- หน้าแรก
- ผู้ค้าแต้มวิญญาณเส้นทางเซียนนิรันดร์ระหว่างสองมิติ
- บทที่ 17 ผู้บัญชาการขอบเขตเซียนเทียนและการทาบทามจากตระกูลหลี่
บทที่ 17 ผู้บัญชาการขอบเขตเซียนเทียนและการทาบทามจากตระกูลหลี่
บทที่ 17 ผู้บัญชาการขอบเขตเซียนเทียนและการทาบทามจากตระกูลหลี่
ยามซวี ณ จวนผู้บัญชาการ
บรรยากาศภายในห้องหนังสือของหลี่อวิ๋นเทียนช่างแตกต่างจากภายนอกที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยชั้นวางหนังสือไม้จันทน์หอม ภาพวาดพู่กันจีนประดับผนัง และกลิ่นกำยานหอมจางๆ ที่ช่วยให้จิตใจสงบ
ทว่าทันทีที่เกาเฟยก้าวเท้าเข้ามา หัวใจของเขากลับบีบรัดแน่น อากาศรอบกายดูเหมือนจะหนืดข้นและหนักอึ้ง แรงกดดันที่มองไม่เห็นโถมเข้าใส่ร่างของเขาทุกทิศทาง แม้แต่ลมปราณที่เพิ่งก่อกำเนิดและหมุนเวียนอยู่ในร่างก็พลอยติดขัดประหนึ่งจมอยู่ในปลักโคลน ความเร็วในการโคจรลดฮวบลง มิหนำซ้ำยังมีทีท่าว่าจะถูกกดกลับเข้าไปในจุดตันเถียน!
เกาเฟยตื่นตระหนกสุดขีด! เขาเคยเผชิญหน้ากับเล่ยเลี่ยยอดฝีมือขอบเขตฮั่วจิ้นมาก่อน กลิ่นอายของเล่ยเลี่ยนั้นองอาจดุดันประหนึ่งกระบี่ที่ถอดจากฝัก คมกริบบาดลึก แต่หลี่อวิ๋นเทียนผู้นี้กลับมีบุคลิกสุขุมนุ่มลึกดั่งหยกเนื้อดี ทว่าอาณาเขตแรงกดดันที่แผ่ออกมากลับลึกล้ำและน่าสะพรึงกลัวกว่าเล่ยเลี่ยอย่างเทียบไม่ติด
ขอบเขตเซียนเทียน!
คำคำนี้ผุดขึ้นในสมองราวกับสายฟ้าฟาด! มีเพียงยอดฝีมือระดับเซียนเทียนผู้สามารถสื่อสารกับฟ้าดินและดึงดูดปราณธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างแรงกดดันมหาศาลเสมือนอาณาเขตเฉพาะตัวเช่นนี้ได้ ผู้บัญชาการแห่งเมืองชิงเหอแท้จริงแล้วคือยอดฝีมือขอบเขตเซียนเทียนที่ซ่อนเร้นกายอยู่อย่างนั้นหรือ!
หลังโต๊ะทำงาน หลี่อวิ๋นเทียนวางม้วนตำราในมือลง เงยหน้าขึ้นมองเกาเฟยพร้อมรอยยิ้มละมุน แววตาของเขาดูสงบนิ่ง ทว่าเกาเฟยกลับรู้สึกราวกับถูกมองทะลุปรุโปร่ง ความลับทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นชาติภพที่ข้ามมา ประตูทวิภพ หรือความสามารถในการดูดกลืนพลัง... ดูเหมือนจะไร้ที่ซ่อนเร้นภายใต้สายตานั้น ส่งผลให้แผ่นหลังของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบในพริบตา
"เกาเฟย?" น้ำเสียงของหลี่อวิ๋นเทียนนุ่มนวล ทำลายความเงียบงันลง "ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถิด" เขาชี้ไปยังเก้าอี้ไม้สาลี่ที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะอย่างเป็นกันเอง
เกาเฟยสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนภายในใจ นั่งลงตามคำเชิญด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ไม่ต่ำต้อย "ผู้น้อยเกาเฟย คารวะท่านผู้บัญชาการ"
หลี่อวิ๋นเทียนพยักหน้าเล็กน้อย ดูพึงพอใจที่เกาเฟยยังคงประคองสติภายใต้แรงกดดันของเขาได้ เขาไม่กล่าวอ้อมค้อม แต่เข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที และประโยคแรกนั้นก็สร้างความตกตะลึงให้แก่เกาเฟยอีกคำรบ
"เปิ่นกวน... หลี่อวิ๋นเทียน มิใช่คนท้องถิ่นเมืองชิงเหอ" น้ำเสียงของเขาเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจและบารมีโดยธรรมชาติ "ข้าคือทายาทสายตรงของตระกูลหลี่แห่งเมืองหลวงมณฑล การมาประจำการที่เมืองชิงเหอเป็นเพียงบททดสอบของตระกูล หรือเรียกง่ายๆ ว่ามา 'ชุบตัว' อีกไม่นานข้าก็คงต้องกลับไปยังเมืองหลวงมณฑล"
ตระกูลหลี่แห่งเมืองหลวงมณฑล! หนึ่งในสามตระกูลมหาอำนาจ!
แม้เกาเฟยจะระแคะระคายถึงภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาของหลี่อวิ๋นเทียนมาบ้าง แต่ไม่คาดคิดว่าจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ทายาทสายตรงของตระกูลใหญ่ ยอดฝีมือขอบเขตเซียนเทียน แต่กลับต้องมาประจำการในเมืองเล็กๆ อย่างชิงเหอ ช่างเป็นการ 'ชุบตัว' อย่างแท้จริง
สายตาของหลี่อวิ๋นเทียนจับจ้องที่เกาเฟย ฉายแววชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง "เจ้าทำได้ดีมาก เปิ่นกวนจับตามองเจ้ามานานแล้ว ตั้งแต่เจ้าเหยียบย่างเข้ามาในเมืองชิงเหอ จนถึงตอนที่เจ้าสร้างชื่อในสำนักยุทธ์ และการติดต่อแลกเปลี่ยนกับแม่นางชิงอีผู้นั้น... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าในการฝึกยุทธ์ของเจ้า"
เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงเจือด้วยความทึ่ง "ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เจ้าสามารถทะลวงผ่านขอบเขตขัดเกลาผิวหนังไปจนก่อเกิดลมปราณได้สำเร็จ ความเร็วระดับนี้ อย่าว่าแต่ในเมืองชิงเหอเลย แม้แต่ในเมืองหลวงมณฑลที่เป็นแหล่งรวมอัจฉริยะ หรือหัวเมืองที่เจริญรุ่งเรืองกว่านี้ ก็ยังหาได้ยากยิ่ง! หากมิได้เห็นกับตา เปิ่นกวนคงยากจะเชื่อ"
หัวใจของเกาเฟยกระตุกวูบ รู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ความเร็วในการเลื่อนระดับพลังของเขานั้นผิดมนุษย์มนา ย่อมดึงดูดความสนใจจากยอดฝีมือเป็นธรรมดา เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกจอมยุทธ์ระดับเซียนเทียนจับจ้องรวดเร็วถึงเพียงนี้
"ท่านผู้บัญชาการกล่าวชมเกินไปแล้ว ผู้น้อยเพียงแค่พานพบวาสนาเล็กน้อย ประกอบกับความเพียรพยายามฝึกฝนอย่างหนัก จึงโชคดีทะลวงผ่านด่านพลังมาได้ขอรับ" เกาเฟยตอบกลับอย่างระมัดระวัง
หลี่อวิ๋นเทียนยิ้มมุมปาก สีหน้าบ่งบอกว่าไม่ได้เชื่อคำแก้ตัวนั้น แต่ก็มิได้ซักไซ้ไล่เลียง ทุกคนย่อมมีความลับ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือผลลัพธ์และศักยภาพอันน่าตื่นตะลึงที่เกาเฟยแสดงออกมา
"เปิ่นกวนเป็นคนเห็นคุณค่าของอัจฉริยะเสมอมา" หลี่อวิ๋นเทียนโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมกริบ "เกาเฟย เจ้าเต็มใจจะเข้าร่วมตระกูลหลี่ของข้าหรือไม่"
สิ้นเสียงนั้น เขาเพียงดีดนิ้วเบาๆ ป้ายหยกสีเขียวมรกตขนาดเท่าฝ่ามือ สลักลวดลายเมฆาซับซ้อนลึกล้ำ ก็ลอยละล่องมาหยุดอยู่ที่ขอบโต๊ะอย่างนุ่มนวล แผ่ประกายแสงแห่งจิตวิญญาณที่อบอุ่นและสงบนิ่งออกมา
"นี่คือป้ายแสดงฐานะอาวุโสกิตติมศักดิ์แห่งตระกูลหลี่ เพียงมีป้ายนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตอิทธิพลของตระกูลหลี่ในเมืองหลวงมณฑล หรือทั่วทั้งมณฑลชางซาน เจ้าจะได้รับความสะดวกสบายและการคุ้มครอง ทรัพยากร เคล็ดวิชา หรือคำชี้แนะ... ตราบใดที่เจ้าแสดงคุณค่าและความภักดีให้เป็นที่ประจักษ์ ตระกูลหลี่จะไม่ตระหนี่ถี่เหนียวต่อเจ้าอย่างแน่นอน"
น้ำเสียงของหลี่อวิ๋นเทียนเปี่ยมด้วยแรงดึงดูด "เมืองชิงเหอนั้นคับแคบเกินกว่าจะรองรับมังกรวารีที่แท้จริง เมืองหลวงมณฑลและโลกกว้างภายนอกต่างหากคือเวทีที่อัจฉริยะเช่นเจ้าควรไปผงาด และตระกูลหลี่จะเป็นบันไดทอดทางให้เจ้าก้าวไปสู่จุดนั้น"
"ว่าอย่างไร?" หลี่อวิ๋นเทียนจ้องมองเกาเฟย รอคอยคำตอบ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสือ มีเพียงเสียงประทุเบาๆ ของถ่านกำยานที่ดังขึ้นเป็นระยะ
เกาเฟยทอดตามองป้ายหยกสีเขียวเบื้องหน้า อันเป็นตัวแทนของทั้งโอกาสและพันธนาการ หัวใจของเขาเต้นระรัว การเข้าร่วมตระกูลหลี่แห่งเมืองหลวงมณฑลหมายถึงการมีผู้สนับสนุนที่ทรงอำนาจ ได้รับทรัพยากรและการคุ้มครองอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ เส้นทางการฝึกยุทธ์ย่อมราบรื่นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าในขณะเดียวกัน มันหมายถึงการต้องประทับตราของตระกูลหลี่ แบกรับภาระหน้าที่ และอาจต้องสูญเสียอิสรภาพบางส่วนไป รวมถึงความเสี่ยงที่ความลับของเขาอาจถูกล่วงรู้
เขาควรจะรับไมตรีจิตนี้แล้วทะยานขึ้นสู่ฟ้า หรือจะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง ค่อยๆ สร้างรากฐานต่อไปอย่างมั่นคง?
นี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต