- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 41 - วันนี้ก็เป็นวันที่แสนจะแฮปปี้อีกแล้วสินะ!
บทที่ 41 - วันนี้ก็เป็นวันที่แสนจะแฮปปี้อีกแล้วสินะ!
บทที่ 41 - วันนี้ก็เป็นวันที่แสนจะแฮปปี้อีกแล้วสินะ!
บทที่ 41 - วันนี้ก็เป็นวันที่แสนจะแฮปปี้อีกแล้วสินะ!
ไร้หนทางไปต่อ
เห็นประโยคนี้ ในใจฉือจิ่วอวี๋ก็เกิดความรู้สึกซับซ้อนยากจะบรรยาย
"งั้น... ถ้าข้าฝึกฝนอยู่ในระดับวิญญาณแรกกำเนิดต่อไป จะเก่งได้เท่าอาจารย์อาไหม"
[อาจจะได้ แต่ไม่จำเป็น]
[สมัยนั้นพวกข้าไม่มีทางไปต่อ เลยต้องคลำทาง ลองผิดลองถูก ย่ำอยู่กับที่]
[แต่ตอนนี้ หนทางอันกว้างใหญ่ทอดอยู่ตรงหน้า จะทิ้งรากฐานไปคว้าปลายกิ่งทำไม]
แปลงเทพ หวนคืนสู่ความว่างเปล่า ผสานเต๋า หรือแม้แต่ระดับที่สูงกว่า คนรุ่นก่อนเบิกทางไว้ ก็เพื่อให้คนรุ่นหลังเดินได้สบายขึ้น
การติดแหง็กอยู่ที่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด คอยขัดเกลาพลังเวทของตัวเองซ้ำๆ มันเป็นเรื่องที่เลือกไม่ได้ เป็นความจำใจสุดๆ ถ้าทำในยุคนี้เขาเรียกว่า 'วิชามาร' ด้วยซ้ำ
[ถ้าเจ้าเลื่อนขั้นเป็นระดับแปลงเทพ เจ้าคิดว่าเจ้าจะรับกระบี่นั้นไม่ได้จริงๆ เหรอ]
หลังเลื่อนขั้นเป็นแปลงเทพ จะรับกระบี่เมื่อกี้ได้ไหม?
เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึง แปลงเทพกับวิญญาณแรกกำเนิดมันคนละชั้นกัน เธออยู่แถวหน้าสุดของระดับวิญญาณแรกกำเนิด พอเป็นแปลงเทพก็ย่อมไม่กระจอก
ถ้าคำนวณดู รับกระบี่นั้นได้แน่ ดีไม่ดีอาจจะพอฟัดพอเหวี่ยงได้ด้วย...
ไม่ถูกสิ!
"มันคิดแบบนั้นไม่ได้นะอาจารย์อา!"
ระดับแปลงเทพรับกระบี่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดได้ แถมยังแค่พอสู้ได้เนี่ยนะ มันน่าภูมิใจตรงไหน?
นี่ฉือจิ่วอวี๋นะเว้ย กลายเป็นฝ่ายโดนข้ามรุ่นมาตบตั้งแต่เมื่อไหร่!
[ก็คิดแบบนี้แหละ]
ถ้าตอนนั้นสวีสิงมีทางเลือก เขาคงไม่ยอมเสียเวลาเปล่าในระดับวิญญาณแรกกำเนิดหรอก
[หรือเจ้าคิดจะหยุดอยู่ที่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดจริงๆ เพื่อมาแข่งกับข้าว่าใครเป็นเบอร์หนึ่งในระดับนี้?]
"แน่นอนว่าไม่" ฉือจิ่วอวี๋ไม่ใช่พวกหัวรั้นดันทุรัง
เป้าหมายของเธอคือการเป็นเจ้าสำนักกระบี่รุ่นต่อไป ขืนแช่อยู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด จะเอาอะไรไปแข่งกับชาวบ้านเขา!
จากนั้น เธอก็ถามคำถามที่คาใจและอยากรู้สุดๆ ออกมา
"งั้นตอนระดับวิญญาณแรกกำเนิด อาจารย์อากับอาจารย์ ใครเก่งกว่ากัน?"
ท่ามกลางสายตาคาดหวังของเธอ ตัวอักษรสีทองค่อยๆ ปรากฏขึ้น
[ให้ทาย]
"..." อาจารย์อาก็ขี้แกล้งเหมือนกันแฮะ บ่นในใจเสร็จ เธอก็เงยหน้าตะโกน "อาจารย์อา ข้าอยากลองอีกหลายๆ รอบ!"
ถึงจะมั่นใจว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะเหนือโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่ากว่าจะไปถึงระดับแปลงเทพยังต้องใช้อีกนาน สู้ขัดเกลาฝีมือตัวเองตอนนี้ไปก่อนดีกว่า
[ได้]
ไม่นาน ในส่วนลึกของหมอก เงาร่างระดับวิญญาณแรกกำเนิดของสวีสิงก็เดินออกมาอีกครั้ง
พร้อมกันนั้น ในห้องรับแขกภายนอก ม่านแสงของฉือจิ่วอวี๋ก็เร่งความเร็วขึ้นวูบ
สวีสิงลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่
ดวงดาวระยิบระยับ พระจันทร์สีเงินลอยเด่น ความทรงจำในอดีตไหลเวียน
ตัวเขาในระดับวิญญาณแรกกำเนิด นั่นมันนานมากแล้วจริงๆ
จริงสิ ตอนนั้นระดับนี้ยังไม่ได้เรียกว่า 'วิญญาณแรกกำเนิด' ระบบการบำเพ็ญเพียรของพิภพไท่เสวียนก็ไม่ใช่แบบตอนนี้
โชคดีที่สุดท้ายพวกเขาชนะ
ในใจเกิดความรู้สึกมากมาย เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวหลายอย่าง
นึกถึงสหายร่วมทางเหล่านั้น แล้วก็... ผู้ฝึกตนระดับแปลงเทพคนแรกของเผ่ามนุษย์ที่จากไปแล้ว
สวีสิงยิ้มบางๆ
ตัวเขาเองก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่คนรุ่นก่อนเบิกไว้ให้ไม่ใช่เหรอ?
......
วันรุ่งขึ้น ฉือจิ่วอวี๋นอนยาวตื่นเอาตอนเที่ยง แถมตื่นมายังดูมึนๆ เบลอๆ สภาพจิตใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ดูเหี่ยวเฉาเหมือนผักดอง หมดสิ้นความสดใสซาบซ่า
เธอหาววอด "อรุณสวัสดิ์ อาจารย์อา"
"เที่ยงแล้ว ยังจะอรุณสวัสดิ์อีก" สวีสิงขำ
"อ๋อ~"
เธอตอบรับเสียงเนือยๆ ตอนเดินลงมาจากชั้นสองยังก้าวพลาดกลิ้งตกบันไดลงมาอีกต่างหาก
โชคดีที่เป็นผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิด หนังหนาเลยไม่เจ็บ รีบเกาะราวบันไดลุกขึ้นมาทันที
เมื่อคืนเธออยากอาศัยเงาร่างอาจารย์อาขัดเกลาฝีมือ ผลคือสู้กันทั้งคืน รับไม่ได้สักกระบี่เดียว ขนาดตัวเองยังจำไม่ได้ว่าตายไปกี่รอบ
นี่คือช่องว่างของกาลเวลาที่สั่งสม ยากจะก้าวข้าม
ที่เจ็บใจกว่าคือวิชาที่เธอเรียนมา พออยู่ต่อหน้าอาจารย์อาในระดับวิญญาณแรกกำเนิด กลับดูเหมือนมีแต่ช่องโหว่เต็มไปหมด โดยเฉพาะตอนใช้ "คัมภีร์กระบี่ไท่ซู"
เห็นสภาพเธอแบบนี้ สวีสิงเลยเสนอว่า "งั้นข้าพาเจ้าออกไปเดินเล่น ผ่อนคลายอารมณ์หน่อยดีไหม"
"หือ?" เธอชะงัก ยกสองมือตบแก้มตัวเองดังเพียะๆ จนแก้มขาวเนียนแดงเถือก "เอาสิ"
ตัวเองต้องออกไปเดินเล่น ปรับอารมณ์บ้างแล้วจริงๆ
"แต่วันนี้ข้าขี่รถไม่ไหว คงพาอาจารย์อาซ้อนไม่ได้นะ" เมาแล้วขับมันอันตราย "อาจารย์อาขี่ไหม"
"หึหึ เราเรียกรถไปกันเถอะ"
เดิมทีเขาก็ไม่คิดจะนั่งรถสามล้อถีบสุดแนวคันนั้นอีกอยู่แล้ว
......
สวนชมสัตว์วิเศษเมืองเสวียนเจี้ยน เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง เป็นภูเขาทั้งลูก แต่เนื้อแท้ก็คือสวนสัตว์นั่นแหละ
แค่ข้างในไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา แต่เป็นสัตว์วิเศษที่มีความสามารถพิเศษต่างๆ
เดินอยู่บนทางเดินเล็กๆ ในหุบเขา ข้างทางมีลำธารไหลคดเคี้ยว ฉือจิ่วอวี๋หยุดดูโน่นดูนี่เป็นพักๆ ในมือถือสายไหมที่ใหญ่กว่าหัวตัวเองหลายเท่า นี่คือของขึ้นชื่อของที่นี่
วัตถุดิบทำสายไหมชนิดนี้มาจากนกชนิดหนึ่งชื่อ 'วิหคขนหวาน' พวกมันบินไม่ได้ ขนทั่วตัวเป็นผลึกชนิดหนึ่ง รสชาติหวานหอม
ถ้าพวกมันตกใจ ขนทั่วตัวจะกลายเป็นพิษร้ายแรง ดังนั้นต้องเป็นผู้ฝึกตนที่เคยฝึกวิชาประเภทกล่อมเกลาจิตใจเท่านั้นถึงจะถอนขนมันออกมาได้
"อาจารย์อา เร็วๆ หน่อยสิ!" ฉือจิ่วอวี๋หันมาตะโกนเรียก
ข้างล่างนั้น สวีสิงเดินทอดน่องไม่รีบร้อน ทิ้งห่างเธอไปไกลโข
เธอรออยู่ไม่กี่วิ สุดท้ายทนไม่ไหววิ่งกลับลงมาหา
"เจ้าปรับอารมณ์ได้เร็วดีจริงๆ"
"แน่นอน คนมันมองโลกในแง่ดีนี่นา!" เธอหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง "มาอาจารย์อา เราสองคนถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อย"
ประจวบเหมาะกับมีสัตว์วิเศษตัวหนึ่งบินมาแถวนั้น บินวนอยู่บนท้องฟ้า ขนสีแดงเพลิงไร้สีอื่นเจือปน มองไกลๆ เหมือนก้อนไฟตกลงมาจากฟ้า
มันร่อนลงที่ริมลำธาร จุ่มหัวลงไปในน้ำทั้งหัว นี่คือวิธีการกินน้ำของมัน
นกชนิดนี้ชื่อว่าวิหคเพลิง เวลาถูกกระตุ้นหรือโกรธ ขนทั่วตัวจะลุกเป็นไฟ อุณหภูมิสูงมาก
เมื่อก่อนนักปรุงยาและนักสร้างอาวุธระดับล่างมักจะจับนกชนิดนี้มาถอนขนไปใช้จุดไฟ
ฉือจิ่วอวี๋ขยับหามุม ให้วิหคเพลิงเข้ามาอยู่ในฉากหลัง แล้วให้แน่ใจว่าทั้งเธอและอาจารย์อาอยู่ในเฟรม กดถ่ายรัวๆ หลายรูป
"อาจารย์อา! ท่านถ่ายให้ข้าบ้างสิ!"
เธอส่งมือถือให้สวีสิง ตัวเองถือสายไหมโพสท่าตั้งท่ากระบี่
วิหคเพลิงข้างหลังเงยหน้าขึ้น จ้องมองแผ่นหลังฉือจิ่วอวี๋ตาแป๋ว จู่ๆ ก็กางปีกบินพุ่งเข้ามา กรงเล็บตะปบไปที่สายไหมในมือเธอ
แต่ทว่าในจังหวะที่กำลังจะคว้าได้ มือที่ไม่ได้ใหญ่โตแต่ทรงพลังข้างหนึ่งก็คว้าคอมันไว้หมับ ไม่ว่ามันจะดิ้นรนยังไงก็ขยับไม่ได้
ด้วยความตกใจ
พรึ่บ!
เปลวไฟลุกโชน อากาศถูกเผาจนบิดเบี้ยว แต่ทำอะไรชั้นแสงป้องกันบางๆ นั้นไม่ได้เลย
"กล้าแย่งของกินข้าเรอะ!" ฉือจิ่วอวี๋จับคอเขย่าไปมา แล้วแกล้งขู่ "อาจารย์อา เราซื้อเจ้านกนี่ไปย่างกินกันดีไหม"
วิหคเพลิงเหมือนจะฟังรู้เรื่อง ตาเล็กๆ ฉายแววหวาดกลัว
"ช่างเถอะ ยังไงก็เป็นสัตว์วิเศษที่คนเขาอุตส่าห์หามา"
"ก็ได้"
ฉือจิ่วอวี๋ปล่อยมือ เจ้าวิหคเพลิงขวัญกระเจิงไม่กล้าอยู่ต่อ รีบบินหนีไปอย่างไว
เงยหน้ามองวิหคเพลิงบินลับไป เธอเดินไปเอามือถือคืนจากสวีสิง เปิดดูรูปอยู่ครู่หนึ่ง
"อาจารย์อา ข้าส่งรูปพวกนี้ให้อาจารย์ดูได้ไหม!"
"ตามใจเจ้า"
สวีสิงเดินขึ้นเขาต่ออย่างไม่รีบร้อน ฉือจิ่วอวี๋เดินตามหลัง เริ่มส่งรูปให้อาจารย์
รูปแรกๆ เป็นรูปที่เธอจับวิหคเพลิง และรูปที่ใช้สายไหมตั้งท่ากระบี่
รออยู่พักใหญ่กว่าจะมีการตอบกลับ
ท่านอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักที่สุดของข้า: "สายไหมในมือเจ้าดูน่ากินดี เดี๋ยวส่งมาให้ข้าอันนึง"
"..."
เงียบไปพักหนึ่ง เธอส่งรูปที่เหลือตามไป คราวนี้เป็นรูปคู่กับสวีสิง
ท่านอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักที่สุดของข้า: "??? ศิษย์น้องอยู่กับเจ้าเหรอ"
ฉือจิ่วอวี๋ไม่อ่านไม่ตอบ ปิดเครื่องแล้วโยนมือถือเข้าแหวนมิติทันที
ตั้งแต่อ่านแชตนั้น เธอก็ไม่กลัวแล้ว ยังไงกลับไปก็โดนเชือดอยู่ดี
เฮ้อ!
วันนี้ก็เป็นวันที่แสนจะแฮปปี้อีกแล้วสินะ!
[จบแล้ว]