เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 - หนทางตันในกาลก่อน

บทที่ 40 - หนทางตันในกาลก่อน

บทที่ 40 - หนทางตันในกาลก่อน


บทที่ 40 - หนทางตันในกาลก่อน

ข่มความตื่นเต้นในใจ ฉือจิ่วอวี๋นั่งขัดสมาธิ กลั้นหายใจรวบรวมสมาธิรออยู่พักหนึ่ง

อืม

ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย...

"ทำไมยังไม่เริ่มล่ะอาจารย์อา"

"เจ้าไปนอนบนเตียงก็เริ่มได้แล้ว"

"ยุ่งยากจัง เริ่มเลยไม่ได้เหรอ"

"จะเริ่มเลย... ก็ใช่ว่าจะไม่ได้"

ในม่านแสง จางอวิ๋นลู่พ่ายแพ้อีกครั้ง แม้จะเริ่มมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่กว่าจะสมบูรณ์แบบคงต้องใช้เวลาอีกนาน

แต่ไม่เป็นไร สิ่งที่มีมากที่สุดก็คือเวลา

พริบตาถัดมา ภาพในม่านแสงก็เร่งความเร็วขึ้น จนแม้แต่ฉือจิ่วอวี๋ยังมองตามไม่ทัน

หลังจากเร่งความเร็วแล้ว สวีสิงก็หันมามองเธอ

"งั้นก็เริ่มเลยนะ"

วิ้ง~

เสียงวิ้งเบาๆ ดังขึ้นข้างหู ทัศนวิสัยเริ่มพร่ามัว ในภวังค์นั้น ฉือจิ่วอวี๋รู้สึกเหมือนสติกำลังดำดิ่ง ร่วงหล่นลงไปเรื่อยๆ วิธีการใดๆ ก็ไร้ผลในชั่วขณะนี้

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดเธอก็รู้สึกว่า 'เท้าติดพื้น' แล้ว

สายตากลับมามองเห็นอีกครั้ง เบื้องหน้าคือหมอกสีเทาหม่นสุดลูกหูลูกตา แม้แต่ใต้เท้าก็เป็นหมอก แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเหยียบอยู่บนพื้นดินจริงๆ

แถมเธอยังสัมผัสได้ถึงร่างกาย พลังเวท จิตวิญญาณ หรือแม้แต่แหวนมิติได้อย่างชัดเจน!

เหมือนตัวจริงของเธอหลุดเข้ามาในมิตินี้จริงๆ

ที่นี่จะกว้างแค่ไหนนะ

มองหมอกสีเทารอบตัว ในใจก็นึกสงสัยขึ้นมา

ในฐานะสายลุย ฉือจิ่วอวี๋ไม่มัวยืนบื้อ เรียกกระบี่โบราณสีทองสลับเขียวออกมา

นี่คือกระบี่วิญญาณคู่กายของเธอ แม้จะยังไม่เกิดจิตภูตกระบี่ แต่จิตวิญญาณของกระบี่ก็เปี่ยมล้นมากแล้ว

ขนาดจิตวิญญาณของกระบี่คู่กายยังจำลองออกมาได้!

ฉือจิ่วอวี๋ยิ่งอยากรู้อยากเห็น ใช้วิชาคนกระบี่รวมเป็นหนึ่ง พุ่งทะยานไปทางทิศหนึ่งด้วยความเร็วสูงสุด

ความเร็วนั้นทะลุกำแพงเสียงในชั่วพริบตา เสียงระเบิดของอากาศดังรัวๆ ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณคงเห็นแค่เงาจางๆ แวบผ่านไปเท่านั้น

ถึงอย่างนั้น นี่ก็ยังไม่ใช่ความเร็วสูงสุดของเธอ

ในห้องรับแขกภายนอก ร่างต้นของฉือจิ่วอวี๋ฟุบหน้าลงกับโซฟา หัวห้อยตกลงมาเกือบครึ่ง ดูเหมือนคนหลับสนิท

ม่านแสงอีกบานลอยขึ้นมา ตั้งคู่กับม่านแสงของจางอวิ๋นลู่

"ซนจริงๆ" สวีสิงถอนหายใจเบาๆ

ช่างเถอะ รีบๆ เริ่มดีกว่า

ทันใดนั้น ในสายตาของฉือจิ่วอวี๋ที่กำลังสำรวจพื้นที่ ก็ปรากฏตัวอักษรสีทองสองบรรทัด

[ศัตรู: สวีสิง ระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์]

[เป้าหมาย: รับมือให้ได้สามกระบวนท่าและมีชีวิตรอด]

เธอหยุดกึกทันที คลื่นลมที่เกิดจากการหยุดกะทันหันปั่นป่วนหมอกสีเทารอบๆ กระบี่ยาวบินวนรอบตัวเธอหนึ่งรอบก่อนจะกลับมาอยู่ในมือ

จะเริ่มแล้วสินะ!

ฉือจิ่วอวี๋สูดหายใจลึก ข่มความตื่นเต้น

เธอมีความมั่นใจมาตลอด มั่นใจว่าไม่ด้อยไปกว่าใคร แต่คู่ต่อสู้ที่กำลังจะเจอ คืออาจารย์อาที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพิภพไท่เสวียนเหมือนกับอาจารย์

ตึก! ตึก!

เสียงฝีเท้าดังมาจากไกลๆ ในส่วนลึกของหมอกสีเทา ร่างเงาเลือนรางค่อยๆ ปรากฏขึ้น ไอหมอกสายแล้วสายเล่าไหลเข้าไปรวมตัวกัน ทำให้ร่างนั้นดูสมจริงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อร่างนั้นชัดเจนขึ้น หมอกสีเทาที่ปั่นป่วนก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง

แต่สีแดงนั้นไม่ได้ดูน่ากลัวหรือคาวเลือด กลับให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่โอ่อ่า เหมือนไฟที่ขับไล่ความมืดมิดในยามค่ำคืน

หมอกแดงรวมตัวกันในฝ่ามือ กลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง กระบี่นั้นแดงฉานทั้งเล่ม ยามแสงเทพไหลเวียน ราวกับมีเงาจันทร์โลหิตลอยเด่น

พระจันทร์?

ไม่ใช่อาทิตย์หรอกเหรอ?

แต่ในสำนักเหมือนจะไม่มีกระบี่ที่มีชื่อเสียงเล่มไหนเกี่ยวกับดวงอาทิตย์เลย ที่เกี่ยวกับ 'จันทร์' มีอยู่ไม่น้อย

ของอาจารย์อาคือเล่มไหนกันนะ

ระหว่างที่ความคิดแล่นผ่าน ร่างนั้นก็สมบูรณ์แบบ รูปร่างเหมือนสวีสิงทุกประการ แต่ทว่า... ใบหน้ากลับเห็นเป็นเพียงหมอกสีเทาที่ม้วนตลบ

"อาจารย์อา หน้าท่านหายไปไหน" ฉือจิ่วอวี๋โพล่งถาม

[อย่าพูดมาก ถ้าเจ้าไม่ออกกระบี่เขาจะลงมือก่อนแล้วนะ]

"ก็แค่ถามดูเฉยๆ" เธอบ่นอุบ

จากนั้นก็มองเงาร่างสวีสิงไม่ไกลด้วยแววตามุ่งมั่น นัยน์ตาส่องประกายสีทองจางๆ

เนตรทองคำทลายมายาแห่งไท่ซู

อภินิหารสมชื่อ มองทะลุมายา เห็นแจ้งความจริง

ด้วยความเชี่ยวชาญในวิชานี้ของฉือจิ่วอวี๋ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นระดับแปลงเทพ เธอก็ยังมองเห็นจุดอ่อนได้บ้าง

แต่ทว่า อภินิหารที่เคยใช้ได้ผลเสมอมา กลับไร้ผลในวินาทีนี้ มองยังไงก็หาจุดอ่อนไม่เจอแม้แต่นิดเดียว

เงาร่างสวีสิงไม่ได้รอเธอ

"กระบี่ที่หนึ่ง"

น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ กระบี่แดงฉานค่อยๆ ยกขึ้น

เชี่ย!

ฉือจิ่วอวี๋หนังหัวชาวาบ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างรุนแรงกัดกินหัวใจ อันตรายถึงขีดสุดทำให้เลือดเนื้อและจิตวิญญาณทุกส่วนสั่นสะท้าน

ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เธอใช้วิชาคนกระบี่รวมเป็นหนึ่งพุ่งหนีไปไกลลิบ

ถอยทางยุทธวิธีไปตั้งหลักก่อน!

"ฟัน"

แสงสีแดงปกคลุมทั่วฟ้าดิน หลบไม่ได้ กันไม่อยู่ อภินิหารและลูกไม้ทุกอย่างดูตลกไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่นี้

ราวกับดวงอาทิตย์ร่วงหล่น ฉือจิ่วอวี๋ที่หนีไปไกลถูกแสงสว่างไร้ที่สิ้นสุดกลืนกิน ก่อนที่ร่างกายจะระเหยกลายเป็นไอ ในหัวมีแค่ความคิดเดียว

นี่มันระดับวิญญาณแรกกำเนิดแน่เรอะ?

......

ภายนอก สวีสิงถือชามซุปวุ้นเส้นเลือดเป็ด มองดูฉือจิ่วอวี๋ที่ถูกแสงสว่างกลืนกินแล้วก็อดขำไม่ได้

เลือกระดับพลังไหนไม่เลือก ดันมาเลือกช่วงวิญญาณแรกกำเนิด

ตอนอยู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด เขาได้สังคายนาวิชาความรู้ทั้งหมดที่ร่ำเรียนมา แล้วสร้างต้นแบบของ "คัมภีร์กระบี่ไท่ซู" ขึ้นมา

พูดได้เลยว่า ไม่ว่าอดีตหรืออนาคต จะไม่มีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิดคนไหนเหนือไปกว่าเขาได้อีกแล้ว

......

ไม่กี่วินาทีต่อมา หมอกสีเทาก็รวมตัวกันเป็นฉือจิ่วอวี๋อีกครั้ง สีหน้าเธอดูสงสัยในชีวิตสุดขีด

"อาจารย์อา! ท่านโกงนี่นา นี่มันจะเป็นวิญญาณแรกกำเนิดได้ยังไง!"

เก่งเวอร์ขนาดนี้ ระดับแปลงเทพที่อ่อนๆ หน่อยยังรับมือไม่ไหวเลยมั้ง?

[ลองอีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจสัมผัสให้ดี]

"ได้!"

ยังไงก็ไม่ตายจริง รอบนี้ขอดูหน่อยเถอะว่าอาจารย์อาใช้พลังระดับวิญญาณแรกกำเนิดปล่อยท่าเวอร์วังแบบนั้นได้ยังไง

เดินดุ่มๆ เข้าไปหาเงาร่างสวีสิง

โดยไม่มีสัญญาณเตือน จู่ๆ เธอก็แทงกระบี่ออกไป ตัวกระบี่พลันหายวับ

"เพลงกระบี่เมฆาคล้อย"!

ความจริงตอนสู้กับจางอวิ๋นลู่ เธอก็แอบจำวิชานี้มาแล้ว

เผชิญหน้ากับการโจมตีกะทันหัน เงาร่างสวีสิงเพียงแค่เอียงตัวเล็กน้อยก็หลบพ้น

"กระบี่ที่หนึ่ง"

เสียงราบเรียบเย็นชาเหมือนเดิม

ฉือจิ่วอวี๋ที่เตรียมลูกไม้ไว้แก้ทาง กลับพบว่าตัวเองปล่อยกระบวนท่าที่สองไม่ออก สีขาวและดำแผ่ขยายออกจากตัวทั้งสองคน ทุกอย่างราวกับถูกแช่แข็ง มีเพียงกระบี่เล่มนั้นที่ยังคงแดงเจิดจ้า

เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังเวทของเงาร่างสวีสิงอย่างชัดเจน

วิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์

ไม่ได้เกินไปกว่าเธอเลย

นี่มันระดับวิญญาณแรกกำเนิดจริงๆ ด้วย!

ขณะที่ฉือจิ่วอวี๋คิดว่าตัวเองต้องตายอีกรอบ กระบี่สีแดงฉานนั้นก็หยุดลงที่หว่างคิ้ว ไม่ได้แทงเข้ามา

ไม่เพียงแค่นั้น สีขาวและดำที่แผ่ขยายออกก็ค่อยๆ หดกลับ

ฟู่ว~

เงาร่างสวีสิงสลายกลายเป็นไอหมอก

[รู้สึกยังไงบ้าง]

จะรู้สึกยังไงได้ ก็เทพซ่าสุดๆ น่ะสิ!

ฉือจิ่วอวี๋รู้สึกท้อแท้นิดหน่อย เธอคิดว่าตัวเองเก่งเทพมาตลอดแท้ๆ!

"พวกระดับวิญญาณแรกกำเนิดเก่งเหมือนอาจารย์อาเยอะไหม"

[ไม่มี ข้าเก่งที่สุด]

"...อาจารย์อานี่ไม่ถ่อมตัวเลยนะ"

[ก็มันเรื่องจริง]

[แต่เจ้าไม่ต้องท้อใจไป เพราะตัวข้าที่เจ้าสู้ด้วยเมื่อกี้ อายุสองร้อยกว่าปีแล้ว]

หือ?!

สองร้อยกว่าปี!

"ไม่จริงน่า พรสวรรค์ของอาจารย์อาแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?"

ระดับวิญญาณแรกกำเนิดอายุสองร้อยกว่าปี ถ้าเป็นยุคนี้คงเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในของสำนักกระบี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ

เอ่อ...

พลังต่อสู้เวอร์วังขนาดนั้นจะเอามาวัดด้วยระดับพลังปกติคงไม่ได้

เดี๋ยวนะ!

"แล้วตอนนั้นอาจารย์อยู่ระดับไหน?"

[เหมือนข้านั่นแหละ วิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์]

ฉือจิ่วอวี๋ชะงัก

"ทำไมล่ะ?"

คงไม่ใช่ว่าอาจารย์กับอาจารย์อาพรสวรรค์ห่วยแตกทั้งคู่หรอกนะ แบบนั้นมันตลกเกินไปแล้ว

[ตอนนั้นระบบการบำเพ็ญเพียรยังไม่สมบูรณ์ วิญญาณแรกกำเนิดคือจุดสูงสุด]

[ข้างหน้าไร้หนทางไปต่อ พวกข้าก็ทำได้แค่ลองผิดลองถูกไม่หยุดหย่อน]

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 40 - หนทางตันในกาลก่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว