- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 35 : เมื่อจิ้งจอกจากไปแล้ว เสือก็โผล่มาเลย
ตอนที่ 35 : เมื่อจิ้งจอกจากไปแล้ว เสือก็โผล่มาเลย
ตอนที่ 35 : เมื่อจิ้งจอกจากไปแล้ว เสือก็โผล่มาเลย
ตอนที่ 35 : เมื่อจิ้งจอกจากไปแล้ว เสือก็โผล่มาเลย
ดาบอันคมกริบได้ฉีกผ้าผ้าคลุมและกระดูก ทำให้ออร์คชาร์แมนที่ถูกฟันขาดครึ่งล้มลงกับพื้นในทันที
ใบหน้าที่หยาบกร้านและน่าเกลียดของมันเต็มไปด้วยความสงสัยและความสับสน และม่านตาที่ขุ่นมัวของมันก็ค่อยๆ ขยายขึ้น มันยังมีร่องรอยของความโหดเหี้ยมและความโกรธอยู่เลย
จนกระทั่งถึงช่วงเวลาสุดท้าย มันก็ยังไม่รู้ว่ามันที่สามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้และมั่นใจว่าชัยชนะอยู่ในกำมือแล้วจะกลายเป็นคนที่ต้องตายได้ยังไงกัน?
ร่างของมันล้มลงกับพื้น แต่การต่อสู้ก็ยังไม่จบลง
ชายร่างกำยำที่ได้สังหารออร์คชาร์แมนและเหล่าองครักษ์ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวได้ทะยานขึ้นไปในอากาศและกระโจนเข้าใส่เหล่านักธนูออร์คที่อึ้งไปแล้วด้วยดาบในมือทั้งสองข้าง
สะบั้นปฐพี!
ทุกที่ที่ใบดาบกว้างแต่คมกริบสัมผัส พื้นดินก็แตกออกจากกันและเศษหินก็กระเด็นไปทั่ว
พลังงานดาบอันทรงพลังเจาะทะลุไปทั่วทั้งอาคารทันที ก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ที่ขยายออกไปมากกว่าสิบเมตร และทำให้ฝุ่นฟุ้งขึ้นมา
จากนั้นมันก็ปรากฏภาพของเหล่านักธนูออร์คได้นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นที่นองไปด้วยเลือด
นี่ยังไม่จบ…
ร่างเงาอีกสองร่างได้ปรากฏขึ้นในบริเวณของกลุ่มนักธนูออร์คอีกกลุ่ม
มีดสั้นพุ่งไปมาเหมือนสายฟ้า และเคลื่อนไหวไปมาอย่างว่องไวระหว่างร่างกำยำ
เหล่าทหารออร์คที่เหลือล้มลงพร้อมกรีดร้องและเอามือปิดคอของพวกมันก่อนที่พวกมันจะมองเห็นใบหน้าของคู่ต่อสู้ได้อย่างชัดเจน
ศพล้มลงกับพื้นทีละร่าง ก่อให้เกิดคลื่นโลหิตและการฆ่าฟันอันรุนแรง เหมือนกับดอกบัวแดงที่กำลังเบ่งบาน เหี่ยวเฉา และกลับคืนสู่พื้นดิน
ในขณะที่เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพริบตา เมื่อถึงเวลาที่ร่างทั้งสามทรงตัวได้ ออร์คนับร้อยก็กลายเป็นศพเย็นๆ ไปแล้ว
ทั้งสามคนนี้คือหู่จาง หนานซิง และหนานเยว่นั่นเอง
เหล่าออร์คที่เคยดูน่าเกรงขามเมื่อครู่ได้ถูกกวาดล้างไปจนหมดในพริบตา
ครึ่งเอลฟ์กว่า 20 ตนที่อยู่ในห้องต่างก็ยืนอึ้งอยู่กับที่พร้อมกับปากที่อ้าออกมาเล็กน้อย
ภาพอันน่าเหลือเชื่อและน่าตื่นเต้นนี้เหนือจินตนาการของทุกคนมาก
แม้ว่าคู่ต่อสู้จะถูกสังหารไปจนหมดแล้ว แต่เหล่าครึ่งเอลฟ์ก็ยังไม่หยุดสั่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายร่างกำยังที่สามารถสังหารยอดฝีมือระดับสามและองครักษ์ระดับสองนับสิบได้พร้อมกันด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว… เขามีความแข็งแกร่งมากขนาดไหนกัน?
ยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน!
“ยอดฝีมือระดับสี่งั้นเหรอ?”
เมื่อมองไปยังชายร่างกำยำที่แผ่ออร่าอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ครึ่งเอลฟ์สาวก็วางคันธนูและลูกศรในมือลงโดยไม่รู้ตัว
สุดยอดฝีมือเช่นนี้สามารถทำให้เธอหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ได้โดยสิ้นเชิง
“...ระดับห้า” ไม้เท้าของครึ่งเอลฟ์ชราเริ่มสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้
เมื่อหลายร้อยปีก่อน เผ่าพันธุ์ของพวกเขาก็เคยมียอดฝีมือระดับห้าที่มีพลังเวทมนตร์อันไร้ขีดจำกัดและสามารถเปิดเขตแดนเวทมนตร์นี้ได้
ถ้าบรรพบุรุษผู้นั้นยังไม่ตาย เผ่าครึ่งเอลฟ์จะตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้ได้ยังไงกัน?
“ยอดฝีมือระดับห้าหนึ่งคนและยอดฝีมือระดับสามอีกสองคน ช่างเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งจริงๆ”
เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจที่รุนแรงที่พัดเข้ามาหาตน ครึ่งเอลฟ์ชราก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
ถ้ามันไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือของทั้งสามคนนี้ พวกเขาก็คงจะต้องตายอยู่ที่นี่แล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ครึ่งเอลฟ์ชราก็รีบก้าวออกมาและกล่าวว่า “ขอบคุณท่านมาก…”
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขาเริ่มพูดออกมานั้น ร่างทั้งสามก็กลายเป็นภาพติดตาในทันใดและพุ่งเข้าหาเหล่าครึ่งเอลฟ์
ก่อนที่พวกครึ่งเอลฟ์จะทันตั้งสติได้ อาวุธและซองธนูของพวกเขาก็ถูกปลดออกจนหมดแล้ว
จากนั้นเสียงฝีเท้าที่มั่นคงก็ดังขึ้น และชายหนุ่มที่มีดาบห้อยอยู่ที่เอวก็เดินออกมาจากประตู
ดวงตาสีเข้มของชายหนุ่มผู้นี้หรี่ลงเล็กน้อยพร้อมด้วยสีหน้าอันสงบนิ่งบนใบหน้า ราวกับว่าศพเปื้อนเลือดที่อยู่ตรงหน้าของเขาไม่มีตัวตนอยู่เลย
ด้านหลังของเขาคือหญิงสาวไว้ผมหางม้าที่สวมกระโปรงจีบและถือคัมภีร์เวทมนตร์เอาไว้ เมื่อพิจารณาจากออร่าของเธอแล้ว เธอก็คงจะเป็นยอดฝีมือระดับสามเหมือนกัน
คนที่เดินเข้ามาคือเล่ยเซียวและเฉาเหยียนนั่นเอง
หลังจากเข้ามาในห้องด้วยความใจเย็นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว เล่ยเซียวก็หรี่ตาลงและมองขึ้นไปด้านบนโดยพยายามไม่มองมาที่พื้นและพยายามไม่มองศพที่อยู่เบื้องล่าง
ถ้าเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้และอ้วกเอามื้อเช้าออกมา มันก็คงจะน่าอับอายมากแน่ๆ
สำหรับทหารออร์คทั่วไปที่อยู่ด้านนอก พวกมันก็ได้ถูกจัดการไปจนหมดแล้วผ่านกลยุทธ์การล่อออกไปสังหาร
แม้ว่าพลังรบของพวกออร์คจะไม่ได้ต่ำต้อย แต่พวกมันก็หมดแรงแล้วหลังจากต่อสู้กับพวกครึ่งเอลฟ์มาตลอดทั้งคืน
เมื่อรวมกับช่องว่างด้านความแข็งแกร่ง เล่ยเซียวจึงไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมาก
ในเวลานี้ กองทัพออร์คที่เคยเป็นภัยคุกคามใหญ่ต่อดินแดนของเขาก็ได้ถูกจัดการไปจนหมดแล้ว
เดิมทีเล่ยเซียววางแผนว่าจะจัดการกับพวกครึ่งเอลฟ์ไปด้วย
แม้ว่าพวกครึ่งเอลฟ์จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการต่อสู้นี้ แต่เมื่อพิจารณาจากการหายตัวไปหลายๆ ครั้งของกองทัพเผ่ามนุษย์ อีกฝ่ายก็ย่อมมีอันตรายไม่น้อยเลย
ในฐานะลอร์ด เขาจะไม่มีทางยอมให้กองกำลังที่ไม่อาจควบคุมได้มาอยู่ใกล้ๆ กับดินแดนของเขาอย่างแน่นอน
ถ้าเขาและผู้ติดตามหลักของเขาไม่ได้อยู่ที่ดินแดน และคนพวกนี้ลอบบุกเข้ามา ไม่ใช่ว่าผู้ติดตามทั่วไปของเขาที่อยู่ภายในดินแดนจะถูกคุกคามได้เหรอ?
แม้แต่ตัวเขาที่ถูกผูกติดกับที่พักของลอร์ดก็อาจจะถูกกำจัดไปด้วยใช่ไหม?
อย่างไรก็ตาม สมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่อีกฝ่ายพูดถึงเมื่อครู่ก็ดึงดูดความสนใจของเล่ยเซียวเข้า
แม้ว่าพวกออร์คจะมีความได้เปรียบแบบเบ็ดเสร็จ แต่พวกมันก็ยังคงกดดันและถามถึงที่อยู่ของสิ่งนั้น ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นว่าของสิ่งนั้นคงถูกซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี
ดังนั้นเล่ยเซียวจึงวางแผนที่จะแสดงอำนาจของตัวเองออกมาก่อนและค่อยดูว่าเขาจะหาโอกาสได้รับสิ่งที่เรียกว่าสมบัติศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง
เมื่อเห็นเล่ยเซียวปรากฏตัวขึ้น หู่จางและสองฝาแฝดก็แตะหน้าอกของตัวเองเพื่อแสดงความเคารพทันที และจากนั้นก็เดินไปยืนอยู่ตรงหน้าของเล่ยเซียวเพื่อคอยปกป้องเขา
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะขอบคุณข้าเร็วเกินไปหน่อยนะ”
เมื่อขยับเข้ามาใกล้ เล่ยเซียวก็เลิกคิ้วขึ้นและพูดกับครึ่งเอลฟ์ชราก่อน
“จ-เจ้าหมายความว่ายังไงกัน?!”
เมื่อมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้าที่เหมือนกับกำลังดูแคลนผู้อื่นด้วยคางที่เชิดขึ้นเล็กน้อย ครึ่งเอลฟ์สาวก็ขมวดคิ้วและพูดออกมาด้วยความขุ่นเคืองอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าโมเมนตัมของเธอนั้นอ่อนแอลงกว่าเดิมมาก เพราะกลุ่มของเล่ยเซียวที่มียอดฝีมือระดับห้าเป็นแกนหลักนั้นเหนือกว่าจินตนาการของเธอไปโดยสิ้นเชิง
“ไป่จื่อ อย่าหยาบคาย!” ครึ่งเอลฟ์ชราที่อยู่ข้างๆ ตื่นตระหนกขึ้นมาและพยายามจะหยุดเธอเอาไว้
ครึ่งเอลฟ์ชราเข้าใจชัดเจนถึงเรื่องที่ควรจะเคารพคนที่แข็งแกร่ง และชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ย่อมต้องเป็นเจ้านายของคนกลุ่มนี้แน่ๆ!
นอกจากนี้มันยังเห็นได้ชัดจากวิธีการที่อีกฝ่ายใช้จัดการกับพวกออร์คเมื่อครู่ว่าชายหนุ่มที่ดูสงบนิ่งตรงหน้าย่อมไม่ใช่คนที่ควรหาเรื่องด้วย!
ในเวลานั้นเอง สุภาษิตของเอลฟ์ก็ผุดขึ้นมาในใจของครึ่งเอลฟ์ชรา…
เมื่อจิ้งจอกจากไปแล้ว เสือก็โผล่มาเลย