เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 ปากแข็งเป็นเป็ดตาย

บทที่ 41 ปากแข็งเป็นเป็ดตาย

บทที่ 41 ปากแข็งเป็นเป็ดตาย


“เสบียงของแกหายไปแล้วจะมาหาว่าฉันขโมยงั้นเหรอ งั้นฉันก็พูดได้เหมือนกันว่าเงินของฉันหายไป!”

จางชิงเซินถูกล้อมไว้ตรงกลาง ถุงเสบียงถูกโยนลงแทบเท้า บนถุงมีชื่อของเขาเขียนไว้ด้วยพู่กันจีนอย่างชัดเจน

เยาวชนปัญญาชนร่างเล็กที่สวมแว่นกรอบดำคนหนึ่งกำลังกระโดดตัวโยนด้วยความโกรธ หากไม่มีคนคอยดึงไว้ เขาคงพุ่งเข้าไปซัดจางชิงเซินไปแล้ว

“แกเลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว จะใช่แกหรือเปล่าทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจ ถุงเสบียงของแกเมื่อวานซืนก็เกือบจะว่างเปล่าแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีเพิ่มมาครึ่งถุง ถ้าไม่ได้ขโมยมา แล้วแกจะบอกว่าเสบียงพวกนี้มาจากไหน!”

ทุกคนต่างมองจางชิงเซินด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม

ไม่ว่าจะเป็นในชนบทหรือในเมือง พฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อยถือเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด ยิ่งสิ่งที่ขโมยไปคือเสบียงอาหารด้วยแล้ว

ในยุคสมัยนี้ ไม่มีอะไรล้ำค่าไปกว่าเสบียงอาหารอีกแล้ว

โดยเฉพาะพวกเขาสะซึ่งเป็นเยาวชนปัญญาชนที่ลงมาใช้แรงงาน เสบียงที่ได้รับจัดสรรในแต่ละปีก็แทบจะไม่พอกินอยู่แล้ว

หากบ้านไหนฐานะดีหน่อยก็อาจจะส่งมาช่วยได้บ้าง แต่บางบ้านก็ยังต้องลำบากเรื่องปากท้องจนต้องปล่อยให้พวกเขาหาทางเอาตัวรอดกันเอง

ตอนนี้เหลือเวลาอีกตั้งสองเดือนกว่าจะถึงช่วงแบ่งเสบียงตอนสิ้นปี ทุกคนต่างก็ต้องประหยัดมัธยัสถ์กันสุดชีวิต

วันนี้ตอนที่ทำกับข้าว จางเชาอิง เยาวชนปัญญาชนจากหางโจว พบว่าเสบียงของเขาหายไปครึ่งหนึ่ง จึงรีบไปหาเซี่ยเจี้ยนเช่อ หัวหน้ากลุ่มเยาวชนปัญญาชนทันที

เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ย่อมไม่อาจปล่อยผ่านได้ เขาจึงเรียกเยาวชนปัญญาชนทุกคนมารวมตัวกันทันที

ในช่วงแรก เซี่ยเจี้ยนเช่อคิดจะทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีเรื่อง ขอเพียงคนที่ขโมยยอมคืนเสบียงออกมา เขาก็จะยอมจบเรื่องและรับรองว่าจะไม่บอกใคร

แต่รออยู่นานก็ไม่มีใครยอมรับ จางเชาอิงเริ่มโวยวายหนักขึ้น คนอื่น ๆ ก็เริ่มกังวลว่าเสบียงของตนจะถูกขโมยไปด้วย จึงมีคนเสนอให้ค้นตัวและสิ่งของทีละคน

จุดรวมตัวเยาวชนปัญญาชนมีพื้นที่เพียงเท่านี้ การจะซ่อนของน่ะมันไม่ง่ายเลย ในที่สุดพวกเขาก็เจอถุงเสบียงซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางของจางชิงเซิน

ในเมื่อหลักฐานมัดตัวคาหนังคาเขาขนาดนี้ คนที่ฉลาดควรจะรีบก้มหน้ายอมรับผิด

เพราะอย่างไรเสียทุกคนก็อยู่ด้วยกัน เสบียงของใครเหลือเท่าไหร่ ต่างก็รู้แจ้งเห็นจริงกันหมด

เสบียงของจางชิงเซินน่ะหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว เมื่อวานเขายังไปเดินด้อม ๆ มอง ๆ แถวที่ดินส่วนตัวของหมู่บ้าน โชคดีที่มีคนเห็นเข้าเสียก่อน เขาจึงยังไม่ได้ลงมือ

หลังจากนั้น หลี่เสวียชิ่งยังจงใจไปหาเซี่ยเจี้ยนเช่อ เพื่อกำชับให้คอยดูคนของตัวเองให้ดี อย่าให้ไปก่อเรื่องลักเล็กขโมยน้อยอีก

เรื่องนี้ทำเอาเซี่ยเจี้ยนเช่อหน้าแดงด้วยความอับอาย

จะโทษชาวบ้านที่คอยระแวงพวกเขาก็ไม่ได้ เพราะหลายปีมานี้ พวกเยาวชนปัญญาชนไม่ได้สร้างความประทับใจที่ดีให้คนในหมู่บ้านเลยสักนิด

เรื่องลักไก่ขโมยหมาเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

แต่คราวนี้กลับไม่ขโมยของคนในหมู่บ้าน แต่หันมาขโมยพวกเดียวกันเองแทน

พฤติกรรมนี้ถือว่าชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิม

หากจางชิงเซินยอมรับผิด เซี่ยเจี้ยนเช่อยังพอจะช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยไม่ให้เรื่องบานปลายได้

ทว่าจางชิงเซินคนนี้กลับปากแข็งเหมือนเป็ดต้ม

“จางชิงเซิน ฉันถามแกอีกรอบ เสบียงของจางเชาอิงน่ะ แกเป็นคนเอาไปใช่ไหม!”

เซี่ยเจี้ยนเช่อใช้คำว่า ‘เอาไป’ แทนคำว่า ‘ขโมย’ เพื่อรักษาหน้า

“ต้องเป็นมันแน่ ๆ วันนี้พวกเราออกไปถางป่าเผาหญ้ากันหมด มีแต่มันที่อ้างว่าไม่สบายไม่ยอมไป แล้วตอนนี้เสบียงมันก็งอกออกมาตั้งเยอะ ถ้าไม่ใช่้มันแล้วจะเป็นใคร!”

“หน้าตาก็ดูเป็นผู้เป็นคน ไม่นึกเลยจะเป็นหัวขโมย!”

“เสียชื่อเยาวชนปัญญาชนหมด!”

จางชิงเซินหน้าแดงก่ำ “บอกแล้วไงว่าวันนี้ไม่ได้มีแค่ฉันที่อยู่ที่นี่ ซ่งเสี่ยวอวี่ก็อยู่ด้วย ทำไมพวกแกถึงปักใจเชื่อว่าเป็นฉันล่ะ?”

เยาวชนปัญญาชนชายจะแยกกันทำกับข้าวเอง ส่วนพวกผู้หญิงจะกินด้วยกัน วันนี้ถึงคิวซ่งเสี่ยวอวี่ทำกับข้าวพอดี เธอจึงกลับมาก่อนเวลา ไม่นึกเลยว่าจะถูกลากเข้ามาพัวพันกับเคราะห์ร้ายที่เธอไม่ได้ก่อ

“ฉันไม่ได้ทำนะ!”

ในยุคนี้ ใครจะอยากถูกตราหน้าว่าเป็นหัวขโมย โดยเฉพาะหญิงสาวอย่างเธอ

ซ่งเสี่ยวอวี่ถูกจางชิงเซินใส่ร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะร้องไห้ด้วยความอัดอั้นใจ

“เธอไม่ได้ทำ ฉันก็ไม่ได้ทำเหมือนกัน ตามที่ฉันเห็นนะ พวกแกไม่ควรจะมาสงสัยสหายร่วมรบของตัวเอง!”

จางชิงเซินยังคงทำท่าทางเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูก

“ปกติเวลาพวกเราออกไปทำงาน ก็ไม่มีใครเฝ้าจุดรวมตัว ไม่แน่อาจจะเป็นคนในหมู่บ้านเข้ามาขโมยก็ได้!”

ปัง!

สิ้นเสียงของจางชิงเซิน หลี่เทียนหมิงก็ถีบประตูรั้วพังโครมเดินหน้าเหี้ยมเข้ามาทันที

เซี่ยเจี้ยนเช่อเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิด

“เทียนหมิง...”

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ หลี่เทียนหมิงก็พุ่งมาถึงตัวจางชิงเซิน แล้วยันโครมเข้าที่หน้าท้องจนอีกฝ่ายล้มคว่ำลงกับพื้น

“แกนี่มันใจกล้าจริง ๆ ลองพูดประโยคเมื่อกี้ให้ฉันฟังอีกรอบสิ!”

จางชิงเซินกุมท้องนอนงอตัวอยู่บนพื้น สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นยังแฝงไปด้วยความเคียดแค้น

“ฉัน... ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย!”

เหอะ! ยังจะปากแข็งอีก!

หลี่เทียนหมิงหันไปมองคนอื่น ๆ สายตาหยุดอยู่ที่ซ่งเสี่ยวอวี่ครู่หนึ่ง

“สิ่งที่มันพูดเมื่อกี้ พวกคุณได้ยินกันหมดแล้วใช่ไหม?”

ทุกคนต่างก้มหน้าเงียบ ไม่พยักหน้าแต่ก็ไม่ปฏิเสธ

หลี่เทียนหมิงหันกลับมามองจางชิงเซินที่ยังนอนพะงาบ ๆ อยู่บนพื้น

“ไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร แกมาที่นี่เพื่อรับการศึกษาจากชาวนาผู้ยากไร้ แต่ตอนนี้แกกลับมาใส่ร้ายป้ายสีพวกเขา พรุ่งนี้ฉันจะไปที่อำเภอ แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเยาวชนปัญญาชนให้มาดูสิว่าพวกเขาจะว่ายังไง”

จางชิงเซินเริ่มลนลาน การถูกอัดสักมื้อน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเรื่องถึงหูสำนักงานเยาวชนปัญญาชนเมื่อไหร่ เขาจบเห่แน่

ถึงตอนนั้นประวัติเขาต้องด่างพร้อย ต่อไปเรื่องการรับเข้าทำงานหรือการเรียนต่อ เขาจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะถูกพิจารณา

“ฉัน... ฉัน... ฉันก็แค่พูดลอย ๆ เท่านั้นเอง!”

“ฉันบอกว่าแม่แกมีชู้ พ่อแกเป็นไอ้หน้าโง่สวมเขา ฉันก็แค่พูดเล่นเหมือนกัน แกจะยอมไหมล่ะ?”

พวกเยาวชนปัญญาชนหญิงได้ยินคำนี้เข้าถึงกับหน้าแดงด้วยความอาย

“แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน?”

หลี่เทียนหมิงใช้เท้าเขี่ยถุงเสบียงใบนั้น

“มันขโมยของผมไปครับ!” จางเชาอิงรีบโพล่งออกมา

จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง

เขาดูออกแล้วว่า เซี่ยเจี้ยนเช่อหัวหน้ากลุ่มคนนี้เก่งแต่เรื่องประนีประนอม สู้พึ่งพาหลี่เทียนหมิงที่เป็นคนกว้างขวางในหมู่บ้านยังจะดีกว่า

“ในเมื่อทุกคนเป็นพยานได้ ก็เอาของคืนไปเถอะ หนาวจะตายหักมามัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ตรงนี้ล่ะ?”

จางเชาอิงรับคำแล้วรีบวิ่งกลับห้องไปเอาถุงเสบียงของตัวเองออกมา จัดการเทเสบียงในถุงของจางชิงเซินกลับคืนมาเป็นส่วนใหญ่

“อย่ามาหาว่าฉันไร้น้ำใจนะ ที่เหลือไว้ให้แกนี่ก็มากกว่าของเดิมที่แกมีตั้งเยอะ”

พูดจบเขาก็โยนถุงเสบียงของจางชิงเซินลงบนพื้น

จางชิงเซินอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเจอสายตาคมกริบของหลี่เทียนหมิงจ้องมา เขาก็รีบหุบปากทันที

“ขโมยของเพื่อนเนี่ยนะ แกมันแน่จริง ๆ นี่เหรอที่เขาเรียกเยาวชนปัญญาชน? ความรู้ที่เรียนมาคงเอาไปคืนครูหมดแล้วล่ะสิ แถมยังกล้าใส่ร้ายคนในหมู่บ้านอีก เรื่องนี้จะเอายังไง?”

จางชิงเซินคอตก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาเองก็ไม่อยากขโมยหรอก!

แต่ตอนที่มาถึง เสบียงที่หมู่บ้านแจกให้มันไม่พอประทังชีวิตจนถึงสิ้นปี พอเห็นเสบียงในถุงร่อยหรอลงเรื่อย ๆ เขาจึงเขียนจดหมายไปขอเงินที่บ้านตั้งสองฉบับ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการตอบกลับ

จะให้เขาอดตายหรือไง!

เขาเลยคิดแผนชั่วขึ้นมา

ตอนลงมือเขาก็คิดไว้แล้วว่าถ้าถูกจับได้ก็จะยืนกรานปฏิเสธ แล้วโยนขี้ไปให้ซ่งเสี่ยวอวี่ หรือไม่ก็คนในหมู่บ้านแทน

ใครจะไปรู้ว่าจะลากเอาหลี่เทียนหมิงมาถึงที่นี่ได้

“ฉัน... จะให้ตีให้ทำโทษยังไงก็ยอมล่ะ แต่ฉันก็เพราะไม่มีทางเลือกจริง ๆ เสบียงที่ให้มามันน้อยเกินไป อยู่ไม่ถึงสิ้นปีหรอก!”

ต่อให้อยู่ถึงสิ้นปี ด้วยนิสัยขี้เกียจตัวเป็นขน ทำงานสามวันหยุดสองวันอย่างแก จะได้ส่วนแบ่งสักเท่าไหร่กันเชียว?

ตั้งแต่วันเริ่มฤดูเกี่ยวข้าวที่แผนแกล้งเจ็บตัวถูกแฉ จางชิงเซินก็ทำตัวเหลวแหลกไม่สนใจใครอีก

นอกจากชั่วโมงเรียนการเมืองแล้ว เขาก็พยายามอู้งานทุกอย่างที่ทำได้

แต่ต่อให้ขี้เกียจแค่ไหน ท้องมันก็ต้องอิ่มไม่ใช่หรือไง!

“เทียนหมิงครับ ยุวปัญญาชนชายสามคนที่มาใหม่ เสบียงพวกเขาไม่พอจริง ๆ ครับ!”

“ไม่มีก็ทำไมไม่ขอยืมหมู่บ้านล่ะ? รอหักคืนตอนแบ่งปันผลสิ้นปีเอาสิ หมู่บ้านจะปล่อยให้พวกคุณอดตายจริง ๆ หรือไง?”

อย่าว่าแต่พวกเยาวชนปัญญาชนเลย แม้แต่ชาวบ้านบางหลังที่มีลูกเยอะจนเสบียงไม่พอกิน ก็ยังต้องแบกหน้ามาขอยืมเสบียงจากที่ทำการหมู่บ้านกันทั้งนั้น

ดูจากปฏิกิริยาของทุกคนแล้ว ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ใช่ไม่รู้ว่ายืมได้ แต่เป็นเพราะ...

อยากกินฟรีน่ะสิ!

หึ! นี่มัน...

ฝันกลางวันชัด ๆ!

เสบียงสำรองของหมู่บ้านมีจำนวนจำกัด จ่ายออกไปเท่าไหร่ก็ต้องหาทางมาเติมคืนภายหลัง

จะขอยืมแล้วไม่คืนงั้นเหรอ?

ฝันไปเถอะ!

“เรื่องที่แกใส่ร้ายคนในหมู่บ้านข้าว่าเป็นขโมย ฉันจะจดบัญชีไว้ ต่อไปแกหัดทำตัวให้อยู่ในร่องในรอยซะ ถ้าขืนกล้าทำเรื่องชั่ว ๆ อีกละก็ ระวังฉันจะคิดบัญชีรวบยอดกับแกทีเดียว”

เรื่องเมื่อกี้ หลี่เทียนหมิงอย่างมากก็แค่ลงไม้ลงมือกับจางชิงเซินสักมื้อ แต่พอเห็นท่าทางขี้ขลาดของอีกฝ่าย เขาก็หมดอารมณ์จะใช้กำลัง

เพียงแต่ว่า...

“อย่ามาคิดว่าตัวเองฉลาดที่สุด ไอ้เรื่องระยำที่แกทำไว้ นึกว่าฉันไม่รู้จริง ๆ เหรอ”

พอได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของจางชิงเซินก็ซีดเผือดลงทันที

อาการมันฟ้องชัด ๆ ว่ามีชนักติดหลัง

เห็นปฏิกิริยาของจางชิงเซิน หลี่เทียนหมิงก็มั่นใจว่าเขาทายไม่ผิด

เรื่องที่แอบไปร้องเรียนกรมวัสดุอุปกรณ์ว่าหมู่บ้านแอบขายปลาให้เมืองโดยไม่ขออนุญาต ต้องเป็นฝีมือไอ้เด็กนี่แน่นอน

ตอนนั้นหลี่เสวียหนงเคยเปรยว่าอาจจะเป็นพวกยุวปัญญาชนที่เป็นคนฟ้อง จนชาวบ้านพากันโกรธแค้นจะมาเอาเรื่อง แต่หลี่เทียนหมิงห้ามไว้ก่อน

เพราะตอนนั้นเป็นเพียงการสงสัยแต่ไม่มีหลักฐาน หากบุกมาหาเรื่องตอนนั้นคงได้เถียงกันไม่จบไม่สิ้น

สุดท้ายทางคณะกรรมการปฏิวัติอำเภอก็ไม่ได้ลงมาหาเรื่องหมู่บ้านอีก เรื่องนี้จึงค่อย ๆ เงียบหายไป

แต่ตัวการที่ลอบกัดนั้น หลี่เทียนหมิงยังคงจำแม่น

หลี่เสวียหนงพูดมีเหตุผล พวกยุวปัญญาชนนี่แหละที่มีพิรุธที่สุด และในบรรดาคนกลุ่มนี้ คนที่มีโอกาสทำมากที่สุดก็คือจางชิงเซิน

ลองหลอกถามดูเล่น ๆ ไม่นึกเลยว่าจะจับพิรุธได้จริง ๆ

ดูจากท่าทางของจางชิงเซินในตอนนี้ ถ้าไม่ใช่เขาก็คงไม่มีใครอีกแล้ว

ไอ้สารเลวนี่ มันช่างหาเรื่องเก่งจริง ๆ

จบบท

จบบทที่ บทที่ 41 ปากแข็งเป็นเป็ดตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว