- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 34 : ครึ่งเอลฟ์!
ตอนที่ 34 : ครึ่งเอลฟ์!
ตอนที่ 34 : ครึ่งเอลฟ์!
ตอนที่ 34 : ครึ่งเอลฟ์!
ภายใต้คำสั่งของเล่ยเซียว ทุกคนก็พุ่งผ่านควันหนาและกองซากศพ และมุ่งหน้าตรงไปหาออร์คชาร์แมนทันที
อย่างไรก็ตาม หลังจากก้าวเท้าออกมาได้ไม่กี่ก้าว หนานซิงที่คอยรับผิดชอบทางปีกซ้ายก็โพล่งออกมาในทันใดว่า “นายท่าน มาดูนี่สิเจ้าคะ!”
เมื่อเล่ยเซียวขยับเข้ามาใกล้ เขาก็พบว่าในบรรดาศพไร้ชีวิตของทหารออร์คนั้น มันยังมีศพของมนุษย์หลายร่างที่สวมชุดสีเขียวมรกตหรือเกราะหนังอยู่ด้วย
คนเหล่านี้มีทั้งชายและหญิงที่มีผิวพรรณดีและหน้าตาดูดี ซึ่งแต่ละคนนั้นก็สามารถตบหน้าเหล่าดาราเน็ตไอดอลได้เลย
รอบๆ ศพมีธนูและลูกศรหักๆ อยู่หลายอัน
“ด้วยรูปลักษณ์และเสื้อผ้าแบบนี้ หรือว่าจะเป็นเอลฟ์?”
เมื่อตรวจสอบใกล้ๆ ในที่สุดสายตาของเล่ยเซียวก็จดจ้องไปที่หูของศพ
ตามที่คาดไว้ หูของศพเหล่านี้มีความชี้แหลมเล็กน้อย ซึ่งมันก็เป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากมนุษย์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เอลฟ์พวกนี้ก็ไม่ได้มีรูปร่างเพรียวบางและสูงโปร่งเหมือนอย่างที่เล่ยเซียวจินตนาการเอาไว้
“ฝ่าบาท ดูเหมือนว่ากองกำลังลึกลับภายในบาเรียเวทมนตร์จะเป็นเผ่าครึ่งเอลฟ์เจ้าค่ะ”
หนานซิงที่ถือหน้าไม้เอาไว้กล่าว
“เป็นพวกครึ่งเอลฟ์ที่มีสายเลือดของมนุษย์และเอลฟ์สินะ”
เล่ยเซียวพยักหน้า จากนั้นก็พูดต่อ “ลุยกันต่อเถอะ”
พร้อมๆ กับเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของพวกเขา บนพื้นดินที่ถูกเผาไหม้ นอกจากศพของทหารออร์คแล้ว มันก็มีศพของพวกครึ่งเอลฟ์เริ่มปรากฏให้เห็นเช่นกัน
เมื่อพิจารณาจากใบดาบโค้งงอ เกราะที่แตกหัก และศพที่เปื้อนเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้นองเลือดเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน
เมื่อมาถึงประตูหมู่บ้านที่ถูกไฟไหม้ เล่ยเซียวก็ต้องอดทนกับคลื่นความร้อนที่แผ่เข้ามาและกลิ่นเหม็นฉุนในขณะที่เขากำลังสังเกตการณ์
หมู่บ้านเต็มไปด้วยเปลวเพลิงและควันสีดำ
เปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำเหมือนสัตว์ร้ายสีแดงขนาดยักษ์ที่กำลังคำรามและกลืนกินทุกสิ่ง
เนื่องจากบ้านที่นี่สร้างด้วยไม้เกือบทั้งหมด บ้านหลายหลังจึงถูกเผาจนเป็นโครงสีดำและพังทลายลงมาทีละหลัง ส่งผลให้เกิดขี้เถ้าและฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมา
“นายท่าน ให้ข้าจัดการเอง”
เมื่อมองไปยังคลื่นความร้อนเบื้องหน้า เฉาเหยียนก็ได้รวบรวมพลังงานและเชิดร่างขึ้น
เธอคือจอมเวทเพลิงที่เชี่ยวชาญในการควบคุมธาตุไฟ และเธอก็ยังมีคัมภีร์เวทมนตร์ระดับสามที่เล่ยเซียวมอบให้ด้วย
ดังนั้นการจัดการกับเปลวไฟขนาดนี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธออย่างแน่นอน
เมื่อเล่ยเซียวอนุญาตแล้ว คัมภีร์เวทมนตร์ในมือของเฉาเหยียนก็เปล่งแสงสีแดง สะท้อนให้เห็นใบหน้าขาวผ่องและดวงตาที่เคร่งขรึมของเธอ
ในไม่ช้าทุกคนก็ถูกปกคลุมไปด้วยโล่พลังงานสีแดงหนา และพวกเขารู้สึกได้ในทันทีว่าอุณหภูมิและอากาศโดยรอบกลับมาเป็นปกติแล้ว
สิ่งที่ทำให้เล่ยเซียวประหลาดใจมากยิ่งขึ้นก็คือโล่พลังงานสีแดงหนานี้สามารถดับไฟได้ด้วย
ไม่ว่าพวกเขาจะเดินผ่านไปทางไหน เปลวไฟตามทางก็จะดับลง ทิ้งไว้เพียงควันสีเขียวที่ลอยฟุ้งขึ้นมาและพื้นดินที่ถูกเผาไหม้
ด้วยความช่วยเหลือของเฉาเหยียน พวกเขาก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่ติดขัดและมุ่งสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน ณ ตรงกลางของหมู่บ้านที่ถูกเผาไม้ มันก็มีมีอาคารหินทรงโค้งกลมที่ดูเก่าแก่มากตั้งอยู่
บริเวณรอบๆ อาคารถูกล้อมรอบไปด้วยทหารออร์คติดอาวุธครบมือนับร้อยตัว
ทหารออร์คแต่ละตัวแผ่ออร่าอันแข็งแกร่งและจิตสังหารอันรุนแรงออกมา และรูม่านตาของพวกมันที่พร่ามัวก็มองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ทำให้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขยับเข้าไปใกล้
ภายในอาคารนั้นเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย
โต๊ะไม้ ม้านั่งหิน รวมถึงตู้และกล่องไม้แตกหักกระจัดกระจายไปทั่วพื้น ราวกับว่าเพิ่งมีโจรบุกเข้ามา
ออร์คชาร์แมนในชุดคลุมสีดำพร้อมด้วยทหารองครักษ์ในชุดเกราะสีน้ำตาลและนักธนูจำนวนมากได้ล้อมพวกครึ่งเอลฟ์กว่า 20 ตนในชุดเกราะหนังและผ้าคลุมเอาไว้แล้ว
ดาบและหัวลูกศรก่อตัวเป็นตาข่ายแห่งความตายที่ไม่อาจหลบหนีได้ และบรรยากาศก็เต็มไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงและเสียงลมหายใจอันหนักอึ้ง
แต่เหล่าครึ่งเอลฟ์กว่า 20 ตนที่เห็นได้ชัดว่าตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขารั้งธนูยาวของตนและะเผชิญหน้ากับพวกออร์คที่มีจำนวนมากกว่าพวกตนหลายเท่า
แม้ว่าพวกเขาจะถูกล้อมเอาไว้แล้ว แต่แววตาอันมุ่งมั่นและร่างกายอันตึงเครียดของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความใจสู้และไม่แสดงสัญญาณว่าจะยอมจำนนเลย
ชั่วขณะหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด มันก็ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเริ่มการต่อสู้แลกเป็นแลกตายกันได้ตลอดเวลา
“อย่ามัวเสียเวลาเลยตาเฒ่า รีบส่งสมบัติมาให้ข้าซะ”
ออร์คชาร์แมนที่ถูกล้อมเอาไว้โดยเหล่าองครักษ์ส่วนตัวดูไม่เกรงกลัวอะไรเลย
ในขณะที่กำลังเล่นกับไม้เท้าในมือ มันก็พูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่าและเยือกเย็นกับครึ่งเอลฟ์ชราที่อยู่ตรงกลางซึ่งกำลังพิงไม้เท้าอยู่ “ถ้าเจ้ายอมจำนนอย่างเชื่อฟัง ข้าก็อาจจะปล่อยเจ้าไปได้นะ”
ทันใดนั้น ครึ่งเอลฟ์สาวที่มีใบหน้าอันงดงามก็ก้าวออกมาและกล่าวว่า “ฝันไปเถอะ! แม้ว่าพวกเราจะต้องตาย แต่พวกเราก็จะไม่มีทางมอบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้กับเดรัจฉานอย่างพวกเจ้า!”
“โอ้ ไม่คิดเลยว่าสาวสวยอย่างเจ้าจะปีกกล้าขาแข็งถึงเพียงนี้”
ด้วยดวงตาที่พร่ามัวและหยาบคาย มันก็มองดูร่างกายที่อ่อนเยาว์และเต็มไปด้วยพลังงานของครึ่งเอลฟ์สาวผู้นี้อยู่นาน
ออร์คชาร์แมนยิ้มออกมาแทนที่จะโกรธ จากนั้นมันก็พูดออกมาด้วยแววตาอันชั่วร้าย “ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นสีสันของดอกไม้เอง”
“เดรัจฉาน…” เมื่อรู้สึกได้ถึงเจตนาชั่วร้ายของอีกฝ่าย ครึ่งเอลฟ์สาวก็กัดฟันและกำลังจะสู้กลับ แต่เธอก็ถูกหยุดเอาไว้โดยครึ่งเอลฟ์ชราซะก่อน
“ไป่จื่อ เงียบ”
ครึ่งเอลฟ์ชรายกไม้เท้าขึ้นและก้าวไปข้างหน้า จากนั้นเขาก็พูดกับออร์คชาร์แมนอย่างจริงจัง “ท่านแม่ทัพ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าไปได้ยินเรื่องสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าเรามาจากไหน แต่นั่นก็นานมาแล้ว”
“เวลานับร้อยฝนร้อยหนาวเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้แล้ว ฟันเฟืองแห่งกาลเวลาย่อมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเสื่อมสลายไป นับประสาอะไรกับของเก่าๆ จากดินแดนที่สูญสลาย”
“สมบัติศักดิ์สิทธิ์ได้สูญเสียความสามารถของมันไปนานแล้ว แม้ว่าเจ้าจะเอามันกลับไป แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี”
แววตาของครึ่งเอลฟ์ชราเต็มไปด้วยด้วยความจริงใจและการวิงวอน จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “พวกเรามาคุยกันหน่อยไหม?”
“ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ อย่าทำให้ข้าเสียเวลา”
ออร์คชาร์แมนถ่มน้ำลาย และใบหน้าหยาบกระด้างของมันก็เริ่มเผยความหงุดหงิดออกมา
ทันใดนั้นไม้เท้าในมือของมันก็เปล่งแสงสีเขียวอันชั่วร้ายและรุนแรงออกมา และมันก็ฉีกยิ้ม “ข้ารู้ว่าเจ้าได้อพยพผู้คนส่วนใหญ่ไปยังสถานที่แห่งอื่นในเขตแดนเวทมนตร์แล้ว เจ้าคิดจริงๆ เหรอว่าพวกมันจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้?”
“ความฉลาดเพียงแค่นี้มีแต่จะทำให้ความตายของพวกมันน่าสังเวชยิ่งขึ้นเท่านั้น!”
น้ำเสียงของออร์คชาร์แมนเริ่มโหดเหี้ยมมากยิ่งขึ้น และมันก็คำรามออกมา “ข้าจะให้โอกาสสุดท้ายแก่เจ้า ถ้าเจ้ายังไม่บอกข้าว่าสมบัติอยู่ที่ไหน ข้าจะทำให้พวกเจ้าทุกคนต้องพบเจอกับชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!”
“สามหาว!”
ใบหน้าของครึ่งเอลฟ์สาวมืดลง เธอถือลูกศรขนนกสามอันไว้ในมือและรั้งคันธนูสุดแรง
นักธนูครึ่งเอลฟ์คนอื่นๆ เองก็ก้าวออกมา และพร้อมสู้ตาย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกเขาจะพร้อมสู้ตาย แต่ครึ่งเอลฟ์ทุกคนก็รู้ดีว่าพวกเขาไม่มีโอกาสชนะในศึกนี้ได้เลย
ณ ที่แห่งนี้เพียงที่เดียว อีกฝ่ายก็มีทั้งยอดฝีมือระดับสามและยอดฝีมือระดับสองอีกกว่า 30 ตน นอกจากนี้ยังมีทหารทั่วไปอีกนับร้อย
อีกด้านหนึ่ง ทางฝั่งของครึ่งเอลฟ์นั้น มันก็มีแค่ครึ่งเอลฟ์สาวที่เป็นผู้นำเท่านั้นที่มีระดับสอง ในขณะที่คนอื่นๆ ยังไม่ได้ทะลวงระดับเป็นระดับสองเลยและยังติดอยู่ในระดับหนึ่งขั้นสูงสุดเท่านั้น
พลังการต่อสู้ที่อ่อนแอเช่นนี้ย่อมไม่อาจรับมือกับฝ่ายตรงข้ามได้เลย
“เตรียมตัว!”
ในขณะที่ออร์คชาร์แมนผู้ชั่วร้ายกำลังจะหมดความอดทน…
ร่างอันสูงใหญ่ร่างหนึ่งที่ถือดาบใหญ่ก็พุ่งเข้ามาจากนอกประตูด้วยความเร็วสูงมากจนทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่อาจตอบสนองได้ทัน
ร่างอันสูงใหญ่นั้นไม่มีความลังเลเลย ดาบใหญ่ในมือของเขากวาดออกมาในแนวนอนพร้อมด้วยสายลมกรรโชกแรง
เขาตวัดดาบเข้าใส่ออร์คชาร์แมนและองครักษ์เกราะหนักระดับสองนับสิบที่อยู่รอบๆ จนขาดเป็นสองท่อนด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว!