- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 66 : เนตรปีศาจทมิฬ
ตอนที่ 66 : เนตรปีศาจทมิฬ
ตอนที่ 66 : เนตรปีศาจทมิฬ
ตอนที่ 66 : เนตรปีศาจทมิฬ
เมื่อเหลือบมองไปยังชายที่กำลังกวัดแกว่งขวานและโชว์พลังออกมาซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เล่ยเซียวก็อดหาวออกมาไม่ได้
มันเป็นธรรมดาที่เล่ยเซียวจะไม่สนใจในตัวรองหัวหน้าของกลุ่มทหารรับจ้างแมงป่องโลหิตผู้นี้เลย
สิ่งที่เล่ยเซียวสนใจในตอนนี้ไม่ใช่การดึงดูดความสนใจที่ไม่จำเป็น แต่เป็นการออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และทำความเข้าใจกับขุมกำลังฝ่ายต่างๆ ภายในเมืองให้ชัดเจน เพราะการรู้เขารู้เรา ย่อมทำให้เขาสามารถรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งได้
“ถ้านี่เป็นในภาพยนตร์หรือนิยาย ตัวเอกก็คงจะต้องก้าวออกมาเพื่อแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริง และจัดการกับคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงตบหน้าของทุกคนที่คอยดูอยู่ด้วยใช่ไหม?”
เล่ยเซียวมองไปยังทหารรับจ้างคนอื่นๆ ที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกโดยไม่คิดจะเข้ามาห้ามปรามอะไรเลย และเขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
แต่มันก็ชัดเจนว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาโชว์พลังแม้การสังหารอีกฝ่ายจะเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ตาม
สำหรับเขาที่ต้องปิดบังพลังเอาไว้และยังไม่รู้ภาพรวมของเมืองคงชิงเท่าไร มันจึงไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เขาจะลงมือ
ความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นดังกล่าวก่อให้เกิดผลเสียที่มากกว่าผลดี และอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่จำเป็นอื่นๆ ตามมาด้วย
มันจะเป็นประโยชน์มากกว่าในการดำเนินการครั้งต่อๆ ไปถ้าเขาทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถเข้าใจหรือประเมินพลังของพวกเขาได้
“ฉันต้องแสดงพลังให้ถูกจังหวะ และไม่ทำอะไรที่ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเองเด็ดขาด ฉันไม่จำเป็นต้องทำลายแผนการในภาพรวมเพื่อขยะเพียงไม่กี่ชิ้น เมื่อถึงเวลาที่ถูกต้อง ฉันจะทำให้พวกมันต้องชดใช้อีกเป็นร้อยเท่าพันทวีสำหรับความจองหองของพวกมันในวันนี้”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เล่ยเซียวก็ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้
“แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนี้ ดูเหมือนเรื่องราวจะวุ่นวายอยู่บ้างนะ”
ในขณะที่เล่ยเซียวกำลังคิดกับตัวเองนั้น แต่ในทางกลับกัน เนื่องจากการกระทำที่ไม่ตั้งใจของเขาเมื่อสักครู่ มันก็ทำให้ฝูงชนที่อยู่รอบๆ เริ่มพูดคุยกันอีกครั้ง
“มันเป็นเรื่องบังเอิญรึเปล่า? ทำไมเด็กนั่นยังหาวออกมาได้และดูใจเย็นขนาดนั้น?”
“ข้าเองก็เห็นเหมือนกัน ข้าเกรงว่าเขาคงจะกลัวจนสติแตกไปแล้ว ทหาร ทหารอยู่ไหน? คนพวกนี้อาจจะบ้าไปแล้วก็ได้”
“ทุกคนรอก่อน ถ้าให้ข้าเดา หรือว่า… เด็กคนนี้จะเป็นยอดฝีมือระดับสูงที่ปิดบังความแข็งแกร่งที่แท้จริงเอาไว้?!”
“หยุด หยุดล้อเล่นได้แล้ว ยอดฝีมือระดับสูงที่ไหนจะมาปรากฏตัวในสถานที่เล็กๆ แบบนี้? หมอนั่นคงกำลังวางอุบายอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ!”
“สหายที่ขายชานมพูดจามีเหตุผล ข้าเองก็เห็นด้วย ว่าแต่ข้ามีเงินแค่ 8 เหรียญเงินเท่านั้นเอง ช่วยขายให้ข้าสักแก้วได้ไหม?”
เมื่อเห็นเช่นนี้ สุ่ยหมางก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่สหายทั้งสองที่อยู่ข้างกัน และเขาก็มองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของกันและกัน
“เด็กนั่นพยายามจะทำอะไรกันแน่? มันกำลังจะตายอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่กลัวเลย มันกระทั่งกล้าหาวออกมาต่อหน้าข้าทั้งแบบนี้ด้วย มันกำลังวางแผนอะไรกันอยู่?”
สุ่ยหมางที่เต็มไปด้วยความสับสนตรวจสอบพลังของกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง และหลังจากพบว่ามันมีแค่เล่ยเซียวคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในระดับหนึ่งเก้าดาว ใบหน้าอันหยาบกร้านของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธในทันที
“บัดซบ เจ้าเป็นแค่ระดับหนึ่งเก้าดาวกลับกล้าจอมหองขนาดนี้ต่อหน้าข้าเลยเหรอ?”
แววตาของสุ่ยหมางปรากฏความเย็นยะเยือกขึ้นมาอีกครั้ง และเขาก็พูดออกมาด้วยความเคร่งขรึม “เด็กน้อย เจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าเพิ่งพูดไปเหรอ? เจ้าทำร้ายคนของกลุ่มทหารรับจ้างแมงป่องโลหิต ดังนั้นอย่าคิดว่าเจ้าจะแกล้งบ้าได้! ข้าให้เวลาสิบวินาที ถ้าเจ้าไม่ตอบก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายละกัน!”
ตรงกันข้ามกับสุ่ยหมาง เล่ยเซียวมองไปที่อีกฝ่ายราวกับว่าเขากำลังมองดูลิงกายกรรมในคณะละครสัตว์
จากสายตาอันชั่วร้ายของอีกฝ่าย ชัดเจนว่าเป้าหมายของเขานั้นก็คือหนานซิงและหนานเยว่
ถ้าเขาตอบกลับไปว่า ‘เจ้าต้องการอะไร?’ อีกฝ่ายก็คงจะตอบกลับมาทันทีว่า ‘ส่งสองฝาแฝดมาให้ข้า’
แล้วถ้าเขาปฏิเสธไปว่า ‘แล้วถ้าข้าไม่ให้ล่ะ?’ อีกฝ่ายก็จะตอบกลับมาว่า ‘งั้นก็มอบชีวิตของเจ้ามา!’ อย่างแน่นอน
“ช่างเถอะ ตอนนี้มันก็ไม่มีวิธีดีกว่านี้แล้ว ถือว่าเล่นกับมันสักหน่อยละกัน”
เล่ยเซียวยักไหล่และพูดออกมาอย่างใจเย็น “แล้วเจ้าต้องการอะไร?”
“ง่ายมาก แค่ส่งสองแฝดนั้นมาให้ข้า!”
สุ่ยหมางเหลือบมองไปยังหนานซิงและหนานเยว่ จากนั้นมันก็กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว และพูดออกมาโดยไม่ลังเล
“แล้วถ้าข้าบอกว่าไม่ล่ะ?”
เมื่อเห็นว่ามันเป็นไปตามที่เขาคิดเอาไว้ เล่ยเซียวก็ตามน้ำไป
“งั้นก็มอบชีวิตของเจ้ามา!” สุ่ยหมางยกขวานขึ้นมาและเผยท่าทีคุกคาม
‘ช่างสมกับเป็นความคิดของพวกลูกสมุนจริงๆ’ เมื่อเห็นเช่นนี้ เล่ยเซียวก็อดเอามือกุมหัวไม่ได้
เมื่อเผชิญกับท่าทีของอีกฝ่าย ความอดทนของเล่ยเซียวก็แทบจะหมดลงแล้ว
เย่ชางก้าวออกมาและกระซิบ “นายท่าน ข้าเข้าใจเจตนาของท่านดี แต่ให้ข้าจัดการแทนไหมขอรับ?”
“ตามนั้น ข้ามั่นใจในความสามารถของเจ้านะ”
เล่ยเซียวมองไปยังเย่ชางที่มีสีหน้าผ่อนคลายและพยักหน้าเล็กน้อย
“ขอรับนายท่าน”
เย่ชางก้มหัวลงด้วยความเคารพ เขาจัดชุดนักบวชสีดำรัดรูปของตัวเองก่อน จากนั้นก็ก้าวออกไปข้างหน้าและยืนประจัญหน้ากับสุ่ยหมาง
“เด็กน้อย เจ้ากำลังรนหาที่ตาย…” สุ่ยหมางมองไปที่เย่ชางด้วยความดูถูก แต่ก่อนที่มันจะทันได้พูดจนจบประโยคนั้น…
เย่ชางก็ดันแว่นของตัวเอง และประกายแสงเย็นก็สะท้อนขึ้นจากเลนส์แว่น
เนตรปีศาจทมิฬ
ทันใดนั้นสุ่ยหมางและเหล่าทหารรับจ้างแมงป่องโลหิตที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ตัวสั่นในทันที
จากนั้นสายตาของคนทั้งกลุ่มก็เริ่มจ้องมาที่เย่ชางอย่างไม่อาจควบคุมได้ หรือพูดให้ชัดก็คือจ้องมาที่ใบหน้าของเย่ชาง
ในเวลานี้ ในสายตาของคนอื่นๆ เย่ชางก็ยังไม่ได้ลงมืออะไรเลย เขาแค่ยืนอยู่เฉยๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สุ่ยหมางและพรรคพวกก็ดูราวกับว่าได้เห็นบางสิ่งที่น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก พวกมันเบิกตากว้างและใบหน้าก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ในขณะที่พวกมันตัวสั่นไปทั้งตัว ดวงตาของพวกมันก็เริ่มสูญเสียประกายไป และใบหน้าของพวกมันก็ซีดลงทันที จนกระทั่งร่างกายของพวกมันแข็งทื่อและล้มลงไปด้านหลัง
ภาพอันน่าเหลือเชื่อนี้ทำให้ทุกคนเงียบไปในทันที
เหล่าคนที่คอยดูเรื่องสนุกๆ ต่างพากันอ้าปากค้างและมองหน้ากันด้วยความสับสน
ทหารรับจ้างที่ซื้อยานมไปในราคา 8 เหรียญเงินพ่นชานมที่ดื่มไปได้ครึ่งแก้วออกมาทันที
เมื่อเห็นเช่นนี้ แม้แต่เล่ยเซียวก็อดประหลาดใจไม่ได้เช่นกัน
แม้ว่าเข้าจะรู้ว่านี่เป็นฝีมือของเย่ชาง แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเย่ชางทำอะไรลงไป
“นายท่าน ดูเหมือนว่าเย่ชางจะได้ใช้การโจมตีทางจิตใจกับพวกสวะพวกนั้นขอรับ”
หู่จางก้มหัวลงเล็กน้อยและอธิบายเบาๆ “เมื่อพิจารณาจากสภาพของอีกฝ่าย เว้นเสียแต่ว่าจะมีนักบวชระดับสี่ขึ้นไปชำระล้างพลังให้ พวกมันก็คงจะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ตลอดชั่วชีวิตขอรับ”
“งี้นี่เองสินะ” เมื่อได้ยินเช่นนี้ เล่ยเซียวก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ