- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 20 - วิธีการสุดเชยแต่ได้ผลชะงัด
บทที่ 20 - วิธีการสุดเชยแต่ได้ผลชะงัด
บทที่ 20 - วิธีการสุดเชยแต่ได้ผลชะงัด
บทที่ 20 - วิธีการสุดเชยแต่ได้ผลชะงัด
ดึกดื่นป่านนี้ มีธุระด่วนอะไรกันนะ?
จางอวิ๋นลู่ละสายตากลับมามองหยกแดงในมือ ตอนนี้พลังวิญญาณเต็มเปี่ยมแล้ว แต่กระแสความอบอุ่นยังคงไหลเข้ามาไม่หยุด หล่อเลี้ยงไปทั่วร่าง ความเหนื่อยล้าบรรเทาลงไปมาก
เธอลองขยับมือข้างที่ถือกระบี่ ความปวดเมื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง
'ลองฝึกอีกรอบ!' เธอคิดในใจ
ในกล่องหยกมีด้ายแดงมาให้ด้วย พร้อยเสร็จก็เอามาห้อยคอได้พอดี
ไม่นาน กระบี่ก็กลับมาอยู่ในมือ แสงวิญญาณคลุมตัวกระบี่ จางอวิ๋นลู่นึกทบทวนกระบวนท่า แล้ววาดกระบี่ออกไป
เทียบกับเมื่อกี้ที่ยังติดขัด ครั้งนี้กลับลื่นไหลกลมกลืนอย่างน่าประหลาด
กระแสความอบอุ่นไหลเวียนในร่างกาย กระบี่ในมือพลิ้วไหวดั่งสายลม เมฆหมอกสลาย ตัวกระบี่เลือนหายไปชั่วขณะ ก่อนจะปรากฏขึ้นอีกครั้งในเสี้ยววินาทีถัดมา
ชวิ้ง!
แสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกไปไกลสามวา ก่อนจะค่อยๆ จางหาย
นี่คือรัศมีกระบี่ ตัดหินดั่งตัดเต้าหู้ เจาะเหล็กกล้าได้ลึกสามส่วน!
《เพลงกระบี่เมฆาคล้อย》 กระบวนท่าแรก สำเร็จ!
สำเร็จเฉยเลย?
จางอวิ๋นลู่เองยังตะลึง เมื่อกี้ยังห่างไกลความสำเร็จอยู่เลยแท้ๆ
กัดริมฝีปาก เธอกุมหยกแดงที่หน้าอก แม้จะมีเสื้อกั้น ก็ยังสัมผัสได้ถึงความอุ่นของมัน
'งั้นก็แสดงว่า เขาคำนวณไว้แล้วว่าฉันจะได้หยกแดงชิ้นนี้ ถึงได้กล้าฟันธงว่าฉันจะฝึก 《เพลงกระบี่เมฆาคล้อย》 สำเร็จก่อนวันมะรืนสินะ?'
แล้วนั่นหมายความว่า เขารู้ที่มาที่ไปของหยกแดงนี่ด้วยหรือเปล่า?
จางอวิ๋นลู่ใจเต้นรัว กว่าจะสงบสติอารมณ์ได้ก็ผ่านไปพักใหญ่
พรุ่งนี้เลิกเรียนต้องไปถามให้ได้!
เรื่องสาเหตุการตายของพ่อแม่ ถ้าบอกว่าเธอไม่แคร์เลยก็คงโกหก เชื่อว่าพี่ชายก็เหมือนกัน
และตอนนี้มีหนทางที่จะสืบหาความจริงได้แล้ว ใครไม่คว้าไว้ก็โง่เต็มที
ส่วนความเสี่ยง...
เหอะ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับนั้นถ้าคิดจะแย่งชิง เธอและพี่ชายจะมีปัญญาขัดขืนเหรอ?
เธอแค่ระดับกลั่นลมปราณ พี่ชายก็แค่ระดับแก่นทองคำเองนะ!
ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จางอวิ๋นลู่เก็บกระบี่ คว้ากล่องหยกและน้ำยาฟื้นพลัง เดินกลับเข้าบ้าน
อาบน้ำเสร็จ เธอเดินเข้าห้องนอน
จุดธูปสงบจิต ควันลอยเอื่อยๆ จางอวิ๋นลู่ล้มตัวลงนอนหลับตา ในมือยังกำหยกแดงไว้แน่น
ไม่นานเธอก็หลับปุ๋ย แต่กลับไม่ได้ฝันหวานจนเช้า
ในพื้นที่สีเทามัวๆ มองไม่เห็นขอบเขต จางอวิ๋นลู่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกมองไปรอบๆ
ทันใดนั้น ตัวอักษรสีทองก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
【เอาเถอะ ยอมรับว่าวิธีนี้อาจจะเชยไปหน่อย แต่ด้วยพรสวรรค์ของเธอ ถ้าอยากจะฝึก 《เพลงกระบี่เมฆาคล้อย》 ให้สำเร็จก่อนวันมะรืน วิธีนี้เหมาะที่สุดแล้ว】
"???"
【ศัตรู: เซียนกระบี่ระดับกลั่นลมปราณชั้นเก้า 《เพลงกระบี่เมฆาคล้อย》 ขั้นต้น】
【เป้าหมาย: สังหาร!】
ห๊ะ?
อะไรนะ?
นี่ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหมเนี่ย?
ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว หมอกรอบข้างม้วนตัวรวมกันกลายเป็นกระบี่ยาวในมือเธอ
สัมผัสเย็นเฉียบ น้ำหนักที่สมจริง พิสูจน์ว่านี่คือของจริง!
เดี๋ยวนะ!
หรือว่าที่เขาพูดถึงจะไม่ใช่หยกแดง แต่เป็นไอ้สถานที่ประหลาดนี่?
เงาร่างถือกระบี่เดินออกมาจากหมอกสีเทา สวมชุดรัดกุมสีดำ มองไม่เห็นหน้าตา พลังวิญญาณระดับกลั่นลมปราณชั้นเก้าแผ่ออกมาอย่างชัดเจน สูสีกับเธอเป๊ะ
เอื๊อก!
จะเอาจริงเหรอ?
ไม่มีการลีลา เงาร่างเซียนกระบี่ก้าวเท้า ยกกระบี่ พริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้า คมกระบี่เย็นยะเยือกฟันฉับลงมาที่หัว
ใช้การกระทำบอกอย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การประลอง แต่เป็นการฆ่ากันให้ตาย!
เคร้ง!
จางอวิ๋นลู่ยกกระบี่รับ พร้อมกับดีดตัวถอยหลังอย่างรวดเร็ว แต่กระบี่ยาวนั่นตามติดดั่งเงาตามตัว ถอยไปหลายก้าว แขนขวาที่ชาหนึบถึงจะเริ่มหาย
เธอทิ้งตัวหงายหลัง กระบี่ของศัตรูเฉือนเส้นผมเธอขาดไปไม่กี่เส้น แต่ด้วยแรงเฉื่อยทำให้พุ่งเลยไป
สบโอกาส จางอวิ๋นลู่แทงสวน สถานการณ์พลิกกลับทันควัน เห็นๆ ว่ากำลังจะแทงทะลุ
แต่เงาร่างเซียนกระบี่กลับชักกระบี่สั้นออกมาจากเอว แสงวิญญาณเคลือบใบมีด
เคร้ง!
รับการโจมตีนี้ไว้ได้หน้าตาเฉย!
"ขี้โกงนี่นา!"
ตะโกนด่าไปหนึ่งดอก แล้วกลิ้งหลุนๆ หลบไปด้านข้าง พอลุกขึ้นได้ก็ฟันสวนกลับไปทันที!
ตัวกระบี่เลือนหายวูบหนึ่งแล้วโผล่มา รัศมีกระบี่น่ากลัวพุ่งตรงไปที่เอวหลังของศัตรู แต่เงาร่างเซียนกระบี่ตั้งหลักได้แล้ว แค่เอียงตัวนิดเดียวก็หลบพ้น
แล้วสวนกลับมาหนึ่งกระบี่ ดั่งเมฆาคล้อยสายลมพัด กระบี่เลือนหายไปวูบหนึ่งเช่นกัน
จางอวิ๋นลู่สัญญาณเตือนภัยดังลั่นหัว รีบเอนตัวไปข้างหลัง หลบรัศมีกระบี่ที่พุ่งมา แต่เอวกลับรู้สึกเจ็บจี๊ด พอหันไปมองก็เห็นแสงสีขาวเต็มตา
《เพลงกระบี่เมฆาคล้อย》 ขั้นต้น รัศมีกระบี่สามสาย!
วินาทีเฉียดตาย จางอวิ๋นลู่ยกมือขวาขึ้น แล้ว... ชูนิ้วกลางให้ วินาทีถัดมาหัวก็ระเบิดเหมือนแตงโม แตกสลายกลายเป็นหมอกสีเทา
............
"กวนใช่ย่อย"
ในบ้านพัก สวีสิงมองร่างไร้หัวของจางอวิ๋นลู่ล้มลง แต่ท่าทางสุดท้ายของเธอก็น่าสนใจดี ถือว่าใจสู้ใช้ได้
"การจับจังหวะ การตัดสินใจเฉพาะหน้าทำได้ดีมาก เหมาะจะมาเดินสายกระบี่ของฉันจริงๆ"
"แถมยังฝึก 《เพลงกระบี่เมฆาคล้อย》 ขั้นแรกได้แล้วด้วย อันนี้เกินคาดแฮะ"
ผลงานของจางอวิ๋นลู่ถือว่ายอดเยี่ยม
ในการต่อสู้เสี่ยงตายที่เกิดขึ้นกะทันหัน ยังสามารถตัดสินใจได้อย่างเยือกเย็น แม้จะเสียเปรียบไปก่อนก็ยังหาทางแก้เกมได้รวดเร็ว
ยุคสมัยนี้สงบสุขกว่าเมื่อก่อนมาก การต่อสู้แก่งแย่งก็น้อยลงเยอะ
ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้แบบจางอวิ๋นลู่จึงมักจะถูกมองข้าม
รากฐานยังด้อยไปหน่อย ไม่อย่างนั้นต่อให้ไปอยู่ในสำนักกระบี่ ก็มีสิทธิ์ได้เป็นศิษย์ของระดับผู้อาวุโสระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าได้สบายๆ
"ก็ดี ในเมื่อเธอมีพรสวรรค์ขนาดนี้ ฉันจะช่วยให้เธอสร้างรากฐานวิถีฟ้าประทานให้สำเร็จก็แล้วกัน"
เมื่อรากฐานวิถีฟ้าประทานสำเร็จ บวกกับพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม อนาคตอาจจะได้เป็นศิษย์ของสี่ผู้อาวุโสหลักก็ได้ใครจะรู้!
วินาทีถัดมา พื้นที่สีเทาทั้งหมดดูเหมือนจะถูกกดปุ่มเร่งความเร็ว ภาพเริ่มพร่ามัว
สวีสิงหันมองออกไปข้างนอก
"สุดท้ายก็วางใจไม่ได้ ต้องตามมาดูสินะ" มีคนกำลังแอบย่องเข้ามาใกล้ที่นี่ "แต่ทำแบบนี้มันไม่ฉลาดเลยนะ"
ในบ้านพักหลังข้างๆ มีคนใกล้จะรู้สึกตัวแล้ว สัมผัสวิญญาณอันกว้างใหญ่ไพศาลกำลังแผ่ขยายออกมา
"ช่างเถอะ ในเมื่ออยากเจอฉันขนาดนั้น ก็ช่วยสักหน่อยแล้วกัน"
สวีสิงยกมือขึ้น จิ้มเบาๆ ไปข้างหน้า
วูบ~
คลื่นไร้สภาพกระจายออกไป ทันทีที่เขาทำเสร็จ สัมผัสวิญญาณอันมหาศาลนั้นก็ปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน
กวาดดูรอบหนึ่งไม่เจออะไรผิดปกติ สัมผัสวิญญาณนั้นจึงหดกลับไป
............
ในหมู่บ้าน จางซิวแอบย่องเข้าไปใกล้เป้าหมาย
พอเข้าใกล้ ก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่พยายามจะบิดเบือนประสาทสัมผัสของเขา
นี่คือค่ายกล
ก่อนมาจางซิวสืบมาแล้ว ค่ายกลระดับนี้แม้แต่ระดับกลั่นลมปราณยังกันไม่ได้ นับประสาอะไรกับเขา
ไม่นาน เขาก็มาถึงกำแพง ร่ายคาถา
วิชาทะลุกำแพง
จากนั้นก็เดินชนกำแพงไปเลย กำแพงที่มีคุณสมบัติกันเวทกลายเป็นเหมือนของประดับ เขาเดินทะลุผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
เข้ามาข้างใน มืดตึ๊ดตื๋อเพราะไม่ได้เปิดไฟ ดูวังเวงชอบกล
'ไปต่อ อย่าช้า'
เพื่อประหยัดเวลา เขาเดินทะลุกำแพงอีกหลายชั้นจนมาถึงห้องรับแขก
ห้องรับแขกว่างเปล่า แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทำให้สว่างขึ้นมาก
"บุกรุกบ้านคนอื่นน่าจะผิดกฎหมายนะ แต่ฉันก็อยากจะพูดสักประโยค"
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาจางซิวหนังหัวลุกชัน บนโซฟาที่ว่างเปล่าเมื่อกี้ จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มหน้าตาดีนั่งยิ้มแฉ่งมองเขาอยู่
"สวัสดีตอนเย็น"
[จบแล้ว]