- หน้าแรก
- ยอดเชฟสองโลก ทะลุมิติไปเขย่าวงการร้านอาหารในโลกโบราณ
- บทที่ 14 - พบสองพี่น้องซูอีกครั้ง
บทที่ 14 - พบสองพี่น้องซูอีกครั้ง
บทที่ 14 - พบสองพี่น้องซูอีกครั้ง
บทที่ 14 - พบสองพี่น้องซูอีกครั้ง
"เอ้อหลาง เจ้าตามข้ามา"
เมื่อส่งหลิวหยาหลางไปแล้ว อู๋หมิงก็นำหลี่เอ้อหลางเข้าไปในห้องครัว พลางกำชับว่า "เจ้าต้องจำไว้ว่า ร้านอาหารทุกร้านต่างก็มีความลับที่ไม่เปิดเผยให้คนนอกรู้ ประเดี๋ยวไม่ว่าเจ้าจะเห็นอะไร ห้ามนำไปบอกแก่คนภายนอกอย่างเด็ดขาด"
"เอ้อหลางเข้าใจแล้วขอรับ!"
หลี่เอ้อหลางนึกว่าเป็นเรื่องของเทคนิคการใช้ไฟ หรือสูตรลับการปรุงเครื่องเทศ แต่เมื่ออู๋หมิงเปิดประตูมิติสองโลกนั้นออก เอ้อหลางก็ถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนแทบจะหุบไม่ลง
อู๋หมิงกลั้นหัวเราะแล้วพูดว่า "เข้ามาสิ"
หลี่เอ้อหลางค่อยๆ ย่องตามเข้าไป สายตาลอบมองไปรอบๆ
ตลอดหลายปีที่เป็นคนเสียนฮั่น เขาคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในร้านอาหารเพื่อเสิร์ฟชาหาเลี้ยงชีพ เคยเห็นเตาย่างเนื้อของภัตตาคารเจิ้งเตี้ยน เคยเห็นห้องเครื่องอาหารเจของวัดต้าเซี่ยงกั๋ว แต่เขาไม่เคยเห็นที่ที่... ที่เป็นแบบนี้มาก่อนเลย
เขาอธิบายไม่ถูก ของที่เห็นสิบอย่างมีถึงเก้าย่างที่ไม่รู้จัก ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งอย่างก็ช่างห่างไกลจากความรับรู้ของเขานัก
"ขอประทานโทษเถอะหลงจู้ ที่นี่คือห้องครัวอย่างนั้นหรือขอรับ?"
"ใช่แล้ว"
"แล้วห้องที่เพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่นี้..."
"แต่ก่อนก็เคยเป็นห้องครัวนั่นแหละ ตอนนี้ข้าใช้เป็นห้องเก็บของไปแล้ว"
หลี่เอ้อหลางเข้าใจแล้ว แต่หลังจากเข้าใจเขาก็ยิ่งตกอยู่ในความสงสัยที่มากขึ้นไปอีก
เขาเห็นโคมไฟรูปแท่งที่แขวนอยู่ด้านบนเปล่งแสงสีขาวสว่างจ้า ยิ่งกว่าแสงไฟที่สว่างไสวตลอดคืนของหอฝานโหลวเสียอีก อีกทั้งยังเหลือบไปเห็นท่อเหล็กที่คดเคี้ยวเหมือนงูอยู่ใต้เตา ในห้องลับผนังสีขาวนี้ไม่มีหน้าต่างระบายอากาศเลยสักบาน แต่กลับไม่รู้ว่าควันไฟถูกระบายออกไปได้อย่างไร และยังมี...
อู๋หมิงไม่ได้อธิบาย และไม่จำเป็นต้องอธิบาย ตำแหน่งที่เขาวางไว้ให้เอ้อหลางคือพนักงานเสิร์ฟควบตำแหน่งคนล้างจานชั่วคราว อุปกรณ์ครัวสมัยใหม่เหล่านี้เขาไม่จำเป็นต้องใช้งานเป็น
เมื่อเดินมาถึงอ่างล้างจาน อู๋หมิงก็ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วพูดว่า "ข้าจะสอนเจ้าล้างจาน"
การล้างจานมันยากตรงไหน? หลี่เอ้อหลางรีบจะเข้าไปทำเอง
"เจ้าฟังข้าก่อน!"
อู๋หมิงเพิ่มเสียงขึ้นเล็กน้อย ความกระตือรือร้นเป็นเรื่องดี แต่มันต้องอยู่บนพื้นฐานของการฟังคำสั่งด้วย
เขานำหลี่เอ้อหลางทำตามขั้นตอนครั้งหนึ่ง
การล้างจานนั้นง่ายจริงๆ หลี่เอ้อหลางเรียนรู้ได้ในทันที
จะว่าไปมันก็ง่ายมาก เพียงแค่บีบสิ่งที่เรียกว่า "น้ำยาล้างจาน" ลงไปในอ่างน้ำเล็กน้อย ก็สามารถล้างคราบมันในชามและจานออกได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็บิด "ก๊อกน้ำ" เพื่อล้างฟองที่เหลือออกให้สะอาด สุดท้ายก็ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบน้ำให้แห้ง แล้วนำไปใส่ไว้ใน "ตู้ฆ่าเชื้อ"
ล้วนแต่เป็นของที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย โดยเฉพาะก๊อกน้ำนี้ช่างอัศจรรย์นัก!
ในเมืองตงจิงมีบ่อน้ำไม่ต่ำกว่าพันบ่อ น้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านล้วนมาจากบ่อน้ำ ไม่ว่าจะจ้างคนหาบน้ำมาส่ง หรือจะทำเองเหมือนที่หลี่เอ้อหลางเคยทำ หากต้องการใช้น้ำจากซอยเถียนสุ่ยในเมืองชั้นในที่เรียกกันว่า "น้ำหวาน" ก็ต้องเสียเงินเพิ่มอีก
แต่ก๊อกน้ำนี้เพียงแค่บิดน้ำก็ไหลออกมา ทั้งประหยัดเวลาและประหยัดแรง ห้องเครื่องหลวงในวังก็คงจะเป็นแบบนี้กระมัง!
หลงจู้อู๋ผู้นี้ มิใช่เป็นพ่อครัวหลวงจากสำนักวิเสทหรอกหรือ?
หลี่เอ้อหลางตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อคนเรามีความสุข แม้แต่การล้างจานก็ยังมีพลัง เพียงครู่เดียวเขาก็ล้างจานชามในอ่างจนสะอาดหมดจด
อู๋หมิงตรวจสอบทีละใบ เมื่อเห็นว่าจานชามได้มาตรฐานทั้งหมด เขาก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ "ดีมาก เอาไปใส่ในตู้ฆ่าเชื้อเถอะ"
หลังจากล้างจานเสร็จ ก็มีการปฐมนิเทศพนักงานอย่างง่ายๆ
"ร้านของเราชื่อว่าอาหารเสฉวนสกุลอู๋ เจ้าพอจะรู้ไหมว่าอาหารเสฉวนคืออะไร?"
เรื่องนี้ไม่ยากสำหรับหลี่เอ้อหลาง
ร้านอาหารในเมืองตงจิงแบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ คือ อาหารเหนือ อาหารใต้ และอาหารเสฉวน อาหารเสฉวนก็คือร้านอาหารที่ปรุงรสชาติแบบชาวมณฑลสู่
"ถ้าอย่างนั้นเจ้ารู้ไหมว่าลักษณะเด่นของรสชาติแบบสู่คืออะไร?"
หลี่เอ้อหลางไม่เคยทานอาหารเสฉวน แต่เขารู้ว่าชาวสู่ชอบทานขิง มัสตาร์ด พริกหอม จู้อวี๋ (สมุนไพรรสเผ็ด) และผักกาดดอง เขาจึงบอกว่า "รสชาติแบบสู่เน้นความเผ็ดร้อนและหอมกรุ่นขอรับ"
"ผิด!"
อู๋หมิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ลักษณะเด่นของรสชาติแบบสู่คือ 'หนึ่งจานหนึ่งรูปแบบ ร้อยจานร้อยรสชาติ' มีทั้งรสเผ็ดร้อนเรียกน้ำย่อย และมีทั้งรสจืดชื่นใจ เรียกได้ว่าถูกปากทั้งคนเหนือคนใต้ ทั้งคนแก่และเด็ก เจ้าต้องจำชื่อ รสชาติ และราคาอาหารของร้านเราให้แม่น เมื่อแขกถามขึ้นมา เจ้าต้องตอบให้ได้อย่างคล่องแคล่ว"
"เอ้อหลางเข้าใจแล้วขอรับ!"
ไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่านี้ นี่คือพื้นฐานของลูกจ้างร้านอาหารอยู่แล้ว
ปัญหาก็คือ หลี่เอ้อหลางไม่รู้หนังสือ อู๋หมิงไม่สามารถเอาใบสั่งอาหารให้เขาไปท่องได้ ทำได้เพียงบอกเล่าให้ฟังเท่านั้น
สิบนาทีผ่านไป
ใบหน้าของหลี่เอ้อหลางเริ่ม "แดง" ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาใช้มือปาดเหงื่อบนหน้าผาก พลางพูดด้วยความละอายใจว่า "หลงจู้... ข้าน้อยจำได้ไม่หมดขอรับ"
เขาคิดว่าตัวเองรู้จักอาหารหลากชนิดในเมืองตงจิงพอสมควร แต่ชื่ออาหารที่หลงจู้อู๋พูดมา ไม่ว่าจะเป็นไก่ผัดถั่วลิสงกงเป่า ขาหมูตงพัว เต้าหู้มาโผว และอื่นๆ อีกมากมาย ช่างดูแปลกประหลาดและไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ต่อให้เขาจะตั้งใจฟังแค่ไหน ก็จำไม่ได้หมดจริงๆ
อู๋หมิงหัวเราะ "ไม่เป็นไรหรอก ให้พอมีภาพในหัวก็พอ วันหลังหมั่นดูหมั่นถาม เดี๋ยวก็จำได้เอง"
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงกริ่งก็ดังขึ้น
หลี่เอ้อหลางมองไปตามต้นเสียงทันที เห็น "หิน" สีดำก้อนเล็กๆ บนโต๊ะครัวจู่ๆ ก็มีแสงสว่างขึ้นมา ไม่รู้ว่าที่ไหนเป็นคนบรรเลงเพลง แต่มันกลับฟังดูเพราะดี
อู๋หมิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เป็นเบอร์ที่เขาไม่รู้จัก และถูกผู้คนมากกว่า 300 คนระบุว่าเป็น "พนักงานส่งพัสดุ"
น้ำชาส่งมาถึงแล้วจริงๆ ด้วย
เขาบอกให้หลี่เอ้อหลางไปเรียกแขกที่หน้าร้าน จากนั้นเขาก็รับโทรศัพท์แล้วกลับไปยังปี 2025
พนักงานส่งพัสดุรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
เขาเซ็นรับพัสดุแล้วนำกลับมาแกะที่หลังครัว
น้ำชาชั้นดีไม่ว่าจะยุคไหนก็มีราคาแพง อู๋หมิงไม่ได้ซื้อมา และก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ เขาเปิดร้านอาหารไม่ใช่โรงน้ำชา น้ำชาเป็นเพียงของแถม จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปแข่งกันเรื่องคุณภาพของใบชา
อีกอย่าง การลิ้มรสชามันมีเรื่องของคุณภาพและรสนิยมเข้ามาเกี่ยว อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่อู๋หมิงเองก็ยังแยกแยะรสชาติดีร้ายไม่ออก
ดังนั้นโดยส่วนใหญ่แล้ว การชงชาน้ำข้าวบาร์เลย์สักกาหนึ่งก็ถือว่าใช้ได้แล้ว จะมีก็แต่การต้อนรับแขกคนสำคัญอย่างสองพี่น้องซูเท่านั้น ที่เขาจะใช้ชาจู๋เย่ชิง แม้จะเป็นเพียงชาจู๋เย่ชิงเกรดธรรมดาทั่วไป แต่มันก็เพียงพอที่จะใช้รับรองแขกได้แล้ว
"หลงจู้อู๋ขอรับ!" หลี่เอ้อหลางชะโงกหน้าเข้ามาจากข้างนอก "มีแขกมาสองท่าน ระบุชื่อว่าต้องการพบท่านขอรับ!"
"ระบุชื่อต้องการพบข้าอย่างนั้นหรือ?" อู๋หมิงรู้สึกสงสัย "ไปสิ ไปดูกันหน่อย!"
...
อาศัยช่วงที่ท่านพ่อซูสุนไปเยี่ยมเยียนที่บ้านของมหาบัณฑิต ซูซื่อและซูเจ๋อก็แอบหนีออกมาข้างนอกอีกครั้ง เดินมาตามทางที่คุ้นเคยจนถึงร้านอาหารเสฉวนสกุลอู๋
"แขกทั้งสองท่าน—"
เสียงร้องเรียกของหลี่เอ้อหลางยังไม่ทันจบ พี่น้องทั้งสองก็ก้าวฉับๆ เข้าร้านไปนั่งลงที่ตำแหน่งเดิมเหมือนครั้งที่แล้ว
ซูซื่อถามว่า "หลงจู้อยู่ในร้านหรือไม่?"
หลี่เอ้อหลางเข้าใจทันที ประสานมือรับคำแล้วพูดว่า "ท่านกงทั้งสองโปรดนั่งรอสักครู่ ข้าน้อยจะไปเชิญหลงจู้ออกมาพบขอรับ"
พูดจบเขาก็หันหลังเดินเข้าห้องครัวไป
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ซูเจ๋อก็เริ่มมีอาการนั่งไม่ติดพื้นอีกครั้ง
เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ทั้งที่มือยังเจ็บอยู่แท้ๆ ทำไมถึงกล้ามาอีกนะ!
ทั้งหมดเป็นเพราะท่านพี่นั่นแหละ! รสชาติอาหารเรียบง่ายในวัดเดิมทีเขาก็พอจะทนได้อยู่หรอก แต่ตั้งแต่ได้ทานข้าวราดหมูเส้นรสปลาจานนั้นไป เขาก็กลับไปเป็นคนเดิมไม่ได้อีกเลย ทานอะไรก็ไร้รสชาติไปหมด
สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความต้องการของลิ้นและท้อง พอท่านพ่อเดินพ้นประตูไป เขากับท่านพี่ก็รีบแอบหนีออกมาทันที ระหว่างทางที่มากลับรู้สึกตื่นเต้นและดีใจ จนลืมบทเรียนจากครั้งที่แล้วไปเสียสนิท!
ซูเจ๋อเอ๋ยซูเจ๋อ จิตใจใฝ่ศึกษาของเจ้าช่างไม่มั่นคงเอาเสียเลย แล้วเจ้าจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร!
ข้าวยังไม่ได้ทันได้ทานเลย เขาก็เริ่มนั่งทบทวนความผิดของตัวเองเสียแล้ว
"เจ้าเอาแต่อ่านตำราจนคิดฟุ้งซ่านอีกแล้ว" ซูซื่อส่ายหน้าเบาๆ "ข้ามั่นใจได้เลยว่า ป่านนี้ท่านพ่อคงจะกำลังดื่มเหล้ารสเลิศและทานเนื้อแกะย่างอยู่ที่จวนของท่านโอวหยางอย่างสำราญใจแน่ๆ กว่าจะปลีกตัวออกมาได้คงต้องรอจนถึงยามจื่อ (เที่ยงคืน) พู่นแหละ!"
"แต่ถ้าหาก..."
"ไม่มีแต่ถ้าหาก! หากครั้งนี้ถูกท่านพ่อจับได้อีก ข้าจะยอมกลืนกาชานี่ลงท้องเลย!"
(จบแล้ว)