- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 29 - วิธีสร้างแรงบันดาลใจในการฝึกตน
บทที่ 29 - วิธีสร้างแรงบันดาลใจในการฝึกตน
บทที่ 29 - วิธีสร้างแรงบันดาลใจในการฝึกตน
บทที่ 29 - วิธีสร้างแรงบันดาลใจในการฝึกตน
ศิษย์พี่หญิง?
ท่านเทพที่อยู่เหนือจินตนาการคนนั้น เป็นศิษย์พี่ของคนคนนี้เหรอ?
"คุณชาย เราเอาไงดีครับ?" ลูกน้องข้างๆ ถามขึ้นมาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ
กูจะไปรู้เรอะ! คุณชายจิตตกสุดขีด
เมืองเสวียนเจี้ยนเล็กๆ แค่นี้ อย่ามาโหดร้ายกับเขานักได้ไหม ปกติคนที่มีพ่อเป็นระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าแบบเขา น่าจะกร่างได้สุดๆ แล้วไม่ใช่เหรอ?!
"ท่านคือ... อาจารย์อา?" ฉือจิ่วอวี๋ถามอย่างไม่แน่ใจ
"ถ้าเจ้าเป็นลูกศิษย์ของศิษย์พี่หญิง ข้าก็เป็นอาจารย์อาของเจ้าจริงๆ นั่นแหละ" สวีสิงมองดูคนสองคนที่อยู่ตรงข้ามเธอ "ให้ข้ารอไหม? หรือจะรีบจัดการให้จบๆ ไป"
อาจารย์อาตัวจริงเสียงจริง!
ดูท่าครั้งนี้เธอจะก่อเรื่องใหญ่ไปหน่อย ถึงขนาดดึงอาจารย์อามาหาได้เลย
"วางใจได้เลยค่ะอาจารย์อา! แค่ปลาซิวปลาสร้อยสองตัว แป๊บเดียวก็เสร็จ!" พูดจบฉือจิ่วอวี๋ก็หันกลับไปเผชิญหน้ากับทั้งสองคน "รีบๆ เข้ามา!"
"คุณชาย เราจะสู้ยังไงดีครับ?" ลูกน้องรวบรวมพลังเวท ถามเสียงเครียด
สู้กับผีน่ะสิ!
ตุบ!
คุณชายคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วและสวยงาม ฉือจิ่วอวี๋ถึงกับเหวอ แต่ก็ยังไม่คลายความระแวง เธอเคยได้ยินมาว่าพวกมารมีวิชาชั่วร้ายแปลกๆ บางทีแค่โขกหัวก็ฆ่าคนได้
"ผมยอมแพ้ครับ ช่วยส่งผมไปหอวินัยที"
ห๊ะ?
สรุปไม่ใช่ร่ายวิชาเหรอ
ลูกน้องเห็นคุณชายคุกเข่า ก็รีบคุกเข่าตาม เออแฮะ รักเจ้านายดีเหมือนกัน
"เอายังไงดีคะอาจารย์อา"
"เชลยของเจ้า เจ้าตัดสินใจเอง"
"งั้นทำลายวรยุทธ์แล้วส่งไปให้หอวินัยสอบสวน?"
พอได้ยินว่าจะโดนทำลายวรยุทธ์ คุณชายก็ลนลานทันที
"อย่านะครับ! นอกจากช่วยไอ้แก่ผีนั่นขายเลือดสัตว์อสูรหาเงินรักษาตัว ผมไม่เคยทำเรื่องชั่วร้ายอะไรเลยนะ"
"ไม่เคยทำชั่วแล้วมาหลบอยู่ในที่ผีสิงแบบนี้ทำไม แถมยังใส่แว่นกันแดดอีก" ฉือจิ่วอวี๋ชี้กระบี่ใส่หน้า "บอกมา! พวกแกมีจุดประสงค์อะไร คิดจะถล่มเมืองสร้างวิชามารใช่ไหม"
ถล่มเมืองบ้านป้าแกสิ!
เมืองเสวียนเจี้ยนถึงจะเล็ก แต่ก็มีระดับแปลงเทพอยู่ตั้งหลายคน ฉันแค่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดจะเอาปัญญาที่ไหนไปถล่มเมือง?
แล้วฉันใส่แว่นกันแดดมันผิดตรงไหน ไม่ได้เหรอ?
"ผมแค่จะมาหลอมกระบี่สักเล่ม เพราะเส้นสายของคุณพ่อผมเลยถูกส่งมาที่นี่..."
เพื่อรักษาชีวิตและวรยุทธ์ คุณชายไม่กล้าปิดบัง เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่รู้ออกมาอย่างรวบรัดที่สุด
พ่อของเขาเป็นจอมมารระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า แถมยังเป็นจอมมารกระเป๋าหนักที่มีส่วนร่วมในโครงการเพาะเลี้ยงวิญญาณสังเคราะห์ ไม่ใช่พวกจอมมารยาจกที่ต้องเสี่ยงตายถล่มเมืองเพื่อหลอมธงหมื่นวิญญาณ
ส่วนสาเหตุที่เขามาเมืองเสวียนเจี้ยน ก็เพื่อจะยืมแรงอาฆาตของคนมาหลอมกระบี่มาร
อย่างพวกพนักงานที่โดนโขกสับในตึกจันทร์กระจ่าง หรือเด็กนักเรียนที่โดนพ่อแม่บังคับเรียนพิเศษสารพัด ล้วนเป็นแหล่งพลังงานชั้นดี
ฐานเพาะเลี้ยงวิญญาณสังเคราะห์แห่งนี้ นานๆ ทีก็ผลิตแรงอาฆาตคุณภาพสูงออกมาได้บ้าง
สมัยนี้ใครเขาฆ่าคนกัน นอกจากประสิทธิภาพต่ำแล้ว ยังเสี่ยงโดนเพ่งเล็งอีก
สรุปว่ากระบี่ยังหลอมไม่เสร็จ ก็ดันเกิดเรื่องผู้บำเพ็ญเพียรโบราณออกจากด่าน พวกตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เห็นท่าไม่ดีก็หอบข้าวของหนีไปหมด เขาเสียดายกระบี่ที่ใกล้จะเสร็จ เลยกะว่าจะอยู่ต่ออีกสักพัก
พออยู่ต่อ ก็เลยซวย
จอมมารเฒ่าระดับผสานเต๋าที่บาดเจ็บดันมาถูกใจค่ายกลอำพรางกลิ่นอายและปิดกั้นสวรรค์ของที่นี่ ก็เลยบุกเข้ามา
แล้วจากนั้น... ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เห็น
พูดไปก็น้ำตาจะไหล ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ ชีวิต
ฉือจิ่วอวี๋ฟังจบก็ผิดหวัง ที่แท้ก็แค่ปลาซิวปลาสร้อยดวงซวยสองตัว
"พวกนายไปมอบตัวที่หอวินัยซะ อย่าลืมบอกชื่อฉันด้วยล่ะ"
ขายุงก็ถือเป็นเนื้อ อยากจะเป็นเจ้าสำนักกระบี่ นอกจากระดับพลังต้องถึงแล้ว ผลงานก็ต้องมีด้วย
"ไปกันเถอะค่ะอาจารย์อา!"
"เดี๋ยวก่อน!" ลูกน้องคนนั้นตะโกนขึ้นมา
หือ?
ฉือจิ่วอวี๋หันกลับไปมองอย่างสงสัย คุณชายรู้สึกเหมือนหัวใจจะวาย ไอ้บื้อนี่จะตะโกนทำไม!
"คุณยังไม่บอกชื่อเลยครับ!"
"..." เงียบไปครู่หนึ่ง "ฉันชื่อฉือจิ่วอวี๋"
ลูกศิษย์ของศิษย์พี่หญิงนี่ตลกดีแฮะ
"ในเมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว ก็ไปกันเถอะ"
สิ้นเสียงเรียบ ร่างของทั้งสองคนก็หายวับไป ห้องเก็บอุปกรณ์กลับมาเงียบสงัด เหลือแค่คุณชายกับลูกน้อง
จังหวะที่คุณชายกำลังจะถอนหายใจโล่งอก
ตึก! ตึก!
เสียงฝีเท้าดังขึ้นทำเอาเขาเกือบหัวใจวายตาย ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามา
"คุณชาย? ลูกพี่? พวกท่านทำอะไรกันอยู่ครับ?"
เป็นลูกน้องอีกคนนั่นเอง
เฮ้อ~
"เก็บของ เตรียมตัวไปมอบตัวที่หอวินัย"
ห๊ะ???
ลูกน้องคนที่สองทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ถึงต้องไปมอบตัว?
............
โรงเรียนมัธยมเสวียนเจี้ยนที่สาม อัฒจันทร์คนดู
ได้การ์ดคริสตัลมาแล้ว สวีสิงก็ไม่คิดจะกลับไปที่ห้องทำงานผู้อำนวยการฝ่ายปกครองอีก เขาพาฉือจิ่วอวี๋มานั่งที่อัฒจันทร์
"อาจารย์อา ที่นี่ที่ไหนคะ?" ฉือจิ่วอวี๋มองซ้ายมองขวา เห็นเวทีประลองในสนาม "เอ๊ะ นั่นมันเวที 'ยุติศาสตรา' ของสำนักราชันคชสารไม่ใช่เหรอคะ?"
"เจ้าเคยขึ้นไปประลองด้วยรึ?"
"แน่นอนค่ะ! ไอ้เจ้านี่ตลกดีนะ ครั้งที่แล้วตอนอาจารย์พาหนูไปถล่มสำนักพวกนั้น หนูยังชนะได้เวทีกลับมาอันนึงด้วย"
"นั่นเขาไม่เรียกว่าไปถล่ม เขาเรียกว่าไปแลกเปลี่ยนวิชาระหว่างสำนัก"
"โธ่ ก็เหมือนๆ กันแหละน่า"
ฉือจิ่วอวี๋จ้องมองสนาม เวทีสิบสองแห่งตอนนี้มีคนยึดไปแล้วเก้าแห่ง การต่อสู้ดุเดือดเผ็ดมัน
มีแค่เวทีตรงกลางของจางอวิ๋นลู่ที่ยังไม่มีใครกล้าขึ้นไปท้า บนธงประจำเวทีมีเลข 'หก' เขียนอยู่ แสดงว่าเธอชนะมาแล้วหกรอบ
"คนตรงกลางนั่นคือคนที่อาจารย์อาชี้แนะให้ใช่ไหมคะ?"
อาจารย์อาระดับเดียวกับอาจารย์ อยู่ดีๆ จะมาดูการประลองเด็กเล่นขายของแบบนี้ทำไม
ต้องมีเด็กเส้นที่แกปั้นมาแน่ๆ
ฝีมือคนอื่นนี่ดูไม่ได้เลย กระจอกยิ่งกว่ากระจอก ส่วนคนตรงกลางไม่มีใครกล้าท้า เห็นได้ชัดว่าคนละชั้นกัน
"ถูกต้อง ข้าเคยให้ของขวัญนางชิ้นหนึ่ง"
ตอนนั้นเอง การประลองบนเวทีหนึ่งก็รู้ผลแพ้ชนะ
เวทียังคงทำหน้าที่ปากแจ๋ววิจารณ์ทั้งคู่จนหน้าแดงเถือก แต่คนชนะไม่ได้กระโดดหนีลงไปเหมือนตู้เชียนคนแรก
ขายหน้าก็ช่างมัน อันดับสำคัญกว่า
แต่เวทีดูเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ
【เหอะ】
เสียงแค่นหัวเราะที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามดังลั่นสนาม คนชนะทนไม่ไหวในที่สุด สติแตกกระโดดลงเวทีไปเลย
"จุ๊ๆ! จิตใจเปราะบางชะมัด คำวิจารณ์ออกจะตรงไปตรงมาแท้ๆ"
"จิ่วอวี๋"
"คะ อาจารย์อา?"
"ในสำนักมีคนอยากตีเจ้าเยอะไหม?"
"ไม่ใช่แค่ในสำนักหรอกค่ะ สำนักอื่นก็มีคนอยากตีหนูเพียบเลย!" ฉือจิ่วอวี๋ตอบอย่างภูมิใจ
"..."
ตั้งแต่ออกจากด่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่สวีสิงรู้สึกพูดไม่ออกจริงๆ
"จริงๆ แบบนี้ก็มีข้อดีนะคะ" เธออธิบายอย่างจริงจัง "อาจารย์อาลองคิดดูสิคะ ถ้าหนูไม่อยากโดนตี หนูก็ต้องขยันฝึกวิชา นี่ไม่ใช่วิธีสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองเหรอคะ!"
ตรรกะพังพินาศแต่ฟังดูมีเหตุผลเฉย
สวีสิงยิ้มขำ
สมกับเป็นศิษย์ของศิษย์พี่หญิงจริงๆ
ขณะเดียวกัน เหนือโรงเรียน บนชั้นเมฆ จ้าวศาสตราจื่อหวนมองไปยังทิศทางที่ไอเมารพุ่งขึ้น
เขายังลังเล ลังเลว่าจะไปดูดีไหม
[จบแล้ว]