- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 51 - จอกตานฮวา
บทที่ 51 - จอกตานฮวา
บทที่ 51 - จอกตานฮวา
บทที่ 51 - จอกตานฮวา
สองเหรียญวิญญาณ ไม่ถึงหนึ่งหินวิญญาณด้วยซ้ำ วาสนาที่ข้ามอบให้เคยราคาถูกขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ถ้าพี่ชายรู้เข้า มีหวังโดนหัวเราะเยาะแน่
"วาสนาที่เจ้าพลาดไปอยู่ในนั้น เอาออกมาซะ"
เซียวฝานไม่กล้าปฏิเสธ ส่งจิตเข้าไปสำรวจในแหวนมิติ
เห็นของที่ระลึกกองเป็นภูเขาเลากา
ของเยอะขนาดนี้ ผู้อาวุโสฮั่วเหมามาทั้งร้านเลยเหรอเนี่ย?
ไม่นาน ความรู้สึกวูบวาบที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาเพ่งสมาธิไปที่มุมหนึ่ง แค่คิดในใจ
แก้วที่ระลึกที่เขาเพิ่งคืนให้พนักงานขายไปก็ลอยออกมา
"ส่งพลังวิญญาณเข้าไป"
เซียวฝานทำตามอย่างว่าง่าย แกะกล่องออก ส่งพลังเข้าไป
ติ๊ง~
ทันทีที่พลังวิญญาณแทรกซึมเข้าไป แสงนวลตาก็สว่างขึ้น พื้นผิวของแก้วเริ่มหลุดล่อน
เพียงไม่กี่วินาที เปลือกนอกก็หลุดออกจนหมด
ลวดลายสวยงามและรูปทรงโบราณหายไป แทนที่ด้วยจอกหยกสีขาวประณีตงดงาม มีประกายแสงสีรุ้งจางๆ ไหลเวียนอยู่ทั่วจอก
"ผู้อาวุโส นี่คืออะไรครับ"
"แก้วน้ำ"
เซียวฝาน: "..."
วินาทีถัดมา พื้นที่สีขาวโพลนเริ่มหดตัว ทิวทัศน์รอบด้านเริ่มกลับคืนมา
หือ?
ไม่ใช่!
ที่ที่กลับมาไม่ใช่หน้าโรงพยาบาล แต่เป็น... บ้านของเขาเอง
แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องรับแขก บนโต๊ะชามีน้ำครึ่งแก้วที่เขาดื่มเหลือไว้เมื่อเช้า
"ลองดูสิ เจ้าควรรู้วิธีใช้มัน"
ผมจะไปรู้ได้ยังไง...
กำลังจะอ้าปากเถียง ภาพเลือนรางบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัว เงาร่างประหลาดหลายร่างถือจอกหยกแบบเดียวกับเขา ดูเหมือนกำลังหัวเราะร่า
เซียวฝานเดินเข้าไปอย่างเหม่อลอย เลียนแบบท่าทางของเงาร่างประหลาดในหัว ยื่นจอกหยกในมือไปตักแสงแดดที่สาดส่องเข้ามา
แสงแดดจะตักใส่แก้วได้ยังไง?
เรื่องที่ฟังดูไร้สาระ กลับเกิดขึ้นจริงในวินาทีนี้
จอกหยกที่ว่างเปล่า พอเซียวฝานทำท่าตัก ก็มีของเหลวสีทองจางๆ ประหลาดปรากฏขึ้นจนเต็มจอก
แก่นตะวันสีชาด
ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เขากลับรู้ว่ามันคืออะไร
การสร้างรากฐานวิถีฟ้าประทาน ต้องรับแก่นตะวัน รวมแก่นจันทรา และกลั่นแสงดาว
และนี่ คือแก่นตะวันบริสุทธิ์ที่สุดที่ควบแน่นจนเป็นของเหลว
"ทิวารองรับแสงตะวันสีชาด ราตรีตวงตักแก่นจันทราบริสุทธิ์" เซียวฝานพึมพำเบาๆ แล้วหันไปมองฮั่ว "ผู้อาวุโส เป็นเพราะเลือดหยดนั้นเหรอครับ"
'จอกตานฮวา' นี้ มนุษย์ไม่สามารถใช้งานได้
แต่เขากลับใช้ได้
ชั่วพริบตา เซียวฝานเข้าใจเรื่องราวหลายอย่าง เช่น เสียงอันยิ่งใหญ่ที่ดังก้องตอนเลือดหยดนั้นพุ่งเข้าใส่ร่าง
ได้ยลความลับแห่งวาสนาของเผ่ามนุษย์... นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่มนุษย์แล้วเหรอ?
งั้นตอนนี้ตัวเขา...
"อย่าลืมตัวตน เพียงเจ้าตระหนักอยู่เสมอ ว่าตนเองเป็นเผ่ามนุษย์ก็พอ"
ทิ้งคำพูดไว้ประโยคเดียว ฮั่วก็หายวับไป
เขาไม่ใช่พี่ชายสวีสิง ที่จะมานั่งใจเย็นอธิบายให้เด็กที่ได้รับวาสนาฟัง เข้าใจได้ก็เข้าใจ เข้าใจไม่ได้...
หึหึ
ก็แค่ฆ่าทิ้ง
…………
"เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปที่ที่หนึ่ง"
สวีสิงถือถ้วย คีบเนื้อปลาบางเฉียบลงไปลวกในน้ำซุปใสที่เดือดปุดๆ อยู่ตรงหน้า
เนื้อปลาใสแจ๋วเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว จังหวะนี้ต้องรีบคีบขึ้น ไม่งั้นจะสุกเกินไป
เพราะลวกแค่แป๊บเดียว เนื้อปลาเลยยังมีความเด้งสู้ฟัน พลังวิญญาณข้างในก็ยังไม่หายไปไหน รสชาติหวานล้ำ
ยิ่งกินคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดของฉือจิ่วอวี๋ รสชาติยิ่งสุดยอด
ยัยนี่ไม่ได้โม้จริงๆ
"หือ? ไปไหนอะ"
ฉือจิ่วอวี๋คีบเนื้อปลาคำโตยัดใส่ปาก เคี้ยวจนแก้มตุ่ยเหมือนหนูแฮมสเตอร์
"เคยบอกว่าจะเตรียมของขวัญให้เจ้า ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้ว"
ของขวัญ?
เธอลืมไปแล้วนะเนี่ย
ฉือจิ่วอวี๋เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วกลืนเอือก ถามอย่างคาดหวัง "ของขวัญอะไรเหรอ!"
"ไปถึงเดี๋ยวก็รู้"
"..."
อมพะนำอีกละ
…………
เมืองเสวียนเจี้ยน ชานเมือง
เจียงจิ้งนำทางหลี่ชิงหยางและผู้อาวุโสระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่ามายังสถานที่ที่เคยเปิดแดนลึกลับ
แม้จะรับปากว่าจะช่วยตัดพลังปนเปื้อนให้ แต่หลี่ชิงหยางก็สนใจแดนลึกลับสำหรับเลี้ยงกระบี่ที่ว่านั่นเหมือนกัน ก็เลยติดต่อผ่านหอจัดการธุระไปหาคนที่ร่วมภารกิจวันนั้น
หลี่เฟิงผิงเพิ่งโดนปล่อยตัว น่าจะยังไม่เห็นข้อความ
ผู้คุมกฎฝ่ายนอกสวีซานตาวก็ไม่ตอบ น่าจะยุ่งธุระส่วนตัวอยู่
สุดท้ายเลยติดต่อได้แค่เจียงจิ้ง
"ตรงนี้แหละค่ะ" เจียงจิ้งหยุดเดิน
ผู้อาวุโสระดับหวนคืนฯ หยิบยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง เดินขึ้นหน้าเตรียมจะเปิดทางเข้าแดนลึกลับ
ส่วนหลี่ชิงหยางเงยหน้ามองท้องฟ้า เหมือนเห็นอะไรน่าสนใจ
"ท่านอาจารย์อาทวด?"
"น่าสนใจ ดูท่ากระบี่ในแดนลึกลับนี้จะไม่ธรรมดาจริงๆ"
"ท่านหัวหน้าหอก็เห็นเหรอคะ?" เจียงจิ้งถาม
เธอเป็นศิษย์หอกระบี่พิทักษ์กฎ เรียกแบบนี้ถูกต้องแล้ว
"เรียกรองหัวหน้า" หลี่ชิงหยางแก้ "ฟังเจ้าพูดแบบนี้ เจ้าก็เห็นเหมือนกัน?"
"ศิษย์พี่ซานตาวช่วยชี้แนะน่ะค่ะ" เจียงจิ้งรู้ตัวดีว่าลำพังตัวเองคงไม่เห็น
"อืม" หลี่ชิงหยางพยักหน้า
มองเห็นสถานการณ์ที่นี่ได้ แสดงว่าผู้คุมกฎฝ่ายนอกที่ชื่อสวีซานตาวคนนั้นมีฝีมือใช้ได้ วันหลังถ้ามีโอกาสคงต้องไปเจอสักหน่อย
ถ้าเก่งจริง ดึงตัวมาเข้าหอกระบี่พิทักษ์กฎฝึกงานสักหน่อยก็น่าจะดี
ฟังบทสนทนาของทั้งคู่ ผู้อาวุโสระดับหวนคืนฯ งงเป็นไก่ตาแตก
หลายปีมานี้ เขาโดนจิตวิญญาณปนเปื้อนเล่นงานจนอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ การรับรู้ทางจิตวิญญาณเลยพร่ามัว สัมผัสถึงความคมกล้าที่แฝงอยู่ในกระแสปราณสีเขียวนั้นไม่ได้เลย
ถ้าตอนนั้นเขาอาการหนักขนาดนี้ คงไม่เจอแดนลึกลับนี้ด้วยซ้ำ
"เริ่มเถอะ" หลี่ชิงหยางสั่งเสียงเรียบ
เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นมิติละเอียดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่าแล้ว แดนลึกลับนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ประเภทที่ต่อต้านคนนอก
ผู้อาวุโสระดับหวนคืนฯ เห็นท่านอาจารย์อาทวดไม่คิดจะอธิบาย ก็รู้งานไม่ถามมาก
ซัดยันต์ในมือออกไป ทางเข้าทรงรีที่มีหมอกสีเทาม้วนตลบและมีแสงสีแดงเรืองรองค่อยๆ เปิดออกเหมือนคราวก่อน
"ท่านอาจารย์อาทวด ข้างในนี้แหละครับ"
"อืม"
หลี่ชิงหยางในฐานะระดับเหนือกว่าผสานเต๋า ย่อมไม่ลังเล ก้าวเท้าเดินเข้าไปทันที
ภายในแดนลึกลับ พระจันทร์สีเลือดลอยเด่นกลางเวหา ยอดเขารูปกระบี่ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางโลก โซ่ตรวนที่ทอดมาจากที่ไหนไม่รู้พันธนาการมันไว้
ใต้เขากระบี่ รอยแยกมิติเปิดออก ร่างของหลี่ชิงหยางก้าวออกมา
"นี่คือแดนลึกลับเลี้ยงกระบี่ที่ว่าเหรอ"
สายตากวาดมองทุ่งหญ้าสื่อธรรมสุดลูกหูลูกตาผ่านๆ ไม่ได้สนใจ สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไปอาจจะล้ำค่า แต่เขาไม่สน
จากนั้นเขาก็มองไปที่ยอดเขากระบี่ สีหน้าท่าทางสบายๆ ของหลี่ชิงหยางค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น
อานุภาพที่เขาลูกนี้แฝงไว้นั้น รุนแรงเกินขอบเขตระดับผสานเต๋าไปแล้ว
แดนลึกลับนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ
มีบางอย่างผิดปกติ...
วินาทีถัดมา หลี่ชิงหยางเงยหน้าขวับ มองไปที่พระจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้า
"..."
เหงื่อแตกพลั่ก
มองไม่ออกเลยสักนิด แต่จิตกระบี่ของเขากำลังสั่นสะท้าน หัวใจกระบี่ที่ใสกระจ่างราวกับถูกเงามืดขนาดใหญ่ปกคลุม เหมือนสัมผัสได้ถึงตัวตนระดับสูงกว่าที่อยู่เหนือขึ้นไปอีก
นี่ไม่ใช่ระดับที่เขาจะเข้าใจได้แล้ว!
"หลี่ชิงหยางแห่งสำนักกระบี่ คารวะท่านผู้อาวุโส" หลี่ชิงหยางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
แต่ในใจกลับสบถยับ
ไอ้เวรเอ๊ย!
เอ็งแค่ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า แถมยังเป็นพวกกึ่งพิการ ยังจะกล้าเพ้อฝันจะมาสยบกระบี่ระดับนี้เนี่ยนะ?
ยังจะบอกว่าเจ้าของกระบี่ตายไปแล้ว เขาแค่ไม่เห็นหัวเอ็งต่างหากโว้ย!
[จบแล้ว]