- หน้าแรก
- ยอดเชฟสองโลก ทะลุมิติไปเขย่าวงการร้านอาหารในโลกโบราณ
- บทที่ 6 - ห้ามคนนอกเข้า
บทที่ 6 - ห้ามคนนอกเข้า
บทที่ 6 - ห้ามคนนอกเข้า
บทที่ 6 - ห้ามคนนอกเข้า
อู๋หมิงจัดวางอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่จะขายในเช้าวันพรุ่งนี้ลงในตู้แช่อย่างเป็นระเบียบ ตู้โลหะที่เคยว่างเปล่าพลันถูกเติมจนเต็มขนัดในพริบตา
เขาเตรียมวัตถุดิบอย่างคล่องแคล่ว เสียงตะหลิวเหล็กกระทบขอบกระทะดังกรุ๊งกริ๊งฟังสบายหู “ฉันจะผัดกับข้าวง่ายๆ สักสองอย่าง กินแก้หิวไปก่อนนะ!”
“หมูบ้านหรือเปล่า?” จางเทาพิงกรอบประตูถามพลางยิ้ม
“ของแท้แน่นอน”
เนื้อหมูสามชั้นบนเขียงมีลายชัดเจน ส่วนมันและเนื้อแดงที่สลับกันดูวาววับราวกับอัญมณี
“นายไปนั่งรอเถอะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
“รอคำนี้อยู่พอดี งั้นฉันจะรอทานของอร่อยนะ”
จางเทาหาเก้าอี้ในร้านนั่งลง แล้วก้มหน้าก้มตาเล่นเกมมือถืออย่างสบายใจ
แม้กฎจะระบุชัดเจนว่า “เขตหวงห้ามของห้องครัว อนุญาตให้เพียงญาติสนิทและพนักงานเข้าได้เท่านั้น” แต่เห็นได้ชัดว่าการเดินทางของคลื่นเสียงไม่ได้ถูกจำกัดไว้
นอกจากนี้ วัตถุดิบ ภาชนะ อุปกรณ์ครัว หรือแม้แต่สิ่งของที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำอาหารอย่างโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถผ่านเข้าสู่ห้องครัวที่เป็นจุดเชื่อมต่อนี้ได้อย่างราบรื่น
เมื่อเทียบกับกฎข้อแรกแล้ว กฎข้อนี้ดูจะผ่อนปรนกว่ามาก
และสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ หนูและแมลงสาบไม่สามารถเข้ามาได้!
เพียงแค่จุดนี้จุดเดียวก็ชนะขาดลอย สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคแล้ว สภาพแวดล้อมในครัวที่สะอาดและปลอดภัยนั้นสำคัญกว่าความกว้างขวางเสียอีก และนี่คือสิ่งที่ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็หาซื้อไม่ได้
กับข้าวง่ายๆ สองอย่าง ถั่วทอดหนึ่งจาน และเหล้าเล็กน้อยสองจอก
“ให้ตายสิ แค่ผัดกับข้าวธรรมดายังหอมขนาดนี้... ดูท่าต่อไปฉันคงต้องมาส่งของให้นายทุกวันเสียแล้ว” จางเทาพุ้ยข้าวเข้าปากพลางพูดจาอู้อี้ “จริงด้วย วันก่อนเห็นนายโพสต์ในวีแชทว่า วงการร้านอาหารก็มีคุณหนูตงเป็นของตัวเองเหมือนกัน เรื่องนี้เกี่ยวกับที่นายลาออกหรือเปล่า?”
“เรื่องนั้นน่ะเหรอ...”
อู๋หมิงเกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยโพสต์เรื่องนี้ลงโซเชียล
เหตุการณ์มันเป็นอย่างนี้ คือช่วงปลายเดือนเมษายน หัวหน้าเชฟคนเก่าลาออก อู๋หมิงที่ทำงานหนักที่เตาสองมานานถึงสี่ห้าปี ทั้งพนักงานในครัวและตัวเขาเองต่างก็คิดว่าตำแหน่งหัวหน้าเชฟจะต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน
แต่สุดท้าย เจ้าของร้านกลับส่งคนที่มีเส้นสายเข้ามาเสียบแทนเสียอย่างนั้น
ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีข่าวอื้อฉาวเรื่องเส้นสายในหน่วยงานดังกำลังเป็นกระแสในเน็ตพอดี เขาเลยโพสต์บ่นเรื่องนี้ไปประโยคหนึ่งว่า “วงการร้านอาหารของเราก็มีคุณหนูตงเป็นของตัวเองเหมือนกัน”
จางเทาฟังเรื่องราวทั้งหมดเสร็จก็ปักตะเกียบลงในข้าวแล้วด่าออกมาว่า “ไอ้แซ่เจ้านี่มันไม่ใช่คนจริงๆ! ดีนะที่ฉันชิงหนีออกมาก่อน!”
“ไอ้คนแซ่เจ้า” ที่ว่านี้ก็คืออดีตเจ้านายเก่าของพวกเขาทั้งคู่นั่นเอง
อู๋หมิงยิ้มบางๆ ไม่ได้ด่าตามไปด้วย
ถึงอย่างไรเขาก็ทำงานที่นั่นมาถึงสิบปี ความผูกพันย่อมมีอยู่บ้าง
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนิสัยของคุณเจ้า แต่ความขี้เหนียวนี่คือของจริง ค่าจ้างที่ให้ต่ำกว่าร้านระดับเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด จางเทาเองก็ลาออกเพราะเรื่องนี้ในตอนนั้น
นี่อาจจะเป็นโรคติดต่อของร้านอาหารสไตล์รัฐวิสากิจที่สวัสดิการธรรมดาแต่คนเส้นสายเต็มไปหมด ดังนั้นเดี๋ยวนี้ร้านแบรนด์ดังระดับชาติจึงมักจะรักษายอดฝีมือไว้ไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภัตตาคารเอกชนที่กำลังเติบโตเบ่งบาน
“นายนี่นะ กลับมาก็ไม่บอกกันสักคำ! ถ้ารู้ว่านายจะออกมาทำเอง ฉันลงทุนให้นายก็จบเรื่องแล้ว นายมาเปิดร้านเล็กๆ แบบนี้มันเสียของจริงๆ!”
ดูท่าว่าช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อนคนนี้จะรวยขึ้นมากจริงๆ การพูดเรื่องลงทุนเปิดร้านฟังดูง่ายเหมือนการซื้อผักซื้อปลาในตลาด
อู๋หมิงลูบไปตามรอยแตกบนโต๊ะไม้เอล์มแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ร้านนี้เห็นว่าเปิดมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวดของฉันแล้วล่ะ ฉันโตมากับข้าวราดของปู่ การกลับมาสานต่อในครั้งนี้ก็นับเป็นการสืบทอดอย่างหนึ่ง”
“วิสัยทัศน์กว้างไกล!”
จางเทาชูนิ้วโป้งให้ เมื่อเห็นอู๋หมิงวางตะเกียบแล้วก็ถามยิ้มๆ ว่า “นายไม่กินต่อแล้วเหรอ?”
เมื่อได้รับคำตอบปฏิเสธ เขาก็รีบคว้าจานกับข้าวที่เหลือเทลงในชามข้าวของตัวเอง คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วทานอย่างเอร็ดอร่อย
“เอิ๊ก~ อิ่มแล้ว”
จางเทาลูบท้องที่ป่องออกมาพลางถามว่า “มีน้ำชาไหม?”
อู๋หมิงหัวเราะ “ฉันกำลังจะปรึกษานายเรื่องนี้พอดี ฉันอยากจะรับซื้อใบชาสักล็อต นายมีพ่อค้าที่รู้จักพอจะแนะนำให้บ้างไหม?”
“นี่นายจะเปลี่ยนไปเปิดร้านโชห่วยหรือไง?” จางเทาแทบกลั้นขำไม่อยู่ “อาหารเช้ายังไม่ทันจะเริ่มขายเลย ก็คิดเรื่องขายน้ำชาเสียแล้ว ฉันว่านะ ด้วยฝีมือของนาย ตั้งใจทำหน้าที่เชฟให้ดีที่สุดก็เกินพอแล้วล่ะ”
“นายคิดมากไป ฉันแค่จะสต็อกของไว้บ้าง เผื่อวันหลังมีแขกผู้มีเกียรติมาที่ร้าน จะได้ไม่มีแต่ใบชาธรรมดาๆ มาต้อนรับเขา”
นี่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ในความเป็นจริง สิ่งที่อู๋หมิงทำนี้มุ่งเป้าไปที่ตลาดในสมัยราชวงศ์ซ่งต่างหาก
ในสมัยซ่ง กระแสการดื่มชารุ่งเรืองยิ่งกว่าในปัจจุบันเสียอีก ดังคำพูดของหวังอันสือที่ว่า “ชาเป็นสิ่งจำเป็นของราษฎร เปรียบได้กับข้าวและเกลือ จะขาดไปแม้เพียงวันเดียวมิได้”
เหล่าพ่อค้าแม่ค้าจึงต้องหาวิธีเอาใจลูกค้าให้ได้ ไม่ใช่เพียงแต่ร้านน้ำชาเท่านั้นที่มีบริการประชันชาหรือการชงชาแบบแต้มชา (เตี่ยนฉา) แม้แต่ร้านเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงริมทาง เพียงแค่มีแขกเข้าร้าน ก็ต้องยกน้ำชามาต้อนรับเป็นอันดับแรก นี่คือกฎที่รู้กันดีในวงการ
ในสมัยซ่งเหนือ ชาในพื้นที่ไม่กี่แห่งอย่างเสฉวนหรือกวางหนานเท่านั้นที่เป็นระบบการค้าเสรีที่ชาวบ้านสามารถซื้อขายกันได้อย่างอิสระ ส่วนพื้นที่อื่นๆ จะเป็นระบบผูกขาดโดยราชสำนักที่ดูแลการจัดซื้อและจำหน่ายทั้งหมด
ทางการได้กำหนดระดับชั้นของใบชาไว้มากกว่าร้อยระดับ โดยรวมแล้ว ชาจากฮกเกี้ยนจะมีระดับสูงสุด รองลงมาคือชาจากตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนชาเสฉวนนั้นถูกที่สุด
น้ำชาที่แจกฟรีในร้านเล็กๆ มักจะเป็นชาเสฉวนที่ราคาถูกที่สุด รสชาติคล้ายกับชามะลิหรือชาข้าวบาร์เลย์ในปัจจุบัน ซึ่งบอกตามตรงว่าไม่อร่อยนักและไม่มีราคาค่างวดอะไร
ส่วนชาชั้นสูงในสมัยซ่งเหนือนั้น ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญการชงชาเป็นคนชงให้ จอกหนึ่งสามารถขายได้ถึงหนึ่งพันอีแปะ หากผู้ชงชาเป็นสาวงาม ราคาก็จะพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว กำไรนั้นสูงกว่าการขายข้าวต้มมากนัก
อู๋หมิงเปิดร้านอาหารย่อมนำไปเปรียบกับร้านน้ำชาไม่ได้ แต่ใบชาโดยเฉพาะใบชาคุณภาพดี เขาอาจจะไม่ได้เน้นขาย แต่มันต้องมีติดร้านไว้
อย่างที่เขาบอกไป แขกผู้มีเกียรติอย่างสองพี่น้องตระกูลซู ในอนาคตเขาต้องได้พบเจออีกแน่นอน จะให้เอาน้ำสมุนไพรหวังเหล่าจี๋มาเลี้ยงต้อนรับตลอดไปก็คงไม่ได้ใช่ไหม?
ดังนั้น คำพูดนี้จึงไม่ใช่คำลวงเสียทีเดียว
“ก็ได้ นายเป็นเจ้าของร้าน นายว่ายังไงก็ตามนั้น”
จางเทาดูท่าทางจะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แต่เพราะฐานะเพื่อนเขาจึงไม่ได้ก้าวก่ายอะไรมาก
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วส่งคอนแทคพ่อค้าชาให้อู๋หมิงทางวีแชท
“ส่งให้แล้วนะ เถ้าแก่หวังคนนี้ฉันรู้จักมาสามสี่ปีแล้ว ใบชาของเขาอาจจะแพงกว่าร้านอื่นหน่อย แต่รับประกันเรื่องคุณภาพแน่นอน เรื่องนี้สบายนใจได้ นายแอดไปคุยส่วนตัวดูนะ บอกว่าฉันแนะนำมา”
“เรียบร้อย!”
อู๋หมิงเข้าวีแชทแล้วกดส่งคำขอเป็นเพื่อนไปยังบัญชีที่ชื่อว่า “เถ้าแก่หวังใบชา”
จางเทารินน้ำเปล่าให้ตัวเอง แล้วสังเกตเห็นว่า “คลังแสงราดข้าว” บนกำแพงถูกเปลี่ยนเป็นเมนูใหม่แล้ว จึงถามด้วยความอยากรู้ว่า “จะเปิดร้านอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่?”
“พรุ่งนี้”
“ไม่มีจัดกิจกรรมฉลองเปิดร้านหน่อยเหรอ?”
อู๋หมิงส่ายหน้าแล้วตอบอย่างมั่นใจ “ด้วยราคาที่ฉันตั้งไว้ จะจัดหรือไม่จัดกิจกรรมก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ใครอยากมาก็มา ตราบใดที่ลูกค้ากล้าเดินเข้าร้าน ฉันก็รั้งเขาไว้ได้แน่นอน”
หลังจากจางเทากลับไป อู๋หมิงก็ไปร้านถ่ายเอกสารอีกรอบ แล้วกลับมาแปะกระดาษ A4 ที่พิมพ์ตัวโตๆ ไว้ที่ประตูห้องครัวในจุดที่สังเกตได้ง่าย: เขตหวงห้ามของห้องครัว ห้ามคนนอกเข้า
ในตอนนั้นเอง คำขอเป็นเพื่อนจากเถ้าแก่หวังก็ได้รับการตอบรับ
อู๋หมิงไม่พูดพร่ำทำเพลง อ้างชื่อจางเทาทันทีแล้วบอกจุดประสงค์
เดิมทีเขาคิดว่าเถ้าแก่หวังจะนัดเวลาเจอกันตัวต่อตัว แต่ฝ่ายนั้นกลับทำตัวเหมือนแอดมินร้านค้าออนไลน์ ส่งซีรีส์ยี่ห้อชาและรายละเอียดต่างๆ มาให้ดู แล้วให้เขาสั่งซื้อผ่านหน้าร้านออนไลน์ พร้อมรับประกันว่าหากสั่งตอนนี้ ของจะถึงมือในเช้าวันถัดไป
แน่นอนว่าชื่อของคุณจางยังมีอิทธิพลอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้ได้ส่วนลดถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์
(จบแล้ว)