- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 96 : เริ่มสงคราม
ตอนที่ 96 : เริ่มสงคราม
ตอนที่ 96 : เริ่มสงคราม
ตอนที่ 96 : เริ่มสงคราม
ในขณะที่ทุกคนกำลังหารือกันนั้น คนส่งสารอีกหลายคนก็วิ่งเข้ามาแจ้งข่าวร้ายติดๆ กัน
หลังจากสูญเสียกำลังรบหลักไปหลายหน่วยติดต่อกัน ความได้เปรียบที่กองทัพเหลิ่งเหยียนถือครองได้จากชัยชนะเมื่อคืนนี้ก็ได้หายไปแล้ว
ดินแดนส่วนใหญ่ที่พวกเขายึดครองได้ถูกกองทัพเซิ่งเย่ยึดกลับคืนไปแล้ว
โดยสรุปแล้ว ด้วยความช่วยเหลือของพลังลึกลับจากเล่ยเซียว กองพันของเยี่ยซือและคาร่าก็เป็นดั่งค้อนที่ไร้เทียมทาน
ลิ่มที่กองทัพเหลิ่งเหยียนตอกลงไปบนสมรภูมิถูกทุบจนแตกละเอียดไปทีละอัน และเปิดเส้นทางที่ราบรื่นสำหรับการโจมตีสวนกลับของกองพันอื่นๆ จากอาณาจักรเซิ่งเย่
ในเวลานี้ ภายในเต็นท์ของผู้บัญชาการสูงสุด เหล่าแม่ทัพและคนของกองทัพเหลิ่งเหยียนที่ยังไม่ทราบถึงความจริงก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นเรื่อยๆ
“เกิดอะไรขึ้น? กองทัพของพวกเราที่ฮึกเหิมถึงเพียงนั้นพ่ายแพ้ขนาดนี้ได้ยังไงกัน?”
“ดูเหมือนว่ามันจะเป็นฝีมือของพวกหนุ่มสาวจากอาณาจักรเซิ่งเย่!”
“ทำไมพวกเราไม่ระดมพลไปจัดการพวกมันก่อนล่ะ?”
“เจ้าไม่เห็นเหรอ? เห็นได้ชัดว่ามียอดฝีมือคอยช่วยเหลือกองพันนั้นอยู่ ถ้าข้าเดาไม่ผิด อาณาจักรเซิ่งเย่น่าจะลอบส่งกำลังเสริมเข้ามาแล้ว!”
“จริง… จริงเหรอ? ไอ้พวกเซิ่งเย่บัดซบ พวกเราต้องขอให้ท่านผู้บัญชาการระดมกำลังเสริมใหม่แล้ว!”
“อย่าพยายามเพิ่มขวัญกำลังใจให้คนอื่นและทำลายชื่อเสียงของตัวเองเลย ด้วยเครือข่ายข่าวกรองอันแน่นหนาของกองทัพเรา หากศัตรูส่งกำลังเสริมระดับสูงเข้ามาจริงๆ ทำไมพวกเราถึงไม่รู้? ในความเห็นของข้า มันก็คงเป็นแค่โชคดีเท่านั้น!”
“หุบปากซะ เงียบๆ กันหน่อย”
ในขณะที่ทุกคนกำลังหารือกันอย่างออกรสออกชาติ น้ำเสียงที่ดูมีอายุก็ดังขึ้น
ณ ตำแหน่งบนสุด ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพเหลิ่งเหยียนที่มีนามว่าไป่เล่าได้ลืมตาขึ้นมาในทันใด
เพราะเสียงของเขายิ่งใหญ่และทรงพลังมาก ดังนั้นทุกคนจึงเงียบไปในทันที
แววตาอันเฉียบคมของไป่เล่ากวาดผ่านทุกคน และน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่ก็ทรงพลังของเขาก็ดังก้องขึ้นในหูของทุกคน “การต่อสู้เด็ดขาดยังไม่ทันได้เริ่มต้นขึ้นเลย แต่พวกเจ้าก็สูญเสียความเยือกเย็นกันแล้วเหรอ? มันไม่น่าอายไปหน่อยเหรอ?”
“ท่านไป่ พวกเราควรทำยังไงดี?”
หลังจากผ่านไปสักพัก ยอดฝีมือระดับสามในชุดเกราะหนังคนหนึ่งก็ถามออกมาอีกครั้งด้วยความเคารพ
“แม้ว่าศัตรูจะมีชัยภูมิที่ได้เปรียบอยู่ แต่กองกำลังหลักของพวกเราก็ยังไม่ได้เสียหายอะไร และที่สำคัญที่สุด พวกเราแค่กลับมายืนอยู่ในจุดเดียวกับศัตรูอีกครั้งเท่านั้น ส่วนเรื่องกองพันพิเศษของพวกศัตรูนั้น ถ้ามันยังมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ อะไรอีก ข้าก็จะลงมือด้วยตัวเอง”
ไป่เล่ายืนขึ้นอย่างช้าๆ และเริ่มก้าวลงมาจากตำแหน่งของเขา ส่งผลให้ชุดเกราะหนักสีขาวบริสุทธิ์บนร่างของเขาส่งเสียงกระทบของโลหะออกมา
และในตอนนี้ มันก็จะเห็นร่างของเขาได้อย่างชัดเจน
ไป่เล่าเป็นคนที่มีร่างกำยำเป็นอย่างมาก และแม้ว่าเขาจะสวมชุดเกราะที่หนักเกือบ 100 กิโลกรัม แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกหนักแต่อย่างใดเลย
หลังจากเว้นจังหวะไปเล็กน้อย จิตสังหารอันรุนแรงก็แผ่ออกมาจากแววตาของไป่เล่า
ในเวลาเดียวกัน แรงกดดันที่เหลือล้นที่สะกดทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้ก็แผ่ออกมาจากร่างของเขา ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานั้นเอง เส้นผมและหนวดของทุกคน และเต็นท์ทั้งหลังก็เริ่มสั่นไหวแม้จะไม่มีลม
“ทุกคน รีบไปรวมไพร่พลและเตรียมทำศึกแตกหักกับศัตรู เมื่อคืนพวกเราเอาชนะพวกมันได้แล้วครั้งหนึ่ง และวันนี้พวกเราก็จะเอาชนะพวกมันได้อีกครั้ง คราวนี้กองทัพเซิ่งเย่จะต้องชดใช้อย่างสาสม!”
…
หลังจากที่คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไป เครื่องจักรสงครามขนาดใหญ่ของกองทัพเหลิ่งเหยียนก็เริ่มดำเนินการด้วยความเร็วสูง
แนวหน้าทั้งหมดเริ่มเคลื่อนตัวไปหากองกำลังหลักอย่างรวดเร็ว และเหล่าไพร่พลสำรองในแนวหลังก็เริ่มระดมพลด้วย
อีกด้านหนึ่ง เมื่อสัมผัสได้ว่ากองทัพเหลิ่งเหยียนเตรียมเปิดศึกแตกหักแล้ว การตอบสนองของกองทัพเซิ่งเย่ก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่กองทัพของศัตรูกำลังระดมพล พวกเขาก็ใช้โอกาสนี้ในการทวงคืนดินแดนทั้งหมดที่สูญเสียไปกลับคืนมา จากนั้นก็เริ่มระดมพลเช่นกัน
เล่ยเซียวก็ใช้โอกาสนี้พร้อมกับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากเยี่ยซือและคาร่าเพื่อกวาดล้างไพร่พลของกองทัพเหลิ่งเหยียนอีกเป็นจำนวนมาก
ทำให้จนถึงตอนนี้ มันมีนักรบระดับสามจำนวน 8 คนของกองทัพเหลิ่งเหยียนที่ถูกพวกเขาจัดการไป ซึ่งนอกจากมันจะเป็นการลดทอนความแข็งแกร่งโดยรวมของศัตรูลงเป็นอย่างมากแล้ว มันก็ยังทำให้เล่ยเซียวได้รับผลประโยชน์มาไม่น้อยเลย
เล่ยเซียวได้รับหน้าไม้ระดับสามมา 2 อัน ดาบอัศวินระดับสาม 1 อัน มีดสั้นระดับสาม 1 อัน และคัมภัร์เวทมนตร์สายโจมตีระดับสามอีก 1 อันมาเพิ่มอีก
ในทางกลับกัน เยี่ยซือและคาร่าก็ได้รับผลงานที่น่าตื่นตะลึงไม่แพ้กัน
แต่ถึงกระนั้น เล่ยเซียวก็ยังต้องระดมสมองเพื่อทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ดูสมเหตุสมผลมากขึ้นด้วย
ยกตัวอย่างเช่น การซุ่มโจมตี การวางกับดัก ความบังเอิญ อุบัติเหตุ และความร่วมมือกับกองกำลังฝ่ายพันธมิตร ฯลฯ
นอกจากนี้สถานการณ์บนสมรภูมิก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และกองทัพศัตรูก็อ่อนแรงอยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงพอจะสมเหตุสมผลอยู่บ้าง
ดังนั้นในสายตาของคนอื่นๆ หนุ่มสาวสองคนนี้จึงเป็นแค่คนที่ไม่รู้จักกลัวเท่านั้น
หลังจากนั้นเล่ยเซียวที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่แท้จริงของกองพันผสมก็นำกองทัพของเขาไปยังจุดรวมพลของกองทัพเซิ่งเย่อย่างรวดเร็ว
ส่วนเยี่ยซือและคาร่าก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเล่ยเซียวมานานแล้ว
แม้ว่าจะผ่านการต่อสู้มาหลายครั้งแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังไม่รู้ภูมิหลังของเล่ยเซียวเหมือนเดิม รวมถึงความแข็งแกร่งของเขาด้วย
แม้ว่าตัวตนของหู่จางและเย่ชาง พวกเขาก็ยังไม่มั่นใจว่าทั้งสองคนนี้เป็นยอดฝีมือที่ปกปิดความแข็งแกร่งเอาไว้รึเปล่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหนานซิง หนานเยว่ และเฉาเหยียนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุม
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ได้สัมผัสกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มาตลอดทั้งเส้นทาง และทำให้พวกเขายิ่งชื่นชมและเคารพเล่ยเซียวมากยิ่งขึ้นไปอีก
ลองคิดภาพดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ไม่อยู่ตรงนี้
เกรงว่าพวกเขาจะถูกจัดการไปตั้งนานแล้ว!
หลังจากที่พวกเขามาถึงจุดรวมพล เล่ยเซียวก็ได้พบว่าที่แห่งนี้คือพื้นที่ราบขนาดใหญ่ และภายใต้การส่องสว่างจากดวงอาทิตย์ทั้งสอง มันก็ดูกว้างใหญ่มากเลย
แม้ว่ามันจะถูกล้อมเอาไว้ด้วยขุนเขา แต่ยอดเขาเหล่านั้นก็สูงเทียมฟ้า ทำให้ไม่ต้องกลัวว่ากองทัพเหลิ่งเหยียนจะส่งกำลังมาลอบโจมตีผ่านช่องเขาแคบๆ เลย
ไม่นานหลังจากนั้น ธงศึกสีน้ำเงินเข้มก็ปรากฏขึ้น และกองทัพเซิ่งเย่ขนาดใหญ่ก็เริ่มมารวมตัวกันจากทุกทิศทาง
ในเวลาเดียวกัน จำนวนของไพร่พลบนที่ราบก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บรรยากาศเริ่มดูตึงเครียดขึ้นมาทันที
มันมีคนส่งสารเป็นจำนวนมากเดินไปมาระหว่างกองกำลังต่างๆ เพื่อส่งคำสั่งจากกองทัพหลักและจัดรูปแบบขบวนรบเป็นครั้งสุดท้าย
และจากนั้น กองทัพเซิ่งเย่ก็เริ่มเคลื่อนพล
อีกด้านหนึ่งของที่ราบ ธงสีแดงเพลิงจำนวนมากก็เริ่มปรากฏขึ้นจากเส้นขอบฟ้าอย่างช้าๆ
ในไม่ช้า ไพร่พลนับหมื่นของกองทัพเหลิ่งเหยียนก็ปรากฏตัวขึ้นไม่ไกลจากกองทัพเซิ่งเย่
เมื่อทั้งสองฝ่ายประจัญหน้ากัน พวกเขาก็เต็มไปด้วยความอิจฉาต่อกัน
มันไม่จำเป็นต้องมีคำพูดอะไรอีกแล้ว เพราะเมื่อสิ้นเสียงตะโกนที่สะเทือนเลื่อนลั่น ทั้งสองฝ่ายก็พุ่งเข้าปะทะกันแทบจะในทันที
ศึกตัดสินเริ่มขึ้นแล้ว!