- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 62 - บททดสอบรอบสองที่เปลี่ยนไป
บทที่ 62 - บททดสอบรอบสองที่เปลี่ยนไป
บทที่ 62 - บททดสอบรอบสองที่เปลี่ยนไป
บทที่ 62 - บททดสอบรอบสองที่เปลี่ยนไป
การกระทำของหยูหมิงในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เป็นสิ่งที่เขาเสนอตัวเอง
สำหรับคนที่รากฐานเสียหาย หนทางข้างหน้ามืดมน และอายุขัยใกล้จะหมดลง สิ่งของส่วนใหญ่บนโลกนี้แทบไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องให้ความสำคัญ นั่นคือโอกาสในการซ่อมแซมรากฐาน
การทดสอบนี้เต็มไปด้วยความลึกลับ เขาอาจจะได้รับวาสนาในการรักษารากฐานจากที่นี่ก็ได้
ต่อให้สุดท้ายจะไม่สมหวัง อย่างน้อยก็ได้ขายน้ำใจให้รุ่นพี่หลี่ เผื่อว่าจะมีหนทางรอดอื่น
ส่วนคนอื่นๆ น่ะเหรอ พูดตามตรงอาจจะดูน่าหมั่นไส้ไปหน่อย แต่พวกนั้นก็แค่ของแถม
ส่วนเรื่องที่ทำแบบนี้จะไปทำให้ยอดฝีมือผู้อยู่เบื้องหลังโกรธหรือไม่ หยูหมิงไม่ได้กังวลมากนัก ขนาดผู้ฝึกวิชาเสน่ห์จากนิกายประสานรักยังไลฟ์สดโชว์หรา ก็ยังไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา
"จะเริ่มแล้วนะ" หยูหมิงลืมตาขึ้น
ทันใดนั้น ทุกคนต่างกลั้นหายใจ แม้แต่หลี่ชิงหยางก็ยังมีสีหน้าจริงจังขึ้น เขาวางน้ำเต้าลงแล้วมองไปที่หยูหมิง
ในวินาทีถัดมา หยูหมิงหลับตาลงอีกครั้ง ศีรษะก้มต่ำลงเล็กน้อย แสดงว่าเขาได้เข้าสู่มิติการทดสอบเรียบร้อยแล้ว
เริ่มแล้วเหรอ
ถึงก่อนหน้านี้จะเคยเห็นหยูหมิงสาธิตมาสองครั้งแล้ว แต่พอมาดูตอนนี้ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ดี
แต่มีรุ่นพี่หลี่อยู่ด้วย เขาน่าจะ...
เมื่อเห็นสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่ตน รวมถึงหลานศิษย์ของตัวเองด้วย หลี่ชิงหยางก็นิ่งไปครู่หนึ่ง
"ไม่ต้องมามองข้า หลี่โหมวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น"
เขาไม่ใช่คนประเภทห่วงหน้าตา ดูไม่ออกก็คือดูไม่ออก
รุ่นพี่หลี่นี่ช่างเป็นคนตรงไปตรงมาจริงๆ
เหล่าผู้ฝึกตนระดับแปลงเทพต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายก็ต้องหันกลับไปจดจ่อที่หยูหมิงอีกครั้ง
...............
[ศัตรู: ผู้ฝึกกายาระดับกลั่นลมปราณขั้นเก้า คัมภีร์ทรราชขั้นเริ่มต้น หมัดเขย่าขุนเขาขั้นสมบูรณ์]
[เป้าหมาย: สังหาร]
นี่คือคู่ต่อสู้ที่หยูหมิงต้องเจอในครั้งนี้
ด้วยข้อจำกัดของระดับพลัง ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณและสร้างรากฐานจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับ [คัมภีร์ทรราช] ได้สูงสุดแค่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น
หากต้องการฝึกให้ถึงขั้นเชี่ยวชาญ อย่างน้อยต้องเป็นระดับแก่นทองคำ ที่เปลี่ยนพลังลมปราณให้กลายเป็นพลังเวทเสียก่อน
หมอกสีเทารวมตัวกัน ก่อเกิดเป็นหอกเหล็กกล้าในมือของหยูหมิง ปลายหอกยาวหกนิ้วส่องประกายเย็นเยียบ
ตึง ตึง
เงาร่างผู้ฝึกกายาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กลิ่นอายหนักแน่นมั่นคงทำเอาขนที่หลังมือของหยูหมิงลุกชัน
ไม่ถูกต้อง ตัวนี้แกร่งกว่าคราวก่อนมาก
เขาเคยสู้กับผู้ฝึกกายาที่ฝึกเพลงหมัดจนถึงขั้นสมบูรณ์ในมิติการทดสอบมาแล้ว แต่แรงกดดันที่ได้รับเทียบไม่ได้เลยกับตัวตรงหน้านี้
ประสบการณ์อันโชกโชนทำให้เขาตัดสินใจได้ในทันที เท้าขวาก้าวถอยหลัง มือขวากุมปลายด้ามหอกยกขึ้นเหนือหัว ปลายหอกชี้ลงพื้น
และเงาร่างผู้ฝึกกายาก็หยุดลงเมื่อได้ระยะที่เหมาะสม
ใบหน้าที่มองเห็นไม่ชัดเจน แต่หยูหมิงกลับสัมผัสได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความดุร้าย
ราวกับเสือหิวที่จ้องมองเหยื่อของมัน
ตึง
เสียงทึบหนักดังขึ้น เงาร่างผู้ฝึกกายากระทืบเท้าแล้วพุ่งทะยานเข้ามา
หยูหมิงตกใจ กดด้ามหอกด้วยมือขวาแล้วงัดขึ้นตวัดกวาดออกไป
วูบ
ตัวหอกสั่นไหว ทำท่าจะกวาดเข้าใส่ศีรษะ
แต่เงาร่างผู้ฝึกกายากลับกางฝ่ามือขนาดใหญ่เท่าพัดใบตาลออกมา แล้วคว้าจับปลายหอกอันคมกริบนั้นไว้ได้หน้าตาเฉย
เลือดสดๆ ไหลรินลงมาตามแขน แล้วสลายกลายเป็นหมอกสีเทา
ทันใดนั้น เงาร่างผู้ฝึกกายาดูเหมือนจะแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว มือขวาออกแรงบีบอย่างรุนแรง
หอกเหล็กกล้างอพับทันที
หยูหมิงหนังหัวชาวาบ รู้สึกเหมือนสิ่งที่จับปลายหอกอยู่คือไดโนเสาร์จอมโหดที่มีพละกำลังมหาศาล แรงมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานนั้นกำลังจะยกตัวเขาลอยขึ้นทั้งตัว
ฟุ่บ
โลกหมุนคว้าง กระแสลมรุนแรงอัดกระแทกเข้าจมูกและคอ
แย่แล้ว
พอรู้ตัว หยูหมิงก็รีบปล่อยมือทันที ร่างของเขาถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป
......
......
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่หยูหมิงคนเดียว ผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคนต่างก็พบความผิดปกติทันทีที่เริ่มสู้
ระดับพลังเท่ากัน การบำเพ็ญเพียรเท่ากัน แต่กลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก
ครั้งก่อนใช้ฟางหลินเป็นต้นแบบ ซึ่งทั้งจิตใจและพรสวรรค์การต่อสู้ถือว่าอยู่ในระดับทั่วไป ใช้คัดกรองรอบแรกน่ะพอได้ แต่ถ้าจะใช้ในรอบสองคงไม่เหมาะ
ดังนั้น สวีสิงจึงปรับความยากเพิ่มขึ้นในทุกด้าน และเป็นการปรับแบบไดนามิกตามความสามารถของผู้ทดสอบด้วย
เช่น ถ้าผู้ทดสอบรู้วิชากระบี่พื้นฐานแค่วิชาเดียว ก็จะเพิ่มความเก่งของศัตรูหนึ่งส่วน
ถ้ารู้สองวิชา ก็เพิ่มสองส่วน ไล่ไปเรื่อยๆ จนสูงสุดที่ห้าส่วน
แต่ถ้ารู้วิชาลับหรือการสืบทอดระดับสูง ก็จะใช้วิธีคำนวณอีกแบบ
ไม่อย่างนั้น ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณหรือสร้างรากฐานทั่วไปจะเอาอะไรไปสู้กับระดับแก่นทองคำหรือวิญญาณแรกกำเนิดจากสำนักเซียนได้ล่ะ
ในมิติการทดสอบ เซียวฝานก็เจอกับผู้ฝึกกายาเช่นกัน
หลังจากทำความคุ้นเคยมาสักพัก เขายิ่งรู้สึกถึงความทรงพลังของวิชาเสวียนเทียน ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม เขาจึงปล่อยหมัดสวนเข้าไป หวังจะจบการต่อสู้อย่างรวดเร็ว
ทว่า พอปะทะกัน ผลลัพธ์กลับต่างจากที่คาดไว้โดยสิ้นเชิง
เมื่อเผชิญหน้ากับหมัดที่พุ่งมาตรงๆ ราวกับจะเขย่าขุนเขา เขากลับถูกต้อนจนต้องถอยร่นไม่เป็นท่า
ไม่ว่ากระบวนท่าของเขาจะล้ำเลิศหรือพลิกแพลงแค่ไหน เงาร่างผู้ฝึกกายาก็ใช้แค่หมัดเดียว
ต่อให้เจ้ามีพันหมื่นวิธีข้าก็ทำลายด้วยหมัดเดียว
ไม่ถึงห้ากระบวนท่า เขาก็ถูกซัดจนกระเด็น เลือดพุ่งออกจากปาก
'นี่มันจะเก่งเกินไปแล้วมั้ง'
เซียวฝานตื่นตระหนกในใจ
กว่าจะลงพื้นทรงตัวได้ หมัดที่รุนแรงปานจะทำลายทองคำและหยกก็พุ่งเข้ามาตรงหน้า แรงลมที่เกิดขึ้นทำเอาเขาหายใจติดขัด
เวรเอ๊ย
ประกายวิญญาณวาบขึ้นในดวงตา พลังวิญญาณหมุนเวียนด้วยวิถีอันน่าอัศจรรย์ทันที
ซู่ ซู่
เสียงเลือดสูบฉีดดังขึ้นข้างหู สมรรถภาพร่างกายของเซียวฝานพุ่งสูงขึ้น เขาขยับเท้าหลบหมัดนั้นได้อย่างหวุดหวิด
จากนั้นก็รีบดีดตัวถอยหลังทิ้งระยะห่าง
นี่คือผลของการเสริมพลังวิญญาณจากวิชาเสวียนเทียน
พลังวิญญาณทั่วร่างหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว สัมผัสได้ถึงพละกำลังที่หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย เซียวฝานจ้องมองเงาร่างผู้ฝึกกายาเขม็ง ในหัวพยายามนึกย้อนถึงทุกท่วงท่าที่ร่างแสงเทพนั้นแสดงให้ดู
ตัวเองมีวิชาการต่อสู้ของเผ่าชางที่ทรงพลังขนาดนี้ จะแพ้ได้ยังไง
"เข้ามา"
เขาทรงตัวมั่น แล้วพุ่งเข้าใส่เงาร่างผู้ฝึกกายาอีกครั้ง ปล่อยหมัดสวนออกไป แรงหมัดหนักหน่วงขึ้นหลายเท่าตัว
แต่หมัดนี้กลับไม่เป็นผล
เห็นเพียงเงาร่างผู้ฝึกกายาเอียงตัวหลบหมัดที่พุ่งมาด้วยมุมที่แปลกประหลาด แล้วแทรกตัวเข้ามาในอ้อมอกเขา
เซียวฝานชะงัก เหมือนจะเห็นแววตาเยาะเย้ยบนใบหน้าที่เลือนรางนั้น ฝ่ามือที่กางออกขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในสายตา
วินาทีที่ถูกมือใหญ่นั้นตะปบเข้าที่หน้า เซียวฝานมีความคิดเดียวผุดขึ้นมาในหัว
'ไหนว่าเป็นพวกต่อสู้ตรงไปตรงมาไง ทำไมมันหลบเป็นด้วยวะ'
จากนั้น หัวของเขาก็ถูกกดกระแทกลงกับพื้นอย่างไม่อาจควบคุมได้
...............
"อาจารย์อา ท่านเล่นปรับความยากสูงขนาดนี้รวดเดียว พวกเขาจะรับมือไหวเหรอคะ"
ฉือจิ่วอวี๋นั่งยองๆ อยู่ข้างโต๊ะน้ำชา ในมือถือกำผลไม้อยู่ลูกหนึ่ง เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
"ถ้ายังง่ายเหมือนรอบที่แล้ว มันจะไปมีความหมายอะไร" สวีสิงตอบเสียงเรียบ
"ก็จริง"
ฉือจิ่วอวี๋รีบกินเนื้อผลไม้ที่เหลือจนหมด แล้วโยนเม็ดลงถังขยะที่อยู่ไกลออกไป
ปัดมือสองสามที แล้วเธอก็ขึ้นไปนั่งบนโซฟา บิดขี้เกียจอย่างสบายใจ
"แต่ว่านะอาจารย์อา ทำไมท่านถึงจัดงานทดสอบนี้ขึ้นมาล่ะคะ"
พอกลับถึงสำนัก ถ้าอาจารย์อาต้องการ สำนักเซียนใหญ่อีกหกแห่งก็ต้องไว้หน้าอยู่แล้ว
ถ้าทำแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นขนาดงานหรือคุณภาพของผู้เข้าร่วมทดสอบ ก็ต้องเหนือกว่าที่นี่มากโข
"ที่นี่เป็นเมืองแรกที่ข้าเจอหลังจากออกจากด่านเก็บตัว" สวีสิงมองดูเหล่าเงาร่างที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด "ในเมื่อมีวาสนาต่อกัน ก็ให้โอกาสคนที่นี่ได้ลองดูสักหน่อย"
ถ้ามีใครสามารถใช้โอกาสนี้ถีบตัวขึ้นมาจนกลายเป็นระดับผสานเต๋าได้ ก็คงจะดีไม่น้อย
แต่น่าเสียดายที่โอกาสนั้นริบหรี่ ถ้าเป็นระดับผสานเต๋ากันได้ง่ายๆ ป่านนี้คงไม่เหลืออยู่แค่นิดเดียวหรอก
"เอิ่ม..." ฉือจิ่วอวี๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "งั้นแบบนี้ พวกเราก็ต้องกลับช้าลงหน่อยใช่ไหมคะ"
"ก็ไม่ช้าหรอก ใกล้แล้วล่ะ"
เหตุผลที่เขาอยู่ที่นี่ นอกจากเพื่อให้โอกาสคนเมืองนี้แล้ว ยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง
และตอนนี้
เจ้าฮั่วนั่นกำลังก่อเรื่อง เขาเองก็ต้องคอยจับตาดูอยู่เหมือนกัน
"กลับช้าหน่อยสิดี..." เธอพึมพำเสียงเบา
ขืนกลับไปก็ต้องเจออาจารย์น่ะสิ
[จบแล้ว]