- หน้าแรก
- ยอดเชฟสองโลก ทะลุมิติไปเขย่าวงการร้านอาหารในโลกโบราณ
- บทที่ 21 - ความทะเยอทะยานประดุจพญานก
บทที่ 21 - ความทะเยอทะยานประดุจพญานก
บทที่ 21 - ความทะเยอทะยานประดุจพญานก
บทที่ 21 - ความทะเยอทะยานประดุจพญานก
เหตุการณ์เล็กๆ นี้ไม่ได้ทำให้เสียการงานแต่ไม่อย่างใด
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ข้าวหม้อใหญ่สองหม้อและกับข้าวสี่ถาดใหญ่ก็หมดเกลี้ยงจนเห็นก้นหม้อ
หลี่เอ้อหลางนับเงินพลางยิ้มหน้าบาน "หลงจู่ขอรับ ดูท่าว่าวันพรุ่งนี้พวกเราต้องเตรียมเพิ่มเป็นสองเท่า..."
อู๋หมิงส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ปริมาณเท่านี้กำลังดีแล้ว อะไรที่มันมากเกินไปมักจะไม่ดี"
กำไรจากข้าวกล่องนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไป แค่ระบายวัตถุดิบที่เหลือใช้ในแต่ละวันให้หมดไปก็พอแล้ว หากจะเจาะจงทำสิ่งนี้เป็นหลักคงไม่คุ้มแรง
ถ้าอยากจะทำเงินจริงๆ ต้องทำธุรกิจกับพวกขุนนางและเหล่าวิญญูชนถึงจะถูก
"เอาละ เลิกนับได้แล้ว ทั้งหมดเก้าร้อยเจ็ดสิบสามอีแปะ ไม่ผิดแน่นอน"
"นับรวมเงินของเจ้าเด็กเกเรนั่นด้วยหรือไม่ขอรับ?"
"ย่อมต้องนับรวมไปด้วยอยู่แล้ว"
"หลงจู่ทั้งเขียนตัวอักษรได้งดงาม ทั้งเชี่ยวชาญการคำนวณ เอ้อหลางเลื่อมใสยิ่งนัก!"
เขียนตัวอักษรได้งดงามอย่างนั้นหรือ...
อู๋หมิงมองไปที่ป้ายไม้หน้าแผง เขาแยกไม่ออกชั่วขณะว่าหลี่เอ้อหลางกำลังยกยอหรือกำลังประชดประชันกันแน่
ตัวอักษรคำว่า "ข้าวกล่องสกุลอู๋" บนป้ายไม้นั้นดูยุ่งเหยิงราวกับยันต์กันผี ไม่ว่าจะมองด้วยมาตรฐานความงามของยุคสมัยไหน มันก็ห่างไกลจากคำว่า "งดงาม" ไปหลายลี้
แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มอันจริงใจของหลี่เอ้อหลางที่ดูไม่มีเจตนาเสียดสี บางทีในสายตาของคนไม่รู้หนังสือเช่นนี้ ตัวอักษรที่คดเคี้ยวเหมือนไส้เดือนเหล่านี้อาจจะดูสวยงามจริงๆ ก็เป็นได้?
"เอื๊อก~"
ลูกค้าคนหนึ่งเดินเรอออกมาจากร้าน
อู๋หมิงรีบเรียกเขาไว้ "หลิวหยาหลาง โปรดรอสักครู่!"
ถ้าจะพูดถึงเรื่องลายมือพู่กัน ไอ้หมอนี่แหละคือของจริงที่เรียกได้ว่า "เขียนตัวอักษรได้งดงาม"
หลิวหยาหลางดูเหมือนจะเป็นคนที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ทั้งที่บ้านอยู่ไม่ไกล เดินไปเพียงนาทีสองนาทีก็ถึง แต่เขากลับไม่พกถ้วยตะเกียบมาเอง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่แยแสเงินส่วนต่างเพียงหนึ่งหรือสองอีแปะนั่นเลย
"หลงจู้อู๋ขอรับ"
หลิวหยาหลางยืนประสานมือคารวะอยู่ที่หน้าแผง แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงบนร่างผอมบางของเขา ทอดเงายาวเหยียดลงบนพื้น
ได้ยินมาว่าเขาเคยร่ำเรียนที่สำนักไท่เสวียมาก่อน เมื่อดูจากกิริยาท่าทางและคำพูดคำจาแล้ว ก็ดูมีกลิ่นอายของบัณฑิตอยู่หลายส่วนจริงๆ
"กำลังจะถามหลงจู้อยู่พอดี เรื่องที่ให้ช่วยหาพ่อครัว..."
อู๋หมิงยื่นถุงเงินถุงหนึ่งส่งให้ถึงมืออีกฝ่าย พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "นี่คือเงินมัดจำสองร้อยอีแปะ ตามที่พวกเราตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ช่วยหาพ่อครัวที่รู้หนังสือและมีฝีมือการใช้มีดดีๆ ให้ข้าสักคน เมื่อสำเร็จเรื่องแล้วข้าจะจ่ายเพิ่มให้อีกสามร้อยอีแปะ"
หลิวหยาหลางเปิดถุงเงินออกดูแวบหนึ่ง ไม่ได้นับอย่างละเอียดเพียงแค่กะน้ำหนักดูเท่านั้น ก่อนจะถามว่า "วันพรุ่งนี้หลงจู้อู๋จะว่างช่วงกี่โมงขอรับ? ข้าจะได้พาคนมาลองฝีมือ"
อู๋หมิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วบอกว่า "ประมาณยามซื่อ (สิบโมงเช้า) ก็แล้วกัน"
สิบโมงเช้าน่าจะขายอาหารเช้าเสร็จแล้ว และวัตถุดิบสำหรับวันนั้นก็น่าจะซื้อมาครบถ้วนพอดี มีโอกาสสูงที่จะว่าง
"ตกลงตามนั้นขอรับ"
หลิวหยาหลางพยักหน้าเล็กน้อย แล้วถามต่อว่า "ข้ามีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ หลงจู้อู๋มีความเชี่ยวชาญในการทำอาหารอย่างยิ่ง ในสายตาของข้า ฝีมือท่านไม่ได้ด้อยไปกว่าพ่อครัวใหญ่ในภัตตาคารเจิ้งเตี้ยนเลย เหตุใดจึงยังต้องหาพ่อครัวเพิ่มอีกเล่า?"
ที่เขาสงสัยเช่นนี้ก็เพราะร้านขนาดเล็กอย่างอาหารเสฉวนสกุลอู๋ ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการในครอบครัวผัวเมียหรือพี่น้องช่วยกันทำ สรุปคือแค่คนสองคนก็บริหารจัดการได้เหลือเฟือ ไม่มีความจำเป็นต้องหาคนเพิ่มให้เปลืองค่าจ้างเลย
เขาหารู้ไม่ว่า อู๋หมิงกำลังบริหารร้านอยู่พร้อมกันถึงสองแห่ง ต่อให้จ้างพ่อครัวมาเพิ่มอีกคน เขาก็ยังรู้สึกว่าคนไม่พอใช้อยู่ดี!
เรื่องนี้พูดออกมาไม่ได้ อู๋หมิงจึงทำได้เพียงแหงนหน้ามองฟ้า ทำท่าทางฮึกเหิมแล้วกล่าวอย่างองอาจว่า "สักวันหนึ่ง อาหารเสฉวนสกุลอู๋จะต้องมีชื่อติดอยู่ในทำเนียบเจิ้งเตี้ยนทั้งเจ็ดสิบสองแห่งของเมืองตงจิงให้ได้!"
หลิวหยาหลางพลันกระจ่างแจ้ง เขารีบประสานมือโค้งคำนวณอีกครั้ง "หลิวผู้นี้ช่างต่ำต้อยนัก กลับมองไม่เห็นความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ประดุจพญานกของหลงจู้อู๋เลย"
จู่ๆ เขาก็ส่งถุงเงินที่เพิ่งได้รับคืนให้แก่อู๋หมิง
"นี่หมายความว่าอย่างไร?"
หลิวหยาหลางยิ้มแล้วพูดว่า "หลงจู้อู๋มีความตั้งใจอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ในภายภาคหน้าย่อมต้องมีเรื่องให้หลิวผู้นี้ได้รับใช้แน่นอน เงินมัดจำสองร้อยอีแปะนี้ถือเสียว่าเป็นของขวัญร่วมแสดงความยินดีล่วงหน้า ไว้รอให้ร้านสาขาของท่านกระจายไปทั่วเมืองตงจิงเมื่อไหร่ หวังว่าหลงจู้อู๋จะยังจดจำไมตรีในวันนี้ได้นะขอรับ"
โอ้โห เจ้าหนุ่มนี่!
ในสมองของอู๋หมิงพลันปรากฏภาพอีโมจิสุนัขฮัสกี้ที่กำลังชี้นิ้วสั่งสอนขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะมองอีกฝ่ายใหม่ด้วยความชื่นชม
หลิวหยาหลางกล่าวลาแล้วเดินจากไป เมื่อเดินไปได้ไกลพอสมควร เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่กลับมาเมื่อช่วงบ่าย บังเอิญเห็นท่านบัณฑิตโอวหยางเดินออกจากร้านมาในสภาพที่อิ่มหนำสำราญ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นยิ้ม "ดูท่าท่านบัณฑิตโอวหยางจะมาทานอาหารที่นี่จริงๆ ด้วย เจ้าอู๋ต้าม่านี่... ไม่รู้ไปคว้าตัวผู้สูงศักดิ์มาเป็นพวกได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน..."
อู๋หมิงกลับเข้าห้องครัวหลังร้าน
หลี่เอ้อหลางเพิ่งจะเก็บจานชามหม้อไหเข้ามา และกำลังถลกแขนเสื้อเตรียมจะขัดล้างอย่างขะมักเขม้น
ช่างขยันจริงๆ...
เจ้าเด็กคนนี้ตั้งแต่มาถึงร้านก็แทบไม่ได้หยุดพัก แต่กำลังวังชาก็ยังคงล้นเหลือ ราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเลยทีเดียว
อู๋หมิงเดินเข้าไปตบไหล่เขาแล้วพูดว่า "แช่ไว้ก่อนเถอะ ไว้ค่อยล้างทีหลัง เจ้าไปดูหน้าร้านก่อน ถ้ามีลูกค้ามาก็เรียกข้า ตะโกนดังๆ เลยนะ"
"รับทราบขอรับ!"
หลี่เอ้อหลางใช้ผ้าเช็ดมือจนแห้ง แล้วรีบวิ่งออกไปทันที
อู๋หมิงเหลือบมองเวลา อีกสองนาทีจะหกโมงครึ่ง
เขากลับมาที่ภัตตาคารรสเสฉวน ไม่แปลกใจเลยที่คุณพ่ออู๋เจี้ยนจวินยังคงนั่งแหมะอยู่ที่เคาน์เตอร์เล่นเกมโต้วตี้จู่โดยไม่ขยับก้นเลยสักนิด ช่างเป็นภาพที่ตัดกับหลี่เอ้อหลางอีกฟากหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
อู๋หมิงเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงเปิดประตูบานนั้นไม่ได้ ถ้าขืนส่งพระพุทธรูปองค์นี้กลับไปยังยุคราชวงศ์ซ่ง ร้านอาหารคงจะเจ๊งบ๊งไม่เกินสามวันแน่นอน
สายตาเขาเหลือบไปเห็นชามใส่กระเทียม พบว่ากระเทียมถูกปอกจนหมดแล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา พลางคิดในใจว่า: ยังพอมีทางเยียวยาอยู่บ้าง
เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะดังปังๆ
"ก๊อก ก๊อก!"
"ไอ้ลูกชาย!" อู๋เจี้ยนจวินสะดุ้งสุดตัว "ทำเอาพ่อตกใจหมด! เดินเหินไม่ให้ซุ่มให้เสียงเลย!"
อู๋หมิงหน้าดำคร่ำเครียด "นี่มันหกโมงครึ่งแล้ว ไม่มีลูกค้าสักคนเลยเหรอครับ?"
"เวลานี้พวกวัยรุ่นเขายังทำงานกันอยู่เลย จะเอาลูกค้ามาจากไหนล่ะ?"
"ด้วยความจดจ่อของพ่อขนาดนี้ ต่อให้มีลูกค้าเดินเข้ามา พ่อก็คงไม่รู้ตัวหรอกมั้ง"
"มั่วแล้ว! ตาของพ่อนี่แหละคือไม้บรรทัด ต่อให้แมลงวันบินเข้ามาสักตัว พ่อก็เห็นชัดแจ๋ว!"
อู๋เจี้ยนจวินเก็บโทรศัพท์ ยืนขึ้นบิดขี้เกียจ พลางหมุนตัวออกกำลังกายไปยิ้มไป "ยุ่งเสร็จแล้วเหรอ?"
อู๋หมิงพยักหน้า แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะเหลี่ยมใกล้ๆ พลางตบโต๊ะบอกว่า "มานั่งคุยตรงนี้เถอะครับ พ่อไปอุดอยู่หลังเคาน์เตอร์แบบนั้น ลูกค้าเข้ามาเขาก็คงนึกว่าในร้านไม่มีคน ต่อให้เขาอยากเข้าเขาก็ไม่กล้าเข้ามาหรอก"
"ลูกก็พูดไปนั่น ทำอย่างกับว่าที่ไม่มีลูกค้ามันเป็นความผิดของพ่อคนเดียว ทำไมลูกไม่ลองหาข้อผิดพลาดของตัวเองดูบ้างล่ะ..."
อู๋เจี้ยนจวินบ่นกระปอดกระแปดพลางมานั่งลงตรงข้ามลูกชาย
อู๋หมิงขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับเขา ตระกูลอู๋มีลูกชายคนเดียวมาสามรุ่น คุณปู่และคุณหลานล้วนเป็นคนขยัน แต่ไฉนคนตรงกลางถึงได้กลายเป็นคนขี้เกียจแบบนี้ไปได้นะ ไม่รู้ว่าได้เชื้อใครมา?
"ผมควรจะเริ่มพูดยังไงดีนะ..." เขาเกาหัวอย่างกลุ้มใจ "คนแปลกหน้าที่พ่อเห็นในครัวก่อนหน้านี้ เขาชื่อว่าหลี่เอ้อหลาง..."
อู๋หมิงไม่ได้ปิดบังอะไร กับพ่อแท้ๆ ของตัวเองไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว ตามกฎหมายของประเทศเรา เมื่อถึงเวลาที่คุณปู่จากไป ร้านนี้ก็ต้องตกเป็นของพ่ออยู่ดี
ในระหว่างที่เล่าอยู่นั้น ปากของคุณพ่ออู๋เจี้ยนจวินก็ค่อยๆ อ้าค้างจนกลายเป็นรูปตัวโออย่างช้าๆ ราวกับถูกกดปุ่มภาพสโลว์โมชัน
"ลูกจะบอกว่า หลังประตูบานนั้นคือสมัยราชวงศ์ซ่งเมื่อหนึ่งพันปีก่อนเหรอ?!"
"ตามนั้นครับ"
อู๋เจี้ยนจวินแทบไม่อยากจะเชื่อ "แล้วทำไมพ่อถึงเปิดไม่ออกล่ะ?"
"พ่อไม่เห็นตัวหนังสือบนประตูเหรอครับ?"
"ตัวหนังสือ?"
ดูเหมือนว่าพ่อจะมองไม่เห็นจริงๆ
อู๋หมิงอธิบายอย่างอดทน "กาลเวลาพันปี มีเพียงเจ้าของร้านและอาหารเท่านั้นที่ข้ามผ่านได้ ห้องครัวเป็นเขตหวงห้าม มีเพียงญาติสนิทและพนักงานเท่านั้นที่เข้าไปได้ นี่คือกฎครับ ตอนนี้ผมคือเจ้าของร้าน มีเพียงผมเท่านั้นที่ข้ามกาลเวลาได้ พ่อกับหลี่เอ้อหลางเป็นแค่พนักงาน พ่อเข้าไปได้แค่ห้องครัวแต่ข้ามเวลาไปไม่ได้ ส่วนเขาก็มาได้แค่ห้องครัวแต่ข้ามมาถึงยุคนี้ไม่ได้เหมือนกัน"
(จบแล้ว)