- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 63 - ถ้าฉันได้เป็นเจ้าสำนัก
บทที่ 63 - ถ้าฉันได้เป็นเจ้าสำนัก
บทที่ 63 - ถ้าฉันได้เป็นเจ้าสำนัก
บทที่ 63 - ถ้าฉันได้เป็นเจ้าสำนัก
เคร้ง
หลินฉิวเซียนในท่านั่งชันเข่าข้างเดียวไถลถอยหลังไปหลายเมตร
"แค่ก แค่ก"
พลังวิญญาณในร่างไหลเวียนติดขัด หน้าอกแน่นจนทนไม่ไหวต้องกระอักเลือดออกมา
เขาเจอกับผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน แต่ความเก่งกาจนั้นเข้าขั้นวิปริต
[ศัตรู: ผู้ฝึกกระบี่ระดับกลั่นลมปราณขั้นเก้า คัมภีร์กระบี่ไท่ซูขั้นเริ่มต้น เพลงกระบี่เมฆาคล้อยขั้นสมบูรณ์]
เมฆาคล้อย
ฟังชื่อดูเหมือนเพลงกระบี่ที่พลิ้วไหวรวดเร็ว ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น
วูบ
กระแสลมหมุนวน อากาศส่งเสียงหวีดหวิว กระบี่หนักสีดำทมิฬขนาดเท่าบานประตูฟาดฟันลงมา แต่พอกระบี่ลงมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็หายวับไป
เอาอีกแล้ว
หลินฉิวเซียนยกกระบี่ขึ้นขวางหน้าทันทีโดยไม่ลังเล ตัวกระบี่สีดำทมิฬปรากฏขึ้นอีกครั้งราวกับท้องฟ้าถล่ม กวาดขวางเข้ามา
เคร้ง
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับระฆังใบยักษ์ถูกตี ประกายไฟสาดกระเซ็น หลินฉิวเซียนไถลถอยหลังไปอีกหลายเมตร
กระบี่หนัก
เมฆาคล้อย
สองอย่างนี้พอมารวมกันแล้วมันน่ารังเกียจชะมัด
หลินฉิวเซียนรู้สึกอัดอั้นตันใจสุดขีด
เขาเชี่ยวชาญยอดวิชามากมาย เพลงกระบี่ที่รู้ก็มีนับไม่ถ้วน แต่เมื่อเจอกับกระบี่หนักที่พลิกแพลงคาดเดาไม่ได้แบบนี้ กลับทำอะไรไม่ถูก
แถมวิชาต่างๆ ยังถูกจำกัดด้วยระดับพลัง ทำให้ใช้หลายอย่างไม่ได้
ความคิดแล่นเร็วปานสายฟ้า เขารีบวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้า จะมัวแต่ตั้งรับแบบนี้ไม่ได้แล้ว อย่างมากเขาคงรับได้อีกแค่สองดาบ
ต้องรีบจบเกม
เมื่อตัดสินใจได้ จู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นยืน หัวเราะลั่นราวกับคนคลุ้มคลั่ง ใบหน้าเริ่มมีแสงสีแดงปรากฏขึ้นจางๆ
"ฮ่าฮ่าฮ่า"
วิชาหลักที่เขาฝึกคือ [คัมภีร์กระบี่เจ็ดอารมณ์] ซึ่งเป็นวิชาประจำตระกูลหลิน
เน้นใช้จิตมารกระตุ้นใจ รักษาจิตวิญญาณให้ตั้งมั่นไม่ไหวติง หลอมรวมอารมณ์ทั้งเจ็ด ยินดี โกรธ เศร้า กลัว รัก เกลียด ใคร่ ให้กลายเป็นกระบี่
แม้ภาพรวมจะไม่มหัศจรรย์เท่า [คัมภีร์กระบี่ไท่ซู] แต่ถ้าพูดถึงพลังโจมตีเพียวๆ แล้วล่ะก็ ถือว่าเหนือกว่าขั้นหนึ่ง
เงาร่างผู้ฝึกกระบี่ที่แบกกระบี่หนักยืนนิ่ง รอให้เขาเตรียมตัวจนเสร็จ
ใบหน้าของหลินฉิวเซียนแดงก่ำราวกับเลือดจะหยด คลื่นความร้อนแผ่ซ่าน เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย
ได้ต่อสู้กับคู่มือระดับนี้ เขาปลื้มปีติยิ่งนัก
ได้รับวาสนาเช่นนี้ เขาปลื้มปีติยิ่งนัก
"ฮ่าฮ่าฮ่า เข้ามา"
พรูด
เขากัดปลายลิ้น พ่นเลือดลงบนตัวกระบี่ ใบกระบี่ที่ขาววาววับถูกย้อมด้วยแสงสีแดง
ก้าวเท้าไปข้างหน้า ร่างกายพลิ้วไหวดั่งเงาจันทร์ แสงสีเลือดที่ลากยาวดูน่าสยดสยองรวมตัวกันแน่นไม่แตกซ่าน
...............
คู่ต่อสู้ที่หลินฉิวเซียนเจอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นตัวที่โหดที่สุดในบรรดาผู้เข้าทดสอบทั้งหมด
ตระกูลของเขามีรากฐานลึกซึ้ง ตั้งแต่เด็กก็มียอดฝีมือกระบี่มากมายมาช่วยฝึกซ้อม ยอดวิชาที่คนทั่วไปยากจะพานพบ เขาก็เปิดอ่านได้ตามใจชอบ
บวกกับการที่ตระกูลทุ่มเททรัพยากรปั้นมาอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่ตามตำราเป๊ะๆ
"ไม่มีประโยชน์หรอก"
ฉือจิ่วอวี๋กำถั่วคั่วไว้เต็มมือ เคี้ยวไปพลางวิจารณ์ไปพลาง
ในฐานะว่าที่เจ้าสำนักกระบี่ในอนาคต เธอยังคงเป็นห่วงเป็นใยศิษย์ในสังกัดอยู่บ้าง จึงเจาะจงเปิดดูหน้าจอของศิษย์สำนักกระบี่
แต่น่าเสียดาย ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่
"เรียนเยอะแบบเขาไปก็ไร้ประโยชน์ ใช้มั่วซั่วไปหมด ก็แค่เลียนแบบท่าคนอื่นเขามา" ฉือจิ่วอวี๋ชี้จุดตายในประโยคเดียว
อย่างตัวเธอเอง วิชาหลักที่ฝึกคือวิชาที่อาจารย์คิดค้นขึ้น และเรียนรู้พวกท่าไม้ตายหรือเพลงกระบี่เจ๋งๆ จาก [คัมภีร์กระบี่ไท่ซู] มานิดหน่อย
ที่เหลือก็ไม่ได้เรียนอะไรเพิ่ม ก็ยังไล่ตบเด็กรุ่นใหม่ของสำนักเซียนต่างๆ จนร้องหาพ่อหาแม่ได้สบาย
"คัมภีร์กระบี่เล่มนี้..." สวีสิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาสนใจอีกเรื่องมากกว่า "สมบูรณ์ขนาดนี้แล้วรึ"
มองแค่นิดเดียวก็รู้แจ้งทั้งหมด หลินฉิวเซียนใช้แค่ท่าเดียว สวีสิงก็ล่วงรู้เนื้อหาของคัมภีร์กระบี่ทั้งเล่มแล้ว
ศิษย์ในสังกัดของเขามีไม่น้อย ส่วนใหญ่ฝึก [คัมภีร์กระบี่ไท่ซู] เป็นหลัก
แต่ก็มีบางคนที่อยากจะเดินในเส้นทางของตัวเอง
ตอนที่เขาตัดสินใจเข้าฌานเก็บตัว [คัมภีร์กระบี่เจ็ดอารมณ์] เล่มนี้ยังเป็นแค่ฉบับร่างอยู่เลย มาตอนนี้กลับสมบูรณ์แบบมากแล้ว
จิตมารกระตุ้นใจ รักษาจิตวิญญาณให้ตั้งมั่นไม่ไหวติง เป็นเพียงขั้นพื้นฐานที่สุด
แก่นแท้ที่คัมภีร์เล่มนี้ต้องการจะไปให้ถึง คือการเฝ้ามองอารมณ์ทั้งเจ็ดหมุนเวียน เปลี่ยนมาเป็นพลังของตน พิสูจน์จิตแห่งกระบี่ในความว่างเปล่าอันไพศาล หากทำสำเร็จ ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าก็แค่เอื้อมมือคว้า
ฉือจิ่วอวี๋เบ้ปาก เธอรู้สึกมาตลอดว่าชื่อ 'เจ็ดอารมณ์' นี่มันฟังดูไม่ค่อยเพราะเท่าไหร่ แต่ศิษย์พี่เจ็ดดูจะพอใจกับชื่อนี้มาก
ไว้เธอบัญญัติคัมภีร์กระบี่ของตัวเองบ้าง จะตั้งชื่อว่า [คัมภีร์กระบี่อันดับหนึ่ง]
แบบนี้สิถึงจะฟังดูยิ่งใหญ่
"ศิษย์พี่เจ็ดประจำการอยู่เขตดาราตะวันออกตลอดหลายปีมานี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็น 'จ้าวศาสตราเจ็ดอารมณ์' เลยนะคะ" ฉือจิ่วอวี๋อธิบายเสริม
ยังไงซะศิษย์พี่เจ็ดก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อานี่นา
และถึงชื่อคัมภีร์จะไม่เพราะ แต่ศิษย์พี่เจ็ดก็เป็นกำลังหลักของเขตดาราตะวันออก ฝีมือโหดเหี้ยมสุดๆ
"ไม่เลว" สวีสิงพยักหน้าเบาๆ
ฉือจิ่วอวี๋ชะงักไปนิดหนึ่ง จากนั้นหยิบมือถือออกมา เปิดฟังก์ชันบันทึกเสียง
"อาจารย์อาช่วยพูดประโยคเมื่อกี้ซ้ำอีกทีได้ไหมคะ"
สวีสิงปรายตามองเธอ "ไม่ได้"
ฉือจิ่วอวี๋ "..."
กะว่าจะอัดเสียงไว้ แล้วเอาไปไถเงินศิษย์พี่เจ็ดตอนเจอกันครั้งหน้าซะหน่อย
ศิษย์พี่เจ็ดน่ะบูชาอาจารย์อาจะตาย
เฮ้อ
เธอเก็บมือถือลงอย่างเงียบๆ
ความจริงไม่ใช่แค่ศิษย์พี่เจ็ด พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนัก รวมถึงพวกหลานศิษย์รุ่นโตๆ ต่างก็เคารพอาจารย์อามาก พอพูดถึงอาจารย์อาทีไรเป็นต้องตื่นเต้นออกนอกหน้าทุกที
ที่เธอจำแม่นสุดคือศิษย์พี่หญิงคนหนึ่ง เจอกันทีไร พอเธอถามเรื่องการฝึกตน ศิษย์พี่ก็จะร่ายยาวว่า 'อาจารย์ของฉันอย่างนั้นอย่างนี้' 'เสียดายที่อาจารย์ไม่อยู่ บลาๆๆ'
ได้ยินว่าถึงขนาดเขียนหนังสือให้อาจารย์อาด้วยนะ
แต่ศิษย์พี่คนนั้นรังเกียจที่เธอระดับพลังต่ำเกินไป เลยไม่ยอมให้หนังสือเธอ
น่าโมโหชะมัด
แต่ว่านะ... หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน เธอก็รู้สึกว่าอาจารย์อาก็เป็นคนตลกดี ไม่ได้หัวโบราณคร่ำครึอย่างที่คิดไว้
ทันใดนั้น ฉือจิ่วอวี๋ที่เคี้ยวถั่วอยู่ก็เหลือบไปเห็นหน้าจอหนึ่ง จางอวิ๋นลู่จัดการคู่ต่อสู้ได้อย่างเด็ดขาดหมดจด
จางอวิ๋นลู่ฝึก [เคล็ดวิชาพื้นฐานการรับไอปราณ] วิชาเดียวที่ใช้เป็นคือ [เพลงกระบี่เมฆาคล้อย] ที่ถูกนางดัดแปลงจนเละ กับ [เคล็ดวิชาอ่านปราณม่วง]
ถึงจะนับรวมพวกคาถาเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยเรียนมาก่อนหน้านี้ด้วย แต่คู่ต่อสู้ก็ยังไม่ได้เวอร์วังอลังการเท่าของหลินฉิวเซียนหรือหยูหมิง
"อาจารย์อาดูสิคะ จางอวิ๋นลู่ที่ฉันชี้แนะมาชนะแล้ว" ฉือจิ่วอวี๋รีบพูดขึ้น
หือ
นางไปเป็นเด็กปั้นของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่
"ฉันบอกแล้วไงว่าผู้ฝึกกระบี่ต้องมีสไตล์เป็นของตัวเอง ที่นางมีผลงานได้อย่างตอนนี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนช่วยตั้งห้าส่วน ไม่สิ เอาไปสามส่วนพอ"
ฉือจิ่วอวี๋ชูสามนิ้ว เดิมทีว่าจะโม้ว่าห้าส่วน แต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าเวอร์ไปหน่อย เลยลดเหลือสามส่วน
"เจ้าอยากจะพูดอะไร" สวีสิงมองหน้าเธอ
"ฉันคิดว่านะ การชี้แนะคนอื่นฝึกวิชา ฉันก็มีฝีมือพอตัวเหมือนกัน"
"งั้นเจ้าอยากรับศิษย์?"
"ไม่ใช่หรอกค่ะ" ฉือจิ่วอวี๋ส่ายหน้า
ตัวเองเพิ่งจะยี่สิบกว่า จะไปรับลูกศิษย์อะไรกันเล่า
รอให้อายุเท่าอาจารย์หรืออาจารย์อาก่อน ค่อยรับลูกศิษย์สักคน ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะจับแขวนตีให้เข็ด
เธอทำหน้าขึงขัง ใช้น้ำเสียงจริงจังสุดขีดพูดว่า "ความหมายของฉันคือ ถ้าฉันได้เป็นเจ้าสำนักกระบี่ จะต้องทำให้สำนักรุ่งเรืองเกรียงไกรได้อย่างแน่นอน"
เคร่งขรึม จริงจัง ไม่ได้ล้อเล่น
ตอนนี้เธอคือ จิ่วอวี๋โหมดจริงจัง
"สำนักกระบี่ก็ 'เกรียงไกร' พออยู่แล้ว ไม่ต้องลำบากเจ้ามาทำให้ 'รุ่งเรือง' หรอก" สวีสิงตอบเสียงเรียบ
"แต่มันก็ก้าวหน้าไปได้อีกนี่คะ ภายใต้การนำของฉัน มาตรฐานโดยรวมของสำนักจะต้องเหมือนจางอวิ๋นลู่ ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแน่ๆ"
ด้วยบารมีของอาจารย์อาในสำนัก ขอแค่ดึงอาจารย์อามาเป็นพวกได้ ตำแหน่งเจ้าสำนักจะหนีไปไหนพ้น
แถมเธอยังรู้สึกจากใจจริงว่า ตัวเองจะต้องเป็นเจ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สำนักกระบี่แน่นอน
"..."
ความมั่นใจแบบไม่มีที่มาที่ไปของเจ้านี่ มันมาจากไหนกันนะ
[จบแล้ว]