให้ใครรังแก ฯลฯ ลู่เสี่ยวชาถือแก้วชานม แก้มตุ่ยขณะดูดดื่ม นั่งเรียบร้อยบนเก้าอี้ตัวเล็กพลางพยักหน้าหงึกหงัก แต่ใจลอยไปไกลแล้ว พรุ่งนี้เช้ากินอะไรดีนะ? อ้อ จริงสิ พรุ่งนี้มีนมหรือเปล่านะ?
คฤหาสน์ตระกูลลู่... ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางทั้งสนามหญ้า ป่าโปร่ง และแนวป่าเขา ตัวคฤหาสน์หรูหราโอ่อ่า เป็นสถานที่ที่เศรษฐีหลายคนใฝ่ฝัน แต่ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเข้ามาอยู่อาศัย
ลู่เป่ยเฉินกลับถึงบ้านด้วยใจที่พะวักพะวน เห็นคฤหาสน์ตระกูลลู่อันกว้างใหญ่เงียบเหงาและเยือกเย็น เขาก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที
"คุณชาย กลับมาแล้วหรือครับ"
พ่อบ้านหนุ่มรูปงามมีรอยยิ้มพอเหมาะบนริมฝีปาก ดูเป็นสุภาพบุรุษและมีมารยาท ชนะใจผู้คนได้ง่ายดาย
ลู่เป่ยเฉินทิ้งตัวลงบนโซฟา กอดหมอนอิงไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"พวกเขาล่ะ?"
"นายท่านกับคุณนายไปงานเลี้ยงครับ ท่านกำชับไว้ว่าให้คุณชายอย่าลืมดื่มนมตอนกลับมาด้วย"
ลู่เป่ยเฉินหลุบตาลง เสียงดังขึ้นเล็กน้อย "ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ! เรื่องแค่นี้ทำไมต้องฝากบอกด้วย มาบอกเองไม่ได้หรือไง?"