- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในนิยายทั้งที ขอแค่มีชีวิตรอดและร่ำรวยก็พอ
- บทที่ 20 - การตอบรับ
บทที่ 20 - การตอบรับ
บทที่ 20 - การตอบรับ
บทที่ 20 - การตอบรับ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
และเนื่องจากพลังวิญญาณในโลกผู้บำเพ็ญเพียรปัจจุบันไม่หนาแน่นเหมือนกาลก่อน ประกอบกับพลังงานต้นกำเนิดอื่นๆ ลดน้อยถอยลง อย่างเช่นพลังหงเหมิงและพลังปราณก่อกำเนิด การแบ่งแยกพรสวรรค์จึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
ในสมัยโบราณกาล พลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ ผู้ที่มีรากปราณหลายธาตุสามารถเรียนรู้วิชาได้หลากหลายแขนง ทั้งยังใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แห่งมรรควิถี พลังต่อสู้แข็งแกร่ง ดังนั้นรากปราณหลายธาตุจึงถือเป็นพรสวรรค์ชั้นเลิศ
ทว่าในปัจจุบัน ยามที่พลังวิญญาณเบาบางลง การมีรากปราณน้อยธาตุกลับทำให้ยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรได้ง่ายกว่า
เมื่อมีพลังบำเพ็ญเพียร อายุขัยจึงจะยืนยาว เมื่อมีอายุขัยยืนยาว จึงจะสามารถบำเพ็ญเพียรต่อไปได้เรื่อยๆ...
ดูเหมือนว่ายุคบรรพกาลนั้นรุ่งเรืองเกินไป สรรพสิ่งเมื่อถึงจุดสูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ รุ่งโรจน์ถึงขีดสุดย่อมเสื่อมถอย
โลกผู้บำเพ็ญเพียรในยุคต่อมาจึงเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว
วิถีสวรรค์เองก็ดูเหมือนจะต้องการสร้างสมดุลบางอย่าง จึงได้จำกัดและเปลี่ยนแปลงการพัฒนาของสรรพสิ่ง
ตัวอย่างเช่น ผู้มีรากปราณเดี่ยวที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะไร้ค่าในยุคบรรพกาล กลับกลายเป็นอัจฉริยะเหนือโลกที่หาตัวจับยากในยุคปัจจุบัน
ในทางกลับกัน ผู้มีรากปราณหลายธาตุที่ผู้คนต่างยกย่องในยุคบรรพกาล กลับกลายเป็นคนส่วนใหญ่ที่ดาษดื่นเต็มโลก
แววตาของเสิ่นชิงอีฉายแววมุ่งมั่น ในนิยายต้นฉบับไม่ได้ระบุไว้ว่าเจ้าของร่างเดิมมีพรสวรรค์เช่นไร แม้แต่ตอนที่ตายตกไป ก็ตายในฐานะคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังวิญญาณ
แต่ในเมื่อได้มาอยู่ที่นี่แล้ว นางก็อยากจะลองดูสักตั้ง แม้ผลลัพธ์อาจจะไม่สวยหรู แต่อย่างน้อยนางก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว
"ท่านผู้เฒ่าฉี ข้าทราบดีเจ้าค่ะ"
"แม้จะได้ประจักษ์ถึงพลังอำนาจอันไร้ขอบเขตของผู้ฝึกตน ได้เห็นความรุ่งโรจน์ของโลกเซียน แล้วต้องตกลงมาคลุกฝุ่นดินอีกครั้ง เจ้าก็ไม่กลัวหรือ?"
ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรที่ถือเอาพลังฝีมือเป็นดั่งฟ้า คนธรรมดาที่ฝึกตนไม่ได้นั้นมีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไร? แล้วจะมีสักกี่คนที่เคยได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของผู้แข็งแกร่ง แล้วยังสามารถประคองจิตใจให้เป็นปกติสุขได้เมื่อต้องกลับไปเป็นคนธรรมดา?
แบกหัวใจที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังไปจนสุดทาง แต่สุดท้ายกลับพบว่าไร้ซึ่งความหวัง ยามนั้นจะเผชิญหน้ากับความสิ้นหวังได้อย่างไร?
"ไม่กลัวเจ้าค่ะ"
"ดี เช่นนั้นอีกสามวัน ไปรอข้าที่หน้าประตูสำนักศึกษา สามวันนี้เจ้าก็ไปเก็บข้าวของให้เรียบร้อย อ้อ จริงสิ..."
ท่านผู้เฒ่าฉีกวาดตามองเสิ่นชิงอีตั้งแต่หัวจรดเท้า มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"อย่าคิดว่าได้ไปที่นั่นแล้วจะใช้ชีวิตลั้ลลาสุขสบายได้นะ ข้าจะบอกให้ โลกนี้ไม่มีของฟรี หากเจ้าไม่ผ่านการคัดเลือก หินวิญญาณที่ข้าจ่ายแทนเจ้าไป เจ้าต้องหามาคืนข้าให้ครบทุกเม็ดทุกหน่วย ห้ามขาดแม้แต่แดงเดียว"
เสิ่นชิงอีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ
คราวนี้เป็นทีของท่านผู้เฒ่าฉีที่ต้องชะงักไปบ้าง เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของเสิ่นชิงอีไม่มีความไม่พอใจหรือขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เขาก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ในใจ
ดูภายนอกเหมือนจะฉลาดเฉลียวทันคน ที่ไหนได้ ก็แค่เด็กบื้อคนหนึ่ง
หลังจากท่านผู้เฒ่าฉีเดินจากไป เสิ่นชิงอีก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จ้าวจี้ที่เงี่ยหูฟังอยู่นาน พอไม่เห็นมีเสียงอะไรแล้ว ก็แอบเงยหน้าขึ้นมาดู พอเห็นว่าท่านผู้เฒ่าฉีไปแล้วจริงๆ เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาบ้าง
จากนั้นเขาก็แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจสุดขีด
"ชิงอี! เสี่ยวชิงอี! เมื่อกี้เจ้าได้ยินไหม? ท่านอาจารย์ยอมพาเจ้าไปแล้ว!"
"อื้อ ข้าได้ยินแล้วพี่จ้าว"
"ได้ยินแล้วทำไมเจ้าถึงยังทำหน้านิ่งได้ขนาดนี้เนี่ย! เสิ่นชิงอี! เจ้าต้องรักษาโอกาสครั้งนี้ไว้ให้ดีนะ! ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้ไปทดสอบที่สำนักวิถีวิญญาณหรอกนะ! การเดินทางจากแดนอุดรไปยังแดนบูรพาที่เป็นที่ตั้งของสำนักวิถีวิญญาณ หากเป็นคนธรรมดาเดินเท้า อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี! ยังไม่นับรวมอันตรายตลอดการเดินทางอีก! ครั้งนี้เจ้าได้ติดตามท่านอาจารย์ไป ความปลอดภัยย่อมหายห่วง!"
"ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว! เจ้ารีบไปเก็บข้าวของเร็วเข้า! ถึงเวลาแล้วก็อย่าขี้เหนียว ไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ในตลาดเซียนมาใส่บ้าง! อย่าลืมเตรียมของกินไปด้วยนะ พี่จ้าวของเจ้าก็ไม่เคยไปที่ไกลขนาดนั้น ไม่รู้ว่าอาหารการกินทางโน้นจะเป็นยังไง จะถูกปากคนแถบเราไหม... อ้อ! ยังมีอีกเรื่อง! หินวิญญาณก็ต้องพกติดตัวไปด้วยนะ! เจ้ายังเด็กเจ้าไม่รู้หรอก ถ้าไม่มีหินวิญญาณ จะไปไหนมาไหนมันลำบาก... เจ้า... ถ้าเจ้ามีไม่พอ ข้า... ข้ายังมีเงินเก็บอยู่บ้าง พอจะให้เจ้าหยิบยืมไปใช้แก้ขัดก่อนได้"
[จบแล้ว]