- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 42 - กล่องหยกกับความเพ้อฝัน
บทที่ 42 - กล่องหยกกับความเพ้อฝัน
บทที่ 42 - กล่องหยกกับความเพ้อฝัน
บทที่ 42 - กล่องหยกกับความเพ้อฝัน
"เจ้าไม่ตอบข้อความศิษย์พี่ ไม่กลัวกลับไปโดนจัดการเหรอ" สวีสิงถาม
"คนที่จะกลัวคือตัวข้าหลังจากกลับไปแล้วต่างหาก"
และถึงไม่ทำแบบนี้ก็โดนจัดการอยู่ดี ฉือจิ่วอวี๋เติมคำในใจเงียบๆ
"ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว อาจารย์อา ก่อนมาข้าเช็กในเครือข่ายวิญญาณมาแล้ว ขึ้นไปอีกหน่อยจะมีการแสดงที่น่าสนใจมาก เขาบอกว่าเป็นการแสดงกับจระเข้ฟันเหล็กด้วยนะ"
จระเข้ฟันเหล็ก สัตว์วิเศษที่มีแรงกัดมหาศาล เคี้ยวเหล็กกลืนทอง แม้แต่ผู้ฝึกกายาระดับสร้างรากฐานยังอาจต้านทานฟันเหล็กและเขี้ยวทองแดงของมันไม่ไหว
เดินขึ้นไปถึงกลางเขา ก็เห็นช่องเขาถูกขุดเจาะเป็นพื้นที่กว้างขวางเป็นระเบียบ เสริมความแข็งแกร่งด้วยค่ายกลกันถล่ม
[สวนจระเข้ฟันเหล็ก]
รอบบริเวณและพื้นปูด้วยกระเบื้องสีขาว ดูสว่างไสว ตรงกลางเป็นบ่อน้ำตื้นๆ ที่ถูกกั้นไว้ ข้างในมีสัตว์วิเศษรูปร่างเหมือนจระเข้ตัวยาวหลายเมตรนอนหมอบอยู่ เกล็ดทั่วตัวสีดำมันวาว
พอมันอ้าปาก ก็จะเห็นฟันแหลมคมน่ากลัวที่ส่องประกายแวววาวเหมือนโลหะ
นี่คือจระเข้ฟันเหล็ก
เนื่องจากเป็นวันธรรมดา นักท่องเที่ยวไม่เยอะ ทั้งสองคนเลยหาที่นั่งชมการแสดงดีๆ ได้ง่ายมาก
ตอนไปถึงการแสดงดำเนินไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
เจ้าหน้าที่สวมชุดเครื่องแบบสีฟ้าอ่อน กำลังนั่งยองๆ ค่อยๆ ยื่นแขนเข้าไปในปากที่อ้ากว้างของจระเข้ฟันเหล็ก
เจ้าหน้าที่คนนั้นเพิ่งจะอยู่ระดับสร้างรากฐาน ถ้าโดนงับเข้าทีเดียว แขนทั้งข้างคงแหลกละเอียด
นักท่องเที่ยวรอบๆ จ้องตาไม่กะพริบ กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
นั่นสินะ ไม่ว่าโลกไหน ก็ต้องมีคนที่โหยหาความตื่นเต้น
ฉือจิ่วอวี๋กินสายไหมคำหนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่ปากจระเข้ เธอไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร แค่รู้สึกว่าพฤติกรรมรนหาที่ตายแบบนี้มันน่าสนใจดี
ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่เหมือนจะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง รีบชักแขนออกอย่างรวดเร็ว
เป็นไปตามคาด ปากขนาดใหญ่ของจระเข้หุบลงฉับในวินาทีถัดมา ฟันเหล็กกระทบกันเกิดประกายไฟกระเด็น
"โห!!"
นักท่องเที่ยวหลายคนร้องอุทาน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลลูบแขนขวาตัวเอง แววตาแฝงความระลึกถึงความหลัง
ส่วนเจ้าหน้าที่คนนั้นพอลุกขึ้นก็เอามือกุมแขนตัวเองไว้ด้วยความตกใจ เห็นได้ชัดว่าขวัญเสียเหมือนกัน
จากนั้นเขามองไปที่จระเข้ฟันเหล็กตัวนั้นด้วยสีหน้าซับซ้อน
หนึ่งคนหนึ่งสัตว์จ้องตากัน
"จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ท่านเคยตรัสไว้ได้ดี 'เดินริมแม่น้ำบ่อยๆ มีหรือรองเท้าจะไม่เปียก'"
ฉือจิ่วอวี๋เอียงคอ หันไปมองชายวัยกลางคนไม่ไกล "คุณลุง ดูเหมือนจะมีอารมณ์ร่วมมากเลยนะ"
"แหงล่ะสิ เมื่อก่อนลุงก็ทำอาชีพนี้เหมือนกัน" คุณลุงคนนั้นดูท่าทางเป็นคนคุยเก่ง "ไอ้หนุ่มนี่ถือว่าโชคดี ตอนนั้นลุงน่ะแขนขาดไปข้างนึงเลยนะ"
โชคดีที่แกพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง เลยไปโรงพยาบาลจ้างหมอเทวดาและซื้อยามาปลูกแขนใหม่จนหายดี
"แล้วจระเข้ตัวที่กัดลุงล่ะ" ฉือจิ่วอวี๋อยากรู้
แล้วจระเข้ตัวที่กัดคนจะถูกจัดการยังไงนะ?
"อยู่นี่ไง" คุณลุงหยิบกระเป๋าสตางค์หนังออกมา จริงๆ แล้วผู้ฝึกตนไม่ค่อยใช้ของแบบนี้กันหรอก "ปากมันชอบอ้าๆ หุบๆ นักใช่ไหม ลุงเลยให้มันมาอยู่ข้างตัว จะได้หุบให้สะใจไปเลย"
ส่วนฟันแกเอามาทำมีดเลาะกระดูก ตอนนี้แกทำธุรกิจขายเนื้อจระเข้ฟันเหล็กโดยเฉพาะ
ฉือจิ่วอวี๋มองกระเป๋าสตางค์ในมือคุณลุงตาค้าง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เดาะลิ้น
ดูเหมือน... ก็สมเหตุสมผลดีแฮะ
ตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่อีกคนก็เดินออกมา ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ที่เกือบจะกลายเป็นเอี้ยก้วยคนนั้น
"ท่านนักท่องเที่ยวทุกท่าน ต้องขออภัยจริงๆ การแสดงวันนี้จบแค่นี้ รบกวนทยอยเดินออกไปด้วยครับ!"
จระเข้ฟันเหล็กตัวนั้นทำตาแป๋วเหมือนผู้บริสุทธิ์
แม้นักท่องเที่ยวจะอยากดูต่อ แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ จึงทยอยเดินออกไป
ฉือจิ่วอวี๋กับสวีสิงก็เดินตามฝูงชนออกไป
จู่ๆ เธอก็นึกถึงคำพูดของคุณลุงเมื่อกี้ "อาจารย์อา ท่านว่าจระเข้ตัวนั้นต่อไปยังจะได้แสดงร่วมกับคนข้างในนั้นอีกไหม"
"อืม... สามเรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ"
เอ๊ะ?
ถามไปคำถามเดียวไม่ใช่เหรอ?
ทำไมถึงมีสามเรื่อง?
......
อีกด้านหนึ่งของสวนชมสัตว์วิเศษ วิหคเพลิงเวอร์ชันการ์ตูนร่อนลงมาจากฟ้า ลงจอดในมุมอับสายตา
เซียวฝานถอดหัวมาสคอตออก ยื่นมือไปรับกระบี่บินที่แสงมอดลง
"เฮ้อ~"
ถอนหายใจยาว บินมาทั้งเช้า ปราณแท้ของเขาแทบเกลี้ยง
ความจริงหลังการสอบประลองเวท เขาก็ไปทำเรื่องลาออก เพราะคนไร้อนาคตอย่างเขาเรียนต่อก็ไร้ความหมาย
ฝ่ายปกครองและผู้อำนวยการรู้ว่าสถานการณ์เขาพิเศษ เลยไม่ได้ตำหนิอะไร เรื่องนี้เขาซาบซึ้งใจมาก
โชคดีที่การรักษาพี่ชายผ่านไปได้ด้วยดี อาการทรงตัวแล้ว แม้ระดับพลังจะลดลงไปบ้าง แต่รากฐานได้รับการซ่อมแซมแล้ว
ด้วยพรสวรรค์ของพี่ อีกไม่นานต้องฝึกกลับมาได้แน่
คิดถึงตรงนี้ เซียวฝานก็ยิ้มออกมา
เดินเข้าไปในห้องพักพนักงาน คนที่ใส่ชุดมาสคอตเหมือนกันเดินสวนออกมา
"รีบไปพักเถอะเสี่ยวฝาน กินอะไรหน่อย แล้วดื่มน้ำยารวมปราณเยอะๆ ล่ะ"
"ครับพี่หลี่"
คนที่เซียวฝานเรียกว่าพี่หลี่พยักหน้า เดินสวนไปแล้วสวมหัวมาสคอต จากนั้นใช้วิชาควบคุมวัตถุบินขึ้นฟ้าไป
บนท้องฟ้าตอนนี้ นอกจากวิหคเพลิงแล้ว ยังมีสัตว์วิเศษเวอร์ชันการ์ตูนอีกหลายตัว
นี่คืองานที่เขาหาได้ ปลอมเป็นสัตว์วิเศษเพื่อเพิ่มสีสันให้สวนสัตว์ หลักๆ คือดึงดูดเด็กๆ
งานไม่หนักมาก ค่าจ้างก็ไม่ถือว่าน้อย
ความจริงพอสร้างรากฐานแล้วมีงานให้เลือกเยอะแยะ แต่ตอนนี้เขายังหาที่เหมาะๆ ไม่ได้ เลยทำตรงนี้แก้ขัดไปก่อน
เดินเข้าห้องพักพนักงาน สายลมเย็นช่วยพัดพาความเหนื่อยล้าไปได้บ้าง
เซียวฝานถอดชุดมาสคอตตุ้ยนุ้ยวางไว้ข้างๆ เอื้อมมือไปหยิบน้ำยารวมปราณบนชั้นมาขวดหนึ่ง
กระดกทีเดียวหมดขวด แล้วเดินไปที่โต๊ะด้านใน บนโต๊ะมีข้าวกล่องวางเรียงรายอยู่ พื้นโต๊ะสลักค่ายกลรักษาอุณหภูมิไว้ เลยไม่ต้องกลัวว่าข้าวจะเย็นชืด
หยิบมากล่องหนึ่ง หันหลังเดินไปนั่งที่บันไดหน้าประตู เปิดฝาข้าวกล่อง
ในกล่องมีทั้งเนื้อทั้งผัก อุดมสมบูรณ์มาก แม้แต่ข้าวก็เป็นข้าววิญญาณ ช่วยบำรุงพลังปราณได้ระดับหนึ่ง
ตักข้าวเข้าปากได้ไม่กี่คำ เงยหน้ามองไปไกลๆ ก็เห็นเด็กเจ็ดแปดขวบสองคนถือดาบไม้ ตะโกนว่า 'โตขึ้นข้าจะเป็นเจ้าสำนักกระบี่' อะไรทำนองนั้น
พ่อแม่เดินตามหลังมา พูดคุยหัวเราะกันอย่างมีความสุข
"..."
ตอนเด็กๆ เขาก็เคยอยากเป็นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน แต่พอพี่ชายเข้าสำนักราชันคชสาร เขาถึงเริ่มมีความใฝ่ฝันอยากเป็นผู้ฝึกกายา
คนเราก็เป็นแบบนี้ ยามยุ่งวุ่นวายจะลืมเรื่องแย่ๆ ไปได้ แต่พอนั่งพักคนเดียว ก็กลับกลายเป็นคนคิดมากอ่อนไหว
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาวางกล่องข้าวลงข้างตัว ล้วงเอากล่องหยกกล่องหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
กล่องหยกขนาดเท่าฝ่ามือ ผิวเรียบเนียนเกลี้ยงเกลา
แม้พกไว้ตลอดจะรู้สึกเกะกะไปบ้าง แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงยังพกมันติดตัวไว้
"หึ..."
เซียวฝานยิ้มเยาะตัวเอง ในใจรู้ดีว่าทำไม
ก็แค่ยังมีความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ ต่อคำพูดของคนขายตรงคนนั้น หรือต่อสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ก็เท่านั้นเอง
ที่ยังไม่เปิดดู ก็เพราะกลัวว่าความเพ้อฝันเสี้ยวสุดท้ายนี้ จะกลายเป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่ง
[จบแล้ว]